ก้าวไกล เผย ไม่เหมาะสม ประธานสภาผู้แทนราษฎร ปัดตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.256 ฉบับพรรคเพื่อไทย ชี้ ควรเป็นมติของที่ประชุมรัฐสภา วอนสมาชิกร่วมโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.ประชามติ 22 มิ.ย.นี้
วันที่ 20 มิถุนายน 2564 นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล แถลงข่าวกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่บรรจุญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าแม้ว่าพรรคก้าวไกลจะไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาการแก้ไขมาตรา 256 ตามที่พรรคเพื่อไทยเสนอที่มีการจำกัดอำนาจ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 ก็ตาม แต่พรรคก้าวไกลเห็นว่ารัฐสภามีอำนาจที่จะพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่พรรคเพื่อไทยยื่นเสนอมา
ในส่วนกรณีที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยในระเบียบวาระการประชุมร่วมของรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน 2564 นั้น พรรคก้าวไกลเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรด่วนตีความเสียเองว่าร่างดังกล่าวไม่สามารถบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภาได้ ทั้งที่เป็นการเสนอญัตติที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพราะหากจะหาข้อยุติว่าต้องไปจัดทำประชามติก่อนจะพิจารณาวาระที่ 1 ได้ ก็ควรเป็นมติของที่ประชุมรัฐสภา ไม่ใช่ความเห็นของ นายชวน แต่เพียงผู้เดียว
ทั้งนี้ พรรคก้าวไกลจึงขอให้สมาชิกรัฐสภาช่วยกันผลักดันและเร่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ให้ผ่านวาระ 2 และ 3 ให้แล้วเสร็จ ในวันที่ 22 มิถุนายน ซึ่งขณะนี้ร่างดังกล่าวถูกพิจารณามาถึงมาตราที่ 55 แล้ว เหลือเพียง 12 มาตรา จากทั้งหมด 67 มาตรา ที่ยังต้องพิจารณาและลงมติในวาระที่ 2 เท่านั้น โดยเห็นว่าที่ประชุมรัฐสภาสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันเดียวได้ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามดูว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ฝ่ายรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะตีรวน เตะถ่วง การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ ฉบับนี้อีกครั้งหรือไม่
...
ในส่วนของการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมทั้ง 13 ฉบับที่จะมีขึ้นในวันที่ 23-24 มิถุนายน 2564 พรรคก้าวไกลได้รับการจัดสรรเวลาตามสัดส่วน 75 นาที โดยเตรียมผู้อภิปรายเอาไว้ 4-5 คน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงจุดยืนของพรรคต่อการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการยกเลิกมาตรา 272 ที่ไม่มีความจำเป็นที่จะให้ ส.ว. ทั้ง 250 คน มีอภิสิทธิ์ในการเลือกนายกรัฐมนตรี เทียบเท่ากับ ส.ส.ทั้ง 500 คน ที่เป็นตัวแทนของประชาชน รวมถึงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 144 และมาตรา 185 ฉบับของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องนำไปสู่การแก้ระบบการเลือกตั้งที่ไม่ได้เอาผลประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง และยังปูทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง.