ไลฟ์สไตล์
100 year

"ธนาธร" ระบุ มีแต่ปฏิรูป 4 ด้านเท่านั้น จึงบรรลุภารกิจ “คณะราษฎร” ได้

ไทยรัฐออนไลน์
24 มิ.ย. 2564 18:35 น.
SHARE

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ปาฐกถา 89 ปี อภิวัฒน์สยาม ยกกรณีน้ำประปาท้องถิ่น สะท้อนปัญหาระบบราชการรวมศูนย์ ชี้ มีแต่ปฏิรูป 4 ด้านเท่านั้น จึงบรรลุภารกิจ “คณะราษฎร” ได้

วันที่ 24 มิ.ย. ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ร่วมเป็นหนึ่งในองค์ปาฐก ในงานรำลึกครบรอบ 89 ปี การอภิวัฒน์สยามปี 2475 ซึ่งในปีนี้เป็นการจัดขึ้นในหัวข้อ “สวัสดิการและบทบาทของรัฐในการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจแก่ประชาชน” โดยนายธนาธร ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาในประเด็นการกระจายอำนาจและการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

ข่าวแนะนำ

โดยนายธนาธร เริ่มต้นการปาฐกถา ด้วยการพูดถึงนโยบาย การทำน้ำประปาที่สะอาดดื่มได้ โดยเทศบาลตำบลที่คณะก้าวหน้า ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เข้าไปบริหารหลายแห่ง โดยระบุว่า คณะก้าวหน้าเห็นว่า การเมืองท้องถิ่นมีความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนไม่น้อยไปกว่าการเมืองระดับชาติ เพราะคุณภาพของการเมืองท้องถิ่นจะสะท้อนมาถึงคุณภาพชีวิตของประชาชน

ซึ่งหนึ่งในนโยบายที่คณะก้าวหน้าให้ความสำคัญ คือเรื่องของน้ำประปา ที่หลายคนอาจจะนึกว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่ในหลายพื้นที่ต่างจังหวัดห่างไกล ปัญหาน้ำประปายังเป็นปัญหาใหญ่ และปัญหานี้สำหรับตนเป็นปัญหาของศตวรรษที่ 20 ไม่ใช่ปัญหาของศตวรรษนี้ ซึ่งเรามีทรัพยากร ความรู้ และงบประมาณเพียงพอที่จะจัดการปัญหานี้ได้นานแล้ว

แต่ทำไมหลายที่ยังมีปัญหา เช่น น้ำประปาไม่เพียงพอใช้ น้ำประปาขุ่น ไม่สามารถนำมาทำความสะอาดได้ จากการเก็บสารที่ไม่มีมาตรฐาน โครงสร้างของโรงผลิตน้ำประปาที่ผุพังไม่มีการบำรุงรักษา ห้องเครื่องจักรที่ใช้ในการวางเครื่องสูบน้ำถูกปล่อยปละละเลย ซึ่งตนเชื่อว่านี่คือสภาพของโรงผลิตน้ำประปาส่วนใหญ่ ที่อยู่ในการดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ

นายกเทศมนตรีของคณะก้าวหน้า ได้รับตำแหน่งเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม หลังจากรับตำแหน่งเราเห็นว่าเรื่องน้ำประปาเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นจะต้องพัฒนาน้ำประปาให้สะอาดมีเพียงพอใช้ตลอดปี และในระยะกลางต้องทำให้ดื่มได้เหมือนในต่างประเทศ แต่จากการทำงานที่ผ่านมา เราพบว่าการปรับปรุงน้ำประปาทั้งระบบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถใช้ดื่มได้ ต้องใช้งบประมาณลงทุน 10-20 ล้านบาทต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาลจำนวนมาก เหลืองบลงทุนอยู่เพียงเฉลี่ย 2 ล้านบาทต่อปีเท่านั้น

นายธนาธร กล่าวต่อไป ว่าเพียงเรื่องของน้ำประปานี้ สามารถสะท้อนปัญหาที่สำคัญมากในสังคมไทย คือปัญหาของระบบราชการรวมศูนย์

ทุกวันนี้ ประชาชนธรรมดาคนหนึ่งจ่ายภาษีอยู่สองทาง ทางหนึ่งให้กับราชการส่วนกลาง ทางที่สองเราจ่ายให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งน้อยมาก อย่างในเทศบาลที่เราได้เข้าไปบริหารแห่งหนึ่ง มีรายได้เพียงปีละ 50 ล้านบาท หักค่าใช้จ่ายดำเนินการออกไปเหลืองบลงทุนเพียงปีละ 2 ล้านบาท ซึ่งยังต้องดูแลสวนสาธารณะ ศูนย์เด็กเล็ก ถนน ไฟฟ้า ระบบผลิตน้ำประปา ฯลฯ ขณะที่ภาษีส่วนใหญ่ของเราจ่ายให้รัฐบาลที่ส่วนกลาง

ปัญหาคือพอจ่ายไปที่ส่วนกลาง แล้วให้ระบบราชการเป็นคนแจกจ่าย ว่าจะเอางบที่มาจากภาษีเราไปลงที่ไหน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าภาษีควรจะเอาไปทำท่องเที่ยวที่สุราษฎร์ธานี หรือมาทำน้ำประปาที่อาจสามารถ หรือเราจะเอาภาษีส่วนนี้มาทำเรื่องโรงเรียนที่เพชรบูรณ์ ฯลฯ ใครเป็นคนตัดสินว่าจะเอาภาษีไปทำอะไร

