“ณัฐชา” ซัดกลับ “ไพบูลย์” มีแต่พวกกลัวแพ้เท่านั้นที่ชอบเปลี่ยนกติกา ปัดพรรคก้าวไกลกลัวเพลี่ยงพล้ำ แจงเรื่องระบบบัตรเลืกตั้ง 2 ใบที่เห็นไม่ตรงกับเพื่อไทย แค่มุมมองที่ต่างกัน
วันที่ 16 มิ.ย. 2564 นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นการสืบทอดอำนาจให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่เป็นความจริง เพราะการแก้ไขระบบเลือกตั้งกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เป็นประเด็นที่เห็นพ้องต้องกัน กับพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ อีกทั้งยังระบุว่า กรณีที่พรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย เป็นเพราะกังวลว่าพรรคจะสูญพันธุ์ ทำให้เกิดความเห็นแตกแยกขัดแย้งกันเองระหว่างพรรคการเมืองฝ่ายค้านนั้น
นายณัฐชา ระบุ ขอนายไพบูลย์ อย่าพยายามเบี่ยงประเด็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนการแก้ไขระบบเลือกตั้ง กลับไปใช้บัตร 2 ใบ จะทำให้พรรคก้าวไกลเพลี่ยงพล้ำในกติกาดังกล่าว เพราะที่ผ่านมาการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560 พรรคก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถชนะเลือกตั้งและได้จำนวน ส.ส. มากกว่า 80 คน แต่กลับถูกกติกาการเลือกตั้งจากผลงานของ คสช. ทำให้เสียจำนวน ส.ส.ไปเพื่อแลกกับได้ ส.ส.ปัดเศษอย่างนายไพบูลย์ เข้ามา เพื่อแก้ปัญหาเสียงปริ่มน้ำในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
ส่วนจุดยืนของพรรคก้าวไกลต่อการแก้รัฐธรรมนูญ คือ เสนอระบบการเลือกตั้งเป็นระบบจัดสรรปันส่วนผสม ที่ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือ เลือก ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 1 ใบ และเลือกพรรคการเมืองอีก 1 ใบ โดยนำคะแนนเลือกพรรคการเมืองมาใช้คำนวณจำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค เพื่อให้เสียงของประชาชนไม่ตกน้ำ และได้สัดส่วน ส.ส.ของแต่ละพรรค ตามเจตนารมณ์ของประชาชนมากที่สุด
...
“เรากับพรรคเพื่อไทยเห็นตรงกันเรื่องการเลือกตั้งแบบจำนวนบัตร 2 ใบ เพียงแต่ระบบบัตร 2 ใบมีหลายแบบ เรามีมุมมองต่อระบบการเลือกตั้งปี 2540 ที่แตกต่างกันก็เท่านั้น พรรคเพื่อไทยอาจยืนยันในระบบที่เขาคุ้นเคยไม่ได้หมายความว่าเขาจะเห็นด้วยกับพรรคพลังประชารัฐอย่างที่คุณไพบูลย์บอก ดังนั้น ระบบบัตร 2 ใบที่ประชาชนสามารถเลือกคนที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบได้ และมีวิธีการคำนวณจัดสรร ส.ส.ตามสัดส่วนจริงหรือระบบ MMP แบบเยอรมนี จึงเชื่อว่าเป็นระบบที่เหมาะสมและตอบสนองเจตจำนงประชาชนมากที่สุด”
นอกจากนี้ นายณัฐชา ยังฝากไปถึง นายไพบูลย์ ว่า หากมองในทางกลับกัน คงจะมีแต่นักการเมืองปัดเศษเท่านั้นที่กลัวการพ่ายแพ้ และจ้องจะแก้กติกาทุกครั้งที่ตัวเองกำลังจะเสียประโยชน์.