- โซเชียลแห่วิจารณ์ประกาศคำสั่ง ศบค. กลางดึก ยกระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดเป็น 10 จังหวัด ปิดแคมป์คนงาน ห้ามทานอาหารในร้าน
- “หมอดื้อ” ห่วงโควิดสายพันธุ์อินเดีย-แอฟริกาใต้ กระจายทั่วประเทศ แนะนำวัคซีนประสิทธิภาพสูงไฟเซอร์-โมเดอร์นา ฉีดให้ประชาชนด่วน
- รัฐบาลย้ำไม่ใช่ล็อกดาวน์ แต่เป็นมาตรการเร่งด่วนใช้คุมโควิดในพื้นที่เป้าหมายเฉพาะ รมว.แรงงาน เชื่อมั่น คนงานจะไม่กระจายออกนอกพื้นที่
กลายเป็นแฮชแท็กร้อนที่โลกโซเชียลนำมาวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้สำหรับ #ล็อกดาวน์กรุงเทพ หลังยามวิกาลช่วงกลางดึกที่ผ่านมา (26 มิ.ย. 2564) ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 6/2564 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2564 (ฉบับที่ 25) ออกมา กำหนดให้กรุงเทพมหานคร และอีก 9 จังหวัด เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า “พื้นที่สีแดงเข้ม” รวมถึงมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลหวังจะควบคุมการระบาดและกดยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่พุ่งสูงต่อเนื่องจนน่าเป็นห่วง และประชาชนก็ยังได้รับวัคซีนโควิด-19 ไม่ทั่วถึง หลายคนถูกเลื่อนจนไม่รู้กำหนดว่าจะได้ฉีดเมื่อไหร่ บนความหวาดระแวงที่ไม่รู้ว่าวันไหนจะเป็นผู้โชคร้ายรายต่อไปที่รับเชื้อไวรัสนี้
หนึ่งในมาตรการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ออกมาประกาศหลังเรียกประชุมด่วนเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 25 มิ.ย. ที่ผ่านมา คือ “ปิดแคมป์คนงาน” เป็นเวลา 1 เดือน เพราะมีการรายงานเป็นคลัสเตอร์ใหม่แทบทุกวัน เพื่อที่จะดูว่าจุดนี้เป็นต้นตอใช่หรือไม่ ซึ่งมาตรการจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 28 มิ.ย. เป็นต้นไป แต่หากผ่านไปแล้ว 14-15 วัน ยังกดยอดผู้ติดเชื้อลงไม่ได้ คงต้องหาแหล่งแพร่ระบาดและมาตรการอื่นต่อไป ในส่วนของมาตรการปิดแคมป์คนงานนี้เอง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่หวั่นใจว่าจะซ้ำรอยการระบาดที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะเมื่อประกาศว่าจะปิด หลายคนก็เริ่มเก็บข้าวของและเดินทางออกนอกพื้นที่ไปเสียแล้ว
“ถ้าเราเอาแต่ใจกันมันทำอะไรไม่ได้หมด เพราะผมรู้ทุกคนเดือดร้อน ผมก็เดือดร้อน เดือดร้อนใจยิ่งกว่าท่านอีก เพราะผมเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่เชื่อนายกฯ ก็เชื่อหมอแล้วกัน วันนี้แพทย์ก็งานหนัก แต่ทุกคนก็ยืนยันกับผมแล้วว่าเขาพร้อม พร้อมจะเสียสละ มาตรการวันนี้ทางสาธารณสุข หมอ โรงพยาบาลต่างๆ เขาก็พอใจมาตรการนี้ ขอทดลองดำเนินการสักเดือนนึงก่อน น้อยเกินไปบางทีก็อาจจะยังไม่ชัดเจน มันต้องดู ประเมินว่าหลังจากทำตรงนี้ไปแล้วมันจะดีขึ้นบ้างไหม อย่างน้อยผมว่ามันก็หยุดได้บ้าง โดยเฉพาะการจำกัดการเคลื่อนย้าย จำกัดแหล่งแพร่เชื้อแพร่ระบาด แต่รัฐบาลต้องดูแลหมด การเคลื่อนย้ายไม่ได้ห้ามขนาดนั้น ขอร้อง ไม่ได้จำกัดการเดินทาง ขอความร่วมมือ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
