"ปริญญ์" หนุน "จุรินทร์" ช่วยผู้ประกอบการร้านอาหาร หาแนวทางช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อ ลดความเดือดร้อนจากวิกฤติโควิด-19

เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.64 นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัย พร้อมด้วย นางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นำตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เข้าพบ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือร้านอาหาร ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม หลังได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤติโควิด-19 สานต่อเจตนารมณ์ของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์

โดยนำคณะตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหาร อาทิ นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย นายประวิทย์ จิตนราพงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด นายชุมพล แจ้งไพร อุปนายกสมาคมเชฟแห่งประเทศไทย นายเจตุบัญชา อำรุงจิตชัย เจ้าของแฟรนไชส์สตรีทฟู้ด ลูกชิ้นจัง และ นายวิน สิงห์พัฒนกุล ผู้บริหารร้านช็อกโกแลต วิลล์ เข้าพบ รมว.คลัง เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือร้านอาหาร ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมในช่วงวิกฤตโควิด-19 สานต่อการให้ความช่วยเหลือที่กระทรวงพาณิชย์ได้ริเริ่มไว้แล้ว

นายปริญญ์ กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมร้านอาหารเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และเชื่อมไปถึงสินค้าเกษตร ที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ประกอบการจำนวนมากประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และนโยบายการช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารแห่งประเทศไทย การเจรจาพักเงินต้น-พักดอกเบี้ยสินเชื่อได้ เนื่องจากกฎเกณฑ์ผู้ขอสินเชื่อที่กำหนดไม่สอดคล้องกับภาวะวิกฤต ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์โดยการนำของนายจุรินทร์ ได้จัดทำโครงการบรรเทาความเดือดร้อนของธุรกิจร้านอาหารอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ที่ได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ ลดค่า GP เหลือ 25% รวมถึงโครงการเชื่อมโยงสถาบันการเงินกับผู้ประกอบการร้านอาหาร จัดบรรยายพิเศษในหัวข้อการเตรียมตัวก่อนกู้สำหรับร้านอาหารไทย และวันที่ 7 มิ.ย. กระทรวงพาณิชย์จะเปิดตัวโครงการใหม่ "โครงการจับคู่กู้เงิน" โดยหาสถาบันการเงิน ปล่อยกู้ให้กับร้านอาหารในกรณีพิเศษดอกเบี้ยต่ำ และบางกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ ซึ่งจะทำให้ร้านอาหารเข้าถึงสถาบันการเงิน ช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศกว่า 1 แสนร้าน โดยสามารถติดต่อได้ที่พาณิชย์ทั่วประเทศ และเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ดังกล่าว ทีมเศรษฐกิจทันสมัย ปชป.จึงได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อน และความต้องการของผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำมาตรการความช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป

...

โดยครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รมว.คลัง ให้นำตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารเข้าพบเป็นกรณีพิเศษ เพื่อรับฟังและร่วมหารือถึงแนวทางในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและทั่วถึงยิ่งขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่ได้ คือ ติดเงื่อนไขประวัติหนี้เสียจากเข้าโครงการพักชำระหนี้ เสตทเม้นท์ไม่เข้าเงื่อนไขการขอสินเชื่อ เพราะไม่มีการเดินบัญชีในช่วงวิกฤติ 9 โควิด ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพราะร้านอาหารส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เช่า รวมทั้งสถาบันการเงินมักจะพิจารณาลูกค้าตัวเองเป็นหลัก และเป็นลูกค้าชั้นดีที่มีศักยภาพในการประคับประคองกิจการอยู่แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กถึงขนาดกลางเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งจะก่อให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ตามมา เพราะธุรกิจร้านอาหารเกี่ยวเนื่องกับหลายภาคส่วน หากร้านอาหารจำนวนมากต้องปิดตัวลง จะทำให้หลายธุรกิจล้มตามกันไปทั้งกระดาน

โดยมีข้อเสนอถึงกระทรวงการคลัง คือ ให้ภาครัฐออกมาตรการพักชำระ ต้น-ดอก 6 เดือนถึง 1 ปี โดยรัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยแก่ธนาคารแทนผู้ประกอบการ ขอให้ผ่อนปรนเงื่อนไขการขอกู้วงเงินเดิม ที่ธนาคารของรัฐยังคงมีเหลือให้เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤติ เช่น กำหนดอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผ่อน 3-5 ปี ใช้ บสย.ค้ำประกันโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์จำนอง และใช้ฐานการเสียภาษีตามแบบแสดงรายได้ ภงด.90 สำหรับผู้ประกอบการแบบบุคคล และ ภงด.50 สำหรับนิติบุคคล เป็นต้น ขอแบ่งวงเงินตามมาตรการพักทรัพย์พักหนี้จำนวน 2 หมื่นล้าน ให้สิทธิกับผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่มีสถานประกอบการเป็นของตัวเอง จัดตั้งกองทุนฟื้นฟูสนับสนุนกิจการร้านอาหาร เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตอีกในอนาคต

"ผมเชื่อว่าในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 การช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทั้งภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ เป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยต่อลมหายใจให้ธุรกิจร้านอาหารให้อยู่รอดและเข้มแข็งขึ้น ทางมูลนิธิเสนีย์ ปราโมช ได้มีแนวทางจัดซื้อข้าวกล่องจากร้านอาหารชุมชน เพื่อไปแจกให้ครอบครัวผู้กักตัว เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสนับสนุนร้านชุมชน และช่วยแก้ปัญหาปากท้อง" นายปริญญ์กล่าว

ด้าน นายอาคม กล่าวว่า ยินดีรับเรื่องราวความเดือดร้อนดังกล่าวไว้ และจะหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเข้าถึงสินเชื่อ ขอให้ทุกท่านไม่ต้องกังวล เพราะธุรกิจร้านอาหารเป็นหนึ่งในธุรกิจเอสเอ็มอีประเภทท่องเที่ยว ที่รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลืออยู่แล้ว และกระทรวงการคลังเข้าใจปัญหาเป็นอย่างดี จะพยายามทำในขอบเขตความสามารถที่ทำได้ให้ดีที่สุด แต่อย่างไรก็ตามงานด้านนโยบายเป็นสิ่งที่กระทรวงการคลังไม่สามารถทำคนเดียวได้ ต้องหารือกับหลายฝ่าย และต้องใช้เวลาในการดำเนินการ