“ประเด็นคือเรากำลังพูดถึงระบบเศรษฐกิจที่เป็นธรรม เรากำลังพูดถึงระบบ แต่ปัจจุบันภาษีของเราส่วนใหญ่ถูกเอาไปให้ที่รัฐส่วนกลาง และส่วนกลางเป็นคนแจกจ่ายเองว่าใครควรจะได้รับอะไร โครงการไหนควรจะได้รับการพัฒนา และนี่คือปัญหาที่สำคัญที่ทำให้เกิดระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย พูดง่ายๆ สมัยก่อนการเป็นนักการเมือง เป็น ส.ส.ที่เก่ง คือการดึงงบประมาณเข้าพื้นที่ได้ และการใช้งบประมาณแบบนี้ได้สร้างการสวามิภักดิ์ทางการเมือง ยิ่งปีหลังๆ นี่ชัดเจนมาก ถ้าคุณไม่สวามิภักดิ์กับระบอบ คสช.คุณจะไม่ได้งบอะไรเลย ไม่ได้พัฒนาอะไรเลย” นายธนาธร กล่าว

นายธนาธร กล่าวต่อไป ว่า งบที่ออกแบบมาจากราชการส่วนกลาง เมื่อลงไปถึงพื้นที่แล้วไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชน มันจึงไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน เช่น การเอาไปสร้างเลนจักรยานสวยงามแต่ไม่มีคนขี่จักรยาน ใช้เป็นที่จอดรถ เพราะประชาชนไม่อยากได้เลนจักรยาน ทั้งๆ ที่ในพื้นที่เขาอยากได้คลองชลประทานเพิ่ม เป็นต้น

และที่สำคัญมันไม่ได้พัฒนาประชาธิปไตย ไม่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าได้เป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน เป็นเจ้าของภาษีร่วมกัน ประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่อยากจ่ายภาษีเพราะไม่รู้ว่าจะจ่ายภาษีไปทำไม

ที่สำคัญคือประชาชนในพื้นที่ไม่สามารถกำหนดอนาคตของพวกเขาเองได้ ไม่สามารถกำหนดการพัฒนาของพวกเขาเองได้ พลังการพัฒนาของประเทศไทยที่อยู่ในต่างจังหวัดทั้งหมดมันจึงถูกกักขังไว้ ที่คอขวดคือระบบราชการรวมศูนย์

จากนั้น นายธนาธร ได้ยกตัวอย่างในกรณีของประเทศญี่ปุ่น โดยระบุว่า สำหรับพนักงานบริษัทรับค่าแรงขั้นต่ำ เดือนนึงจะได้อยู่ประมาณสองแสนเยน คือหกหมื่นบาท รายได้ส่วนนี้นำไปจ่ายภาษีให้ในระดับเทศบาลเยอะที่สุด ก็คือประมาณ 3.9 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นจึงจ่ายให้จังหวัดอีกประมาณ 2.4 เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงจ่ายให้รัฐบาลส่วนกลางที่ประมาณ 2.1 เปอร์เซ็นต์

ในประเทศญี่ปุ่น สัดส่วนรายได้ระหว่างส่วนกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น อยู่ที่ส่วนกลาง 42 เปอร์เซ็นต์ ส่วนท้องถิ่นได้ 57 เปอร์เซ็นต์ แต่ในประเทศไทยรัฐส่วนกลางได้ไป 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนท้องถิ่นได้ไป 29 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นธรรมจริงๆ มันยังมีอีกมิติหนึ่งคือความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทที่จะต้องแก้ไขปฏิรูป และเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศที่จำเป็น เพื่อให้ประเทศเดินหน้าเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตย ซึ่งมีอยู่ 4 ด้านด้วยกัน คือ

1) การปฏิรูประบบราชการรวมศูนย์ ยุติการผูกขาดอำนาจและงบประมาณที่กรุงเทพฯ 2) การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม 3) การปฏิรูปสถาบัน และ 4) การปฏิรูปกองทัพ

“มีแต่ต้องทำสี่อย่างนี้ไปด้วยกันเท่านั้น เราจึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการอภิวัฒน์สยามปี 2475 ได้ ซี่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ พูดกันมาเมื่อ 89 ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ยังทำไม่สำเร็จ สี่เรื่องที่ผมพูดเมื่อสักครู่ คณะราษฏรเคยพยายามที่จะทำมาแล้ว วันนี้ยังทำไม่สำเร็จ และผมเชื้อเชิญทุกท่าน สังคมวันนี้อาจจะอยู่ในภาวะที่หลายคนหมดหวังหมดกำลังใจ แต่ผมอยากจะเชื้อเชิญว่าอย่าเพิ่งหมดหวัง อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ มีแต่การเดินหน้าร่วมกันต่อสู้เพื่อสร้างสังคมที่มีการแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม มีแต่ต้องใช้แรงของประชาชนเท่านั้น มาร่วมกันทำภารกิจ 2475 ที่ยังไม่บรรลุผล ให้เสร็จที่รุ่นเรา” นายธนาธร กล่าว.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ม็อบ 24 มิถุนาอภิวัฒน์สยาม24 มิถุนายน 2475คณะราษฎรชุมนุมวันนี้ม็อบวันนี้ข่าวม็อบธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจประธานคณะก้าวหน้าภารกิจ 4 ด้านข่าวการเมืองข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 5 สิงหาคม 2564 เวลา 21:27 น.