ปิดแคมป์ไม่ทำงาน ไม่ได้หมายความว่าหยุดการแพร่
“หมอดื้อ - ศาสตราจารย์นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ที่มักจะแสดงความเป็นห่วงในเรื่องของการระบาดและเชื้อไวรัสสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งอังกฤษ (อัลฟา) อินเดีย (เดลตา) และแอฟริกาใต้ (เบตา) ที่พบการติดเชื้อในประเทศไทยแล้ว ให้ความเห็นเรื่องมาตรการปิดแคมป์คนงาน ประการแรก ไม่แน่ใจว่าในทางปฏิบัติจะทำได้แค่ไหน เจ้าหน้าที่ คนงาน จะสามารถอยู่ในนั้นได้ตลอดหรือไม่ ประการสำคัญไม่ใช่แค่การปิดแคมป์หรือล็อกดาวน์เฉพาะจุด แต่อยู่ที่ถ้าปิดแล้วสามารถแยกผู้ติดเชื้อออกมาได้หรือไม่ เพราะในแต่ละชุมชนหรือแคมป์คนงานจะมีผู้ที่ติดเชื้อไม่มีอาการแทรกอยู่ไม่รู้กี่คน ดังนั้น ถึงจะปิดแต่ไม่ได้แยกตัวก็หมายความว่ามีการแพร่เชื้อออกไปได้เรื่อยๆ ซึ่งตรงนี้มีข้อมูลชัดเจนแล้วตั้งแต่ทำ Bubble and Seal ที่สมุทรสาคร
การปิดแคมป์ไม่ให้ทำงาน ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดยั้งการแพร่กระจาย เพราะการแพร่กระจายอยู่ที่การใกล้ชิดกันและไม่ได้รักษาระยะห่าง ตรงนี้อาจจะเป็นข้อจำกัดในการล็อกดาวน์เฉพาะจุด ลองคิดภาพว่าแรงงาน 100 คน ถ้ามี 1 คน ติดเชื้อก็จะแพร่ไปเรื่อยๆ ถ้าปิด 1 เดือน ก็จะแพร่เป็นลูกโซ่ อาจจะติดหมดทั้ง 100 คน คนที่ติดช่วงแรก 14 วันอาจจะหายเอง แต่คนที่ติดในช่วงที่ถัดๆ ไปก็จะเริ่มปล่อยเชื้อออกมาใหม่ หลังครบ 1 เดือนเริ่มกลับมาทำงานก็จะปล่อยเชื้อออกมาใหม่อีก เอาคนติดเชื้อมาแพร่ให้คนไม่ติดเชื้อ
ประการที่สอง ถ้าปิดแคมป์คนก็กระจัดกระจายไปเหมือนที่เกรงกลัวกันอยู่ มีการแพร่ไปยังจังหวัดต่างๆ ประการที่สาม อาจจะไม่ใช่ความจริงที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นแหล่งที่เป็นพื้นที่สีแดงเข้มอย่างเดียว ในพื้นที่อื่นๆ ก็อาจจะมีการระบาดเช่นกัน เพียงแต่เข้าไปตรวจได้เต็มที่หรือไม่เท่านั้นเอง และก่อนจะพูดถึงเรื่องวัคซีนอยู่ที่ว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าใครติดเชื้อ ขณะนี้เทคโนโลยีในการคัดกรองยังไม่สามารถทำได้ทั่วถึงที่จะสามารถแยกคนที่ล็อกดาวน์เป็นจุดๆ ตรงนั้นได้ ดังนั้นการล็อกดาวน์เป็นจุดหรือในวงกว้างก็ตามถ้าไม่สามารถจะบอกว่าใครแพร่เชื้ออยู่ การกักให้อยู่ที่เดียวกันก็คือการเพาะบ่มเชื้อเข้าไปในคนกลุ่มนั้นๆ หัวใจหลักคือต้องมีอะไรซึ่งคัดกรองได้อย่างแม่นยำ นำไปสู่การแยกตัวและกักตัว
อีกไม่นานสายพันธุ์ “เบตา-เดลตา” กระจายแน่
