“ผู้มีอำนาจมักจะลุแก่อำนาจ ยิ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่ถูกตรวจสอบถ่วงดุล ก็ยิ่งลุแก่อำนาจจนหัวปักหัวปำ” นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และรัฐมนตรียุติธรรม ที่ผ่านประสบการณ์การเมืองมาอย่างโชกโชน อาจจะนึกถึงคำกล่าวข้างต้น จึงเตือนนักการเมืองทำนองว่า อย่าหลงระเริงอำนาจ
นายสมศักดิ์เตือนว่า ถ้าเรายุ่งเรื่องส่วนตัวมาก เช่น อยากเป็นโน่น เป็นนี่ในพรรค อาจเสียงานในภาพรวม ขอให้นักการเมืองสังวรไว้ว่า ประชาชนมองดูอยู่ “อย่าคิดว่าวันนี้เดินได้สบายกับสิ่งที่เป็นอำนาจ” สิ่งที่ทำในวันนี้จะสะท้อนในวันเลือกตั้ง เป็นการเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า อาจมีการแย่งเป็นเลขาธิการพรรค พปชร.คนใหม่
การเมืองเป็นเรื่องของการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ การแย่งกันเป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจ จึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเป็นธรรมชาติของการเมือง แต่นายสมศักดิ์ คงเตือนว่า จะต้องเป็นการแข่งขันกันด้วยสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี ไม่ให้ชาวบ้านมองว่าเป็นการแย่งชิงที่น่าเบื่อและเสื่อมศรัทธา
ในอดีตที่ผ่านๆมามีการต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งในพรรคการเมืองมากมาย แย่งกันเป็นกรรมการบริหารพรรค เป็นเลขาธิการพรรค และเป็นหัวหน้าพรรค ต่อสู้กันทั้งด้วยเล่ห์กล และด้วยมนต์คาถา จนถึงกับพรรคแตกเป็นเสี่ยงๆ ก็ไม่สนใจไยดี จบลงด้วยการไม่มองหน้ากัน แยกกันเดินคนละทาง
การแย่งชิงอำนาจมีทั่วไปในองค์กรต่างๆ แต่การแย่งชิงอำนาจในระดับชาติ ดุเดือดรุนแรงกว่าหลายเท่า สังคมไทยดูคล้ายกับ “สังคมอำนาจนิยม” แม้แต่ในมหาวิทยาลัย ก็มีนักศึกษาบางสถาบัน ที่รอแสดงอำนาจ เช่นการ “ซ่อม” หรือ “ซ้อม” ในประเพณีต้อนรับน้องใหม่ กลายเป็น โศกนาฏกรรม เมื่อรุ่นน้องถึงแก่ชีวิต
...
การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในทางการเมืองระดับชาติ ปกติประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก จะสู้กันด้วยสันติวิธี ให้ประชาชนเป็นคนเลือกผู้บริหารประเทศ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่ผู้นิยมลัทธิอำนาจนิยมในไทย ชอบใช้กำลังยึดอำนาจ ซึ่งเป็นของประชาชน ด้วยข้ออ้างเท่าที่คิดได้
คณะรัฐประหารจะพยายามสร้าง “ความชอบธรรม” ให้แก่อำนาจที่ยึดมา เพื่อให้มีสีสันประชาธิปไตย โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แกนนำพรรคบางคนเรียกว่า “ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา” เพื่อสืบทอดอำนาจ ทั้งยังเขียนมัดตราสังไว้ ห้ามแก้ไขเกือบโดยเด็ดขาด นายสมศักดิ์ในฐานะรองหัวหน้าพรรค น่าสะกิดเตือนกันบ้าง.