"พิธา" เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา "ยุบ ศบค.-ปรับ ครม." ทลายคอขวด แก้โควิด

ข่าว

    "พิธา" เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา "ยุบ ศบค.-ปรับ ครม." ทลายคอขวด แก้โควิด

    ไทยรัฐออนไลน์

    1 ก.ค. 2564 20:10 น.

    สุดทน! "พิธา" ส.ส.บัญชีรายชื่อ ฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา "ยุบ ศบค.-ปรับ ครม.รัฐบาลบิ๊กตู่" ทลายทุกคอขวด ร่ายยาววิธีแก้ไข ก่อนน้ำตาประชาชนจะลุกเป็นไฟ

    วันที่ 1 ก.ค.64 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาพิจารณาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาและผลกระทบของโรคติดเชื้อโควิด และเสนอแนะต่อรัฐบาลให้ยกเลิกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 76/2563 ยุบ ศบค. เพื่อมีมติส่งให้รัฐบาลรับไปพิจารณาดำเนินต่อไป

    จากนั้นจึงได้อภิปรายว่า 90 นาทีต่อหนึ่งคน คือ สถิติการฆ่าตัวตายของคนไทยในหนึ่งปีที่ผ่านมา มากที่สุดในรอบ 24 ปี ยังไม่นับ 1,800 ชีวิต ที่ต้องสูญเสียในช่วงที่ผ่านมา ต้องใช้น้ำตาอีกกี่หยด ใช้ชีวิตคนไทยอีกกี่ชีวิต กว่ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีจะตื่นและได้ยินเสียงร้องไห้ของพี่น้องประชาชนคนไทยเสียที และยังไม่นับว่าโควิดระลอก 3 มีเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไปแล้วอีก 6,500 คน หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น 500,000 ล้านบาท คนว่างงานและคนถูกลดชั่วโมงทำงานอีก 5,000,000 คน ร้ฐบาลมักอ้างว่า ทุกประเทศก็เหมือนกัน ทุกประเทศก็ลำบาก ควรต้องเลิกอ้างได้แล้ว เพราะเวลานี้ไทยแย่กว่าอเมริกา แย่กว่าอินเดีย และแย่กว่าค่าเฉลี่ยขอเอเชียถึง 2 เท่า

    นายพิธา กล่าวต่อไปว่า ในช่วงเช้ามีความตั้งใจตั้งกระทู้ถามสดต่อนายกรัฐมนตรี เป็นคำถามพื้นๆ ว่า ในปัญหาที่ตนกล่าวถึงข้างต้น รัฐบาลจะตั้งรับปัญหาอย่างไร ข้อสองจะทำอย่างไรให้เปลี่ยนจากเชิงรับเป็นเชิงรุก และข้อสามคือคำถามค้างคาใจของทุกคนเกี่ยวกับวัคซีน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อวานนี้ ส.ส.รัฐบาลก็ไม่มาประชุม วันนี้พอสภาตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีก็ไม่มีใครมาตอบ ดังนั้นวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ตนจะอดทนแบบนี้ เพราะอดทนมามากพอแล้ว นายกฯมีทั้งอำนาจ มีทั้งงบประมาณ แต่ปล่อยให้คนไทยตายเป็นใบไม้ร่วงกันแบบนี้รับไม่ได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตนเสนอให้ยุบ ศบค.ไปเสีย

    “หลักการบริหารในภาวะวิกฤติถูกต้องที่ต้องมีการรวมศูนย์เพื่อลดคนตัดสินใจ จะได้มีความไว มีเอกภาพ และมีทั้งคนรับผิดและคนรับชอบ ไม่ใช่มีอำนาจแล้วไม่รับผิดชอบ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือตัวเลขต่างๆ ที่พูดไป สะท้อนว่าทุกอย่างกลับตาลปัตรหมด กลายเป็นว่า ศบค.มีไว้ทำไม กลายเป็นรัฐซ้อนรัฐ งบซ้อนงบ ที่ต้องไปตามตรวจสอบกันต่อ นอกจากไม่ทำตามหลักบริหารในภาวะวิกฤติที่ผู้นำควรทำแล้ว การสื่อสารยังสับสน ไม่รู้ใครตัดสินใจ ช้าเกินไป สายเกินไป น้อยเกินไป ทำแต่สิ่งที่ไม่เป็นผลดีทั้งนั้น ดังนั้นจึงต้องยุบ ศบค. เพื่อให้กลับสู่ภาวะปกติที่ตรวจสอบได้ เป็นทิศทางเดียวกัน และแก้ปัญหาได้” นายพิธา กล่าว