ส่วนสายพันธุ์ของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันพบว่า สายพันธุ์อินเดียเข้ามามากพอสมควร ข้อมูลที่บอกว่าพบในชุมชนแล้วไม่เป็นที่น่าแปลกใจ และที่ทางการมีอยู่เป็นข้อมูลที่มีอยู่ในระดับหนึ่งเท่านั้น โดยแท้จริงแล้วถ้าหากว่าดูทั่วไป เนื่องจากมีการพบปะสังสรรค์ชุมชนอะไรต่างๆ กันอยู่เรื่อยๆ
“ในความสามารถของสายพันธุ์เดลตา (อินเดีย) สามารถจะแพร่ได้เก่ง อีกไม่นาน ไม่ต้องถึง 4-5 เดือน ในระยะเวลาอันสั้นเดลตาก็คงจะเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันตัวเบตา (แอฟริกาใต้) เองซึ่งบอกว่าจะอยู่ที่ภาคใต้เฉยๆ อีกสักพักในที่สุดก็คงจะแพร่ทั่วประเทศได้เช่นกัน”
ประเด็นเรื่องวัคซีนโควิด-19 ตอนนี้เรารู้ว่าวัคซีนซิโนแวค (Sinavac) มีความจำกัดในเรื่องของประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อ ดังนั้นในตอนที่มีซิโนแวคและแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ก็อาจจะฉีดไป แต่ขณะเดียวกันต้องหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเข้ามาโดยด่วน ที่จะเข้ามาในเดือน ต.ค. น่าจะช้าเกินไป ขณะนี้มีแพทย์และพยาบาลบางส่วนไปลงทะเบียนจองวัคซีนทางเลือกอย่างโมเดอร์นา (Moderna) เนื่องจากมองว่าวัคซีนตัวแรกที่ได้รับอาจจะไม่ได้คุ้มกันสายพันธุ์ใหม่ๆ บุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าก็ยอมควักเงินในกระเป๋าตัวเอง เพราะฉะนั้นจะมาบอกว่าแพทย์พยาบาลมีสิทธิพิเศษมากกว่าประชาชนนั้นไม่จริง
ต้องเร่งนำเข้าวัคซีนไฟเซอร์-โมเดอร์นา
สำหรับวัคซีนที่มองว่าจะมาช่วยป้องกันสายพันธุ์ใหม่ๆ ในเวลานี้ควรจะเป็นวัคซีนไฟเซอร์ (Pfizer) หรือโมเดอร์นาก่อน อีกตัวคือวัคซีนโนวาแวกซ์ (Novavax) ตัวนี้ดีมาก เพราะเป็นเจเนอเรชันที่ 2 ซึ่งกันสายพันธุ์เบตาและเดลตาได้ เป็นที่จับตามองว่าเป็นวัคซีนที่น่าจะได้ผลดีที่สุดกับสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่เรียกว่า Beta targeted Covid-19 vaccine มุ่งเป้าไปที่เบตาเลย ซึ่งถ้าปราบเบตาอยู่ ตัวอ่อนกว่านั้นเช่นเดลตาก็เอาอยู่ด้วย แต่กำลังผลิตอาจจะไม่สามารถมาเผื่อแผ่ประเทศไทยได้ น่าจะอยู่ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด โดยในส่วนของ Thailand Vaccine ChulaCov19 หรือ วัคซีนโควิดจุฬาฯ ที่ใช้สูตรของไฟเซอร์ (mRNA) ก็อยู่ในระหว่างกำลังจะพัฒนาให้ครอบคลุมสายพันธุ์อื่นด้วย
