ไลฟ์สไตล์
100 year

บิ๊กป้อมติดตามบริหารจัดการน้ำ EEC พร้อมเตรียมรับมือฝนภาคตะวันออก

ไทยรัฐออนไลน์
14 มิ.ย. 2564 12:45 น.
SHARE

พล.อ.ประวิตร นำคณะลงพื้นที่ จ.ระยอง ติดตามการบริหารจัดการน้ำสำหรับ EEC ครัวเรือน ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม และเกษตรกรรม พร้อมการเตรียมรับมือฤดูฝนปี 2564

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ อาทิ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. และ นายชาญนะ เอี่ยมแสง ผู้ว่าราชการ จ.ระยอง ลงพื้นติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำและการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนปี 2564 พื้นที่ภาคตะวันออก ที่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง

ข่าวแนะนำ

ทั้งนี้ ระหว่างการลงพื้นที่ นายชาญนะ บรรยายสรุปมาตรการรับมือฤดูฝน ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำสนับสนุน EEC และนายสำเริงบรรยายสรุปแนวทางการบริหารจัดการน้ำรองรับ EEC นอกจากนี้ยังมีการประชุมออนไลน์ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ณ ห้องประชุมโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ

จากนั้น พล.อ.ประวิตร และคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการทำงานและเปิดการทำงานของเครื่องสูบน้ำสถานีคลองสะพาน-ประแสร์ บริเวณจุดติดตั้งสถานีสูบน้ำคลองสะพาน-ประแสร์ ตามแผนงานบริหารจัดการน้ำ

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในภาคตะวันออกและ EEC รวมทั้งเน้นย้ำความพร้อม ขับเคลื่อนมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564 ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เพื่อให้ภาคตะวันออกเกิดความมั่นคงเรื่องน้ำ นักลงทุนเกิดความมั่นใจโดยมอบหมายหน่วยงานเกี่ยวข้องดำเนินการ 3 ประเด็นหลัก คือ 1.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หารือ และกำหนดแนวทางร่วมกันถึงความเป็นไปได้พัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ เร่งดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุน พัฒนาระบบโครงข่ายน้ำให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว 2.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต้องจัดหาแหล่งน้ำสำรองของตนเอง พร้อมทั้งสนับสนุนให้เอกชนใช้น้ำแบบ 3R รวมถึงเร่งดำเนินการเพิ่มน้ำต้นทุนจัดทำระบบเปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด ต้องดำเนินการอย่างประหยัดและคุ้มค่ามากที่สุด และ 3.ขอให้ทุกหน่วยปฏิบัติตาม 10 มาตรการ รับมือฝนปี 2564 เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก วางแผนกัดเก็บน้ำสำรองทุกแหล่ง ทั้งผิวดินและใต้ดินไว้รองรับช่วงฤดูร้อนด้วย

สำหรับช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา พ.ศ.2561-2563 รัฐบาลเร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันออกในทุกรูปแบบ เพื่อให้มีพื้นที่เก็บกักน้ำฝนให้มากที่สุด สามารถรองรับความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ทั้งภาคประชาชน เศรษฐกิจ เกษตร และอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะพื้นที่กลุ่มจังหวัด EEC มีโครงการแหล่งน้ำเกิดขึ้นแล้ว 2,872 โครงการ พื้นที่รับประโยชน์ 372,950 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 136,751 ครัวเรือน ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 138 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ ลบ.ม.

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แม้สถานการณ์น้ำภาคตะวันออกปีนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ไม่น่าเป็นห่วง แต่ยังต้องเน้นย้ำทุกหน่วยงานบริหารจัดการน้ำตามแผน และสร้างการรับรู้ให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึงเพื่อเตรียมรับมือและสนับสนุนร่วมไปกับภาครัฐด้วย ทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาวที่รัฐบาลมีแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและจัดการน้ำรองรับทั้ง EEC ธุรกิจ อุตสาหกรรม ท่องเที่ยว และเกษตรกรรม หาแหล่งน้ำต้นทุนให้เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563-2580 ทั้งสิ้น 38 โครงการ ใน 9 กลุ่มโครงการหลัก เพื่อให้มีปริมาณน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้น 872 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอต่อความต้องการ

นายสำเริง กล่าวถึงสถานการณ์น้ำภาคตะวันออกว่า แหล่งน้ำในภาคตะวันออกทั้งหมดมีปริมาณน้ำ 1,325 ล้านลบ.ม. หรือ 43% ของความจุ แบ่งเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 6 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้ได้ 657 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 66% ของความจุทั้งหมด แหล่งน้ำขนาดกลาง 44 แห่ง ปริมาณน้ำทั้งสิ้น 517 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 47% แหล่งน้ำขนาดเล็ก 14,510 แห่ง ปริมาณน้ำ 258 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 54% ขณะที่การพัฒนาแหล่งน้ำและโครงข่ายท่อส่งน้ำภาคตะวันออกในปัจจุบันสามารถเชื่อมโยงแหล่งน้ำต้นทุนผิวดิน มีการจัดสรรน้ำจากลุ่มน้ำนอกภาคตะวันออกเข้ามาบริหารจัดการน้ำพื้นที่ EEC โดย สทนช.ได้กำกับ เร่งรัดการขับเคลื่อนตามแผนงานโครงการไปแล้ว 17 โครงการ แล้วเสร็จ 6 โครงการ ได้น้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 111 ล้านลบ.ม. อยู่ระหว่างก่อสร้าง 11 โครงการ คาดว่าแล้วเสร็จภายในปี 2567 จะได้น้ำเพิ่มขึ้นอีก 151 ล้านลบ.ม. และได้เร่งรัดโครงการสำคัญอีก 12 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการต้องใช้ระยะเวลาศึกษาความเหมาะสม การมีส่วนร่วมประชาชน และใช้เทคโนโลยีทันสมัย ให้หน่วยงานปรับแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2569 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 183 ล้านลบ.ม. ส่วนอีก 9 โครงการ สทนช.จะกำกับให้ดำเนินการตามแผนงานแล้วเสร็จภายในปี 2573 จะได้น้ำเพิ่มขึ้น 426 ล้านลบ.ม.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำบริหารจัดการน้ำEECอีอีซีฝนภาคตะวันออก

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2564 เวลา 02:10 น.