    อย่างไรก็ตาม นายพิธา อธิบายต่อว่า ถึงแม้จะมีการยุบ ศบค. วงจรอุบาทว์ก็จะยังไม่หายไป จะต้องปรับ ครม.ด้วยการหารัฐมนตรีเก่งๆ มาดูแล ต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่สามารถติดต่อหาวัคซีนได้ ต้องหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่ใช่ใช้วิธีกระจายความเสี่ยงช่วงที่มีโรคระบาดด้วยการผลักคนกลับบ้าน สถานการณ์แบบนี้ต้องตรึงให้คนอยู่พื้นที่ แต่ต้องแยกน้ำออกจากปลาให้ได้ ต้องหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขที่รู้เรื่องสาธารณสุขจริง ต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่รู้เรื่องแรงงานจริงๆ ต้องรู้ว่าเงินจากกองทุนประกันสังคมไม่ใช่เงินที่จะเอาไปใช้เพื่อเยียวยา เพราะท่านมีเงินกู้อยู่แล้ว และต้องรู้ว่าจะดูแลแรงงานให้ครอบคลุมอย่างไรทั้งในระบบ นอกระบบ แรงงานข้ามชาติ ต้องเข้าใจสิทธิแรงงาน ต้องมองเห็นว่าต่อไปการบริหารด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจจะเป็นเรื่องเดียวกันอย่างแยกไม่ออก จากนี้ไป ถ้าทำกับเขาเหมือนแบ่งแยก ต่อไปพอถึงเวลาที่จะต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะกลายเป็นไม่มีแรงงาน ต้องคิดร่วมกัน ต้องเอาคนรุ่นใหม่ที่เก่งๆ มีความจริงจัง เข้าใจ อยู่กับประชาชนเข้ามา มาทำงานให้สำเร็จ

    “ประชาชนบอกว่าเธอไม่ทำตามสัญญาให้เวลาไปตั้งนาน วันนี้ถึงเวลาที่ต้องแก้ปัญหา ปรับ ครม.ได้แล้ว เราอยู่กับ ครม.ที่ไม่มีประสิทธิภาพมาสองปีแล้ว และถ้าได้ ครม.ชุดใหม่ คอขวดแรกที่ต้องทลายคือ คอขวดระบบสาธารณสุข ตอนนี้ต่อให้มีไฟเซอร์มากองตรงหน้าก็ไม่ทัน ไม่ทันขนาดไหน ก็ขนาดที่รองปลัด สธ.ร้องไห้ จากเตียงที่เต็มตอนนี้ถึงได้ฉีดจะทำอะไรได้ ตอนเหตุทองหล่อแล้วไปฉีดลัดคิวผู้สูงอายุถามว่าได้อะไรขึ้นมา คอขวดนี้ต้องทลายให้ได้ คิดว่าพอผมพูด นายกฯคงหูดับทันที ไม่ฟัง ไม่ว่าอะไร แต่ขอให้ฟังแค่คำเดียวคือคำว่า Antigen”