สถานการณ์เตียงของโรงพยาบาลที่จะรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ก็ไม่มี โรงพยาบาลเอกชนก็ไม่กล้ารับ ไม่มีใครกล้าตรวจเพราะต้องหาเตียงรับ ศูนย์ประสานงานก็ไม่สามารถหาได้ เมื่อผู้ที่สงสัยว่าจะติดเชื้อไม่ได้ตรวจก็ต้องกลับบ้านรอดูอาการถึงจะมีสิทธิ์มาห้องฉุกเฉิน ซึ่งเวลานั้นก็ช้าเกินไปแล้ว ตอนนี้มีผู้ป่วยที่มาถึงห้องฉุกเฉินต้องใส่ท่อช่วยหายใจจำนวนมาก มากกว่าการรายงานประจำวัน อีกทั้งมีผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจไม่ได้ ต้องใช้เครื่องออกซิเจนไฮโฟลว์ (Oxygen High Flow) ต้องดึงเครื่องไฮโฟลว์ไปเพราะไม่มีห้องที่ใส่ท่อได้ จึงต้องช่วยยื้อด้วยการใช้ออกซิเจนปริมาณสูง เพราะถ้าใส่ท่อต้องอยู่ในห้องความดันลบ ตอนนี้สถานการณ์แย่มาก แพทย์แต่ละคนออกมาพูดก็ถูกต้อง แต่ต้องลบโพสต์เพราะถูกแจ้งเตือนว่าจะโดนสอบสวน
กรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดว่า จะมีการดึงแพทย์จากต่างจังหวัดและนักศึกษาแพทย์จบใหม่มาช่วยทุ่มเทกำลังกรุงเทพฯ นั้น ไม่มีทาง เพราะต่างจังหวัดเองก็ยังเอาตัวรอดไม่ไหว ตอนนี้ใช้คนที่ประสบการณ์น้อยที่สุดก็ยังมีบุคลากรไม่พอ นี่เป็นสถานการณ์จริง ตอนนี้ต้องทำไปพร้อมๆ กันทุกเรื่อง ส่วนเรื่องการเปิดประเทศใน 120 วัน มองว่าไม่มีทางทำได้ ถ้าสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ “ถ้าไม่ยอมรับความจริงแล้วดันทุรังเปิดไปคงยิ่งไปกันใหญ่ ต้องดูสถานการณ์ก่อนว่าเราเองแย่ขนาดไหนในตอนนี้”
ลุยคัดกรอง 100% แยกคนงานติดเชื้อ
ทางด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ก็ออกมาแถลงและตอบคำถามถึงมาตรการปิดแคมป์คนงานและไซต์ก่อสร้างเป็นเวลา 30 วัน ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้ ว่าโจทย์สำคัญคือแคมป์คนงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ 500 กว่าแคมป์ คนงาน 80,000 กว่าคน โดยเมื่อปิดแล้วก็จะมีการตัดกรองเชิงรุกแบบ 100% เพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกไปรักษา ยืนยันว่าไม่ใช่การล็อกดาวน์ โดยจะต้องจับตาหลังจากนี้ว่ายอดผู้ติดเชื้อจะลดลงหรือไม่ใน 14 วันแรก ส่วนประเด็นที่ประชาชนกังวลว่าอาจจะเกิดการเดินทางกระจายออกไปนั้น ก็มีมาตรการที่จะเยียวยากรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย คือจ่ายให้ 50% เชื่อว่าแรงงานจะไม่ไปไหน
“สิ่งที่เราทำวันนี้อาจจะไม่ได้ผล 100% ในการล็อกคนอยู่ได้หมด เพราะมีคนงานเป็นคนไทยด้วย ซึ่งอาจกลับบ้านจังหวัดใกล้ๆ แต่ผมบอกแล้วว่ากลับไม่ได้เงิน ถ้าอยู่ได้ตังค์ค่าจ้าง 50% แต่ถ้าคุณไม่อยู่ นายจ้างก็ไม่รับรอง ผมก็จ่ายไม่ได้ ผมคลุกคลีกับคนงานมาทั้งชีวิต คนต่างด้าวไม่ออกไปไหนหรอก เพราะเขาไม่มีที่อยู่ เขาอยู่ที่นี่ มีแคมป์นอน มีครอบครัวอยู่ เคลื่อนย้ายแต่ละครั้งมีแต่ค่าใช้จ่าย ยิ่งรู้ว่ารัฐบาล นายกฯ ดูแลชดเชยสิ่งที่เสียหายไป 50% แล้วมีอาหารการกินให้ ผมว่าเขาอยู่ ในคนงาน 80,000 กว่าคนใน กทม. มีคนไทยประมาณ 30% นอกนั้นเป็นคนต่างด้าว”
รัฐบาลย้ำชัด ไม่ใช่ล็อกดาวน์
ขณะที่ล่าสุด (27 มิ.ย.) นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาเปิดเผยว่า ข้อกำหนด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และคำสั่ง ศบค. ที่ออกมานั้น เป็นการใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อควบคุมการระบาดไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่เป้าหมายเฉพาะ 10 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี นราธิวาส ปทุมธานี ปัตตานี ยะลา สงขลา สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน สถานประกอบการ ที่พบว่ามีการแพร่ระบาดแบบกลุ่มก้อน ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้ล็อกดาวน์ และจะเริ่มให้มีผลตั้งแต่ 28 มิ.ย. ดังนี้
1. ปิดสถานที่พักอาศัยชั่วคราว สําหรับคนงานทั้งภายในและภายนอก สถานที่ก่อสร้าง รวมท้ังให้หยุดงานก่อสร้าง และห้ามการเดินทางและเคลื่อนย้ายแรงงาน เป็นการชั่วคราว อย่างน้อย 30 วัน
2. ให้จำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม เฉพาะนำกลับไปบริโภคที่บ้าน
3. ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ เปิดดําเนินการได้ถึงเวลา 21.00 น. งดการจัดกิจกรรมในพื้นที่ โรงมหรสพ โรงภาพยนตร์ สวนน้ํา งดนั่งรับประทานในศูนย์อาหาร
4. งดกิจกรรมรวมกลุ่มที่เกิน 20 คน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่
5. ตั้งจุดตรวจเพื่อคัดกรองการเดินทางเข้า-ออกในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา รวมถึงกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล คือ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
“ข้อกำหนดที่เข้มข้น เป็นการยกระดับมาตรการเป็นการชั่วคราวเพื่อให้สอดคล้องสถานการณ์การแพร่ระบาด โดยมีผลในพื้นที่และกลุ่มเสี่ยงสูง สำหรับพี่น้องประชาชนทั่วไปยังสามารถเดินทางและดำเนินกิจกรรมประจำวันตามปกติ และขอให้หลีกเลี่ยงการเดินทางข้ามจังหวัดในช่วงนี้”
เรียกได้ว่าผู้ประกอบการเพิ่งจะเริ่มเปิดให้นั่งทานในร้านอาหารกันไปได้ไม่เท่าไร ลงทุนไปยังไม่ทันได้คืน ไม่ต้องถามถึงกำไร แต่เพราะอยู่พื้นที่สีแดงเข้มที่ล่าสุดเพิ่มเป็น 10 จังหวัด จึงจำใจต้องปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐบาลมีคำสั่งออกมา เพื่อหวังว่าจะกดยอดผู้ติดเชื้อลงให้ได้ แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงมาตรการเยียวยาในส่วนนี้ ซ้ำอยู่ในช่วงนับถอยหลังการเปิดประเทศใน 120 วัน และเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ได้ 50 ล้านคนในสิ้นปีนี้ ก็ได้แต่หวังว่าจะควบคุมการระบาดได้ในเร็ววัน และมีวัคซีนประสิทธิภาพสูงที่ผ่านการรับรองในไทยเข้ามาให้ประชาชนได้ฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติเพื่อฟื้นชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจเสียที.
ผู้เขียน : กิณรีสีอังกาบ
กราฟิก : Varanya Phae-araya