    นายพิธา กล่าวว่า ลำดับแรกที่ต้องทำให้ได้คือการคัดกรองเพื่อแยกปลาจากน้ำ หรือก็คือการแยกผู้ป่วยออกจากชุมชนให้ได้ ซึ่งจะต้องใช้การตรวจ Antigen จากนั้นจะตรวจด้วย PCR ซ้ำก็ได้ จากตัวอย่างกรณีพื้นที่ของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ซึ่งเป็น ส.ส.เขตบางแค ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการระบาด เขาได้นำเอาการตรวจ Antigen ไปตรวจในพื้นที่ได้มากกว่าพันกรณี ทำให้ตรวจพบการติดเชื้อทันที 60 คน แล้วจึงนำไปตรวจแบบ PCR ต่อจนได้ผลยืนยันว่าเป็นการติดเชื้อร้อยละร้อย การพบเร็วสามารถทำให้แยกคนออกจากชุมชนได้

    “เพราะในชุมชนแออัด ถ้ารอตรวจแบบ PCR จะมีช่วงเวลาที่ต้องรอนานมาก คือจากที่รู้ว่ามีความเสี่ยงอย่างตอนผมเองต้องหาโรงพยาบาลที่รับตรวจใช้เวลา 4 วัน รอที่สองคือรอผลตรวจอีก 2-3 วัน รวมเป็น 6 วัน รอหาเตียงอีก 6 วัน เป็น 12 วัน พอผู้ป่วยมาถึงกลายเป็นต้องเข้าห้องแดง ICU แทนที่จะแยกได้เร็ว ได้พบหมอ หากประเมินว่าต้องให้ยาเพื่อกันเชื้อลงปอดก็ให้ได้เลย ถ้าหายก็กลับบ้าน โรงพยาบาลก็ไม่กดดัน การตรวจทั้งสองแบบแน่นอนว่าต่างกัน การตรวจ PCR เพื่อให้ชัวร์ แต่การตรวจ Antigen ก็เพื่อทำให้แยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชนให้ได้เร็วที่สุด ความสำคัญของเรื่องนี้ อย่างเกาหลีใต้ ขณะนี้มีการจ้างสถาบัน MIT เพื่อหาวิธีวินิจฉัยการติดเชื้อจากลมหายใจผ่านโทรศัพท์ เช่นเดียวกับสิงคโปร์ที่จะพยายามคิดเครื่องตรวจจากลมหายใจให้ได้ นั่นก็เพื่อลดความทวีคูณการติดเชื้อ คือ จาก 1 ติดต่อไป 4 จาก 4 ต่อไป 16 จาก 16 ต่อไปอีกทวีคูณ แต่ไทยยังติดที่การตรวจแบบ PCR ถ้าเราใช้การตรวจ Antigen เพื่อเจอผู้ติดเชื้อและแยกให้ได้ใน 10 นาที และมีการตั้งโรงพยาบาลแรกรับเพื่อรองรับก็จะลดผู้ป่วยหนัก เขาจะได้เข้าไปที่ห้องเขียวไม่ใช่ห้องแดง หรือคนที่ที่เขากักตัวเองไม่ได้ เช่น ชุมชนแออัดหรือแคมป์คนงานก็จะถูกแยกออกมา ตอนนี้คลัสเตอร์เสี่ยงทั้งหมดจำเป็นต้องตรวจแบบ Antigen ให้หมด เพื่อแยกผู้ป่วยให้ได้ โดยเฉพาะเมื่อหมอวินิจฉัยว่าต้องจ่ายยาก็สามารถจ่ายได้เลย ส่วนจะรอผลการ PCR เพื่อความชัดเจนอีกครั้งก็ค่อยว่ากันไป นอกจากนี้ในเรื่องการทำ Home Isoltion ที่มีเทเลเมดิซิลควรต้องทำให้ได้ ไม่ต้องรอคนไข้ไปหา แต่ต้องทำให้ยาไปหาคนไข้ได้”

    นายพิธา ยังกล่าวอีกว่า อีกเรื่องที่รู้สึกหงุดหงิดและสะเทือนใจมากคือการอัปเกรดห้องพยาบาล ไม่ว่าห้องเขียว เหลือง หรือแดง เพราะสภาได้ผ่านงบประมาณไปให้แล้ว 1 ล้านล้านบาท โดยประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อนำไปอัปเกรดสิ่งที่สำคัญในการบริหารสถานการณ์สาธารณสุขในโรงพยาบาล แต่ผ่านมา 14 เดือน เบิกจ่ายได้แค่ 3% หรือราว 380 ล้านบาท ตอนแรกเห็นซื้อเครื่องช่วยหายใจแค่ 450 เครื่อง ก็โมโหแล้ว แต่พอซื้อมาจริงได้แค่ 37 เครื่อง สำหรับคน 60 ล้านคน ในสถานการณ์ที่คนตายเป็นใบไม้ร่วงแบบนี้

    “รัฐบาลมีทั้งงบประมาณ มีทั้งเวลา มีทั้งอำนาจ ล่าสุดเงินกู้อีก 500,000 ล้าน ก็ให้อีก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็มี ทำไมทีเรื่องแบบนี้ต้องรอระบบราชการ ประชาชนที่ไหนจะด่าหรือถ้าท่านเอาเงินไปอัปเกรดโรงพยาบาลให้พร้อมกว่านี้ กลุ่มคนที่ต้องไปห้องแดงจะได้น้อยกว่านี้ ห้องเขียวอาจได้ใช้หรืออาจไม่แทบไม่ต้องใช้เลยถ้าสามารถทำ Home Isolation ได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนในอังกกฤษ จึงเป็นอะไรที่หงุดหงิดและรับไม่ได้ เพราะงบมีแต่ซื้อมาได้แค่นี้ รัฐบาลที่คิดได้แค่นี้ก็หมดคำพูด ท่านเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถคิดอะไรทั้งระบบได้เลย”

    นายพิธา ย้ำว่า เราจะชนะได้ก็ด้วยการบริหารจัดการ ด้วยวิทยาศาตร์ ด้วยข้อมูล แต่เราไม่สามารถชนะด้วยการทำมือชูสองนิ้ว หรือไม่สามารถชนะได้ด้วยการทำให้เรื่องวัคซีน หรือเรื่องเตียงผู้ป่วยเป็นเรื่องการเมือง เพราะนี่คือชีวิตของคน ของพ่อแม่ ของญาติพี่น้อง ของเพื่อนฝูง จะต้องเอาการเมืองไปให้ห่าง เรื่องเตียงว่างหรือไม่ ความจริงยังมีปัญหาจากเพราะโรงพยาบาลอยู่คนละสังกัด ซึ่งภาวะปกติไม่เคยส่งข้ามหน่วยงานกัน แต่ตอนนี้สถานการณ์วิกฤติ ท่านมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีอำนาจตาม พ.ร.บ.อีก 31 ฉบับ ที่แก้ปัญหาให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้ แต่กลับมีคนต้องเสียชีวิตเพราะรอเตียงต้องรอเตียง มันทารุณเกินไปสำหรับประเทศที่ทรัพยากรพร้อมทุกอย่างแต่ไม่สามารถรักษาชีวิตพลเมืองของตัวเองไว้ได้ ถ้ามีคอขวดแบบนี้ในระบบสาธารณสุขที่แก้ไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดคอขวดของการเยียวยาและชดเชยมากขึ้นด้วย ซึ่งต้องพูดทั้งสองระดับ คือการเยียวยาไปที่บุคคลในฐานะพลเมืองและการเยียวยาในภาคธุรกิจที่ต้องแยกให้ชัด

    นายพิธา ยังชี้ว่า ถ้าบริหารแบบนี้ไม่แปลกใจหากจะมีการล็อกดาวน์เกิดขึ้น คงต้องเตรียมเยียวยาแบบทั่วหน้าสำหรับทุกคนไว้ การเยียวยาแบบเสี่ยงโชคได้บ้างไม่ได้บ้างเหมือนที่ผ่านมาต้องเลิกให้หมด ในภาคส่วนธุรกิจต้องบริหารกระแสเงินสดให้เขามีสายป่าน ต้องคิดเหมือนเป็นผู้ประกอบจริงที่มี ค่าเช่า ค่าแรง หนี้สิน ต้องช่วยลดต้นทุน ลดค่าเช่า และชะลอหนี้แบบที่ไม่ใช่พักเงินต้นแต่ดอกยังวิ่ง

    “ผมหวังว่าจะไม่ซ้ำรอยเหมือนที่ผ่านมาต้องมีนักดนตรีเสียงไพเราะ คนที่เคยสร้างความสุขที่ต้องปรับตัวแล้วปรับตัวอีก จนไม่ไหวและตัดสินใจกระโดดลงมาเสียชีวิต ผมได้รับอนุญาตจากครอบครัวเพื่อขอนำมาเล่าต่อสภาว่าพูดจะเรื่องของเขา เพื่อหวังว่ากรณีนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่มีการสูญเสียเกิดขึ้น”

    ในประเด็นวัคซีน นายพิธา กล่าวว่า ล้มเหลวในทุกมิติ ขณะที่ประเทศอื่นคิดเรื่องวัคซีนเข็มที่สาม หรือมีทางเลือกหลายชนิด เพราะแต่ละชนิดมีข้อดีต่างกันไป เพื่อกระจายความเสี่ยง หรือบางประเทศอาจคิดไปถึงเรื่องอำนาจอ่อนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าปรมาณู เป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่มองว่าจะบริจาคให้ใคร อย่างไร เป็นอำนาจใหม่อันทรงพลังที่รัฐบาลยังคิดไม่ถึง เพราะถ้าคิดถึงป่านนี้จะต้องมีวัคซีนแล้ว 200 - 300 ล้านโดส แต่ในเมื่อย้อนเวลาไปไม่ได้ ขั้นต่ำที่สุดที่จะต้องหาวัคซีนชนิด mRNA มาให้ได้คือ 200,000 - 300,000 โดส เพื่อนำมาฉีดให้บุคลากรทางการแพทย์ เพราะพวกเขาคือปราการด่านสุดท้าย ถ้าเขาติดเชื้อเหมือนที่เกิดขึ้นแล้วในเชียงราย นี่คือชีวิตของทุกคนที่เราต้องเดิมพันอยู่

    “ตอนนี้ผมกำลังค้นหาที่อยู่ founder ของ Pfizer และ Moderna พบว่าเป็นรุ่นพี่ที่ MIT ทั้งสองคน เราเป็นฝ่ายค้านก็จริง แต่ต้องหาทุกวิธีที่ทำให้ได้ 200,000 - 300,000 โดส ควรเป็นขั้นต่ำที่นายกฯไทยควรทำได้ เพื่อให้ด่านหน้าที่ต่อสู้กันจนเหนื่อยล้า มีขวัญกำลังใจ ทุกวันเขาต้องออกไปเสี่ยงและเขามีลูกรอที่บ้านเหมือนกับเรา วัคซีนจำนวนเท่านี้ถึงทลายคอขวดไม่ได้ก็นำพาไปสู่อนาคตได้ อยากจะฝาก ถ้าไม่ยุบ ศบค. ไม่ปรับ ครม. ก็ถึงเวลาที่ท่านต้องถอยให้คนรุ่นใหม่ที่เข้าใจและทำงานเป็นเข้ามาแทน ถ้าท่านรักครอบครัวของท่าน จงกลับไปดูแลครอบครัว กลับไปดแลลูกหลาน แล้วให้คนที่มีความพร้อมได้ทำงาน เพราะน้ำตาของคนเวลามันไหลออกมามันเป็นน้ำ แต่ถ้ามันหยดลงพื้นเมื่อไหร่ มันก็กลายเป็นไฟได้เช่นกัน” นายพิธา กล่าว.

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      โควิด-19ประชุมสภาโควิดวันนี้สถานการณ์โควิดวัคซีนโควิดยุบศบค.ปรับครม.ศบค.พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ก้าวไกลหัวหน้าพรรคก้าวไกลข่าวการเมืองข่าวทั่วไป

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอาทิตย์ที่ 28 พฤศจิกายน 2564 เวลา 19:47 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์