ไลฟ์สไตล์
100 year

Coup d’etat 7: 7 ประจัญบาน 7 ปีหลังรัฐประหาร 57

ไทยรัฐออนไลน์
22 พ.ค. 2564 15:34 น.
SHARE

“ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 1/2557 เรื่องการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เขตปริมณฑล และพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ ในหลายพื้นที่เป็นผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ และเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง และเหตุการณ์ดังกล่าว มีแนวโน้มขยายตัว จนอาจเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยรวมนั้น

เพื่อให้สถานการณ์ดังกล่าวกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ประชาชนในชาติเกิดความรัก ความสามัคคี เช่นเดียวกับห้วงที่ผ่านมา ตลอดจนเพื่อเป็นการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับทุกพวกทุกฝ่าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วย กองทัพบก กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีความจำเป็นต้องเข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป…”

หลังเสียงประกาศความยาวราว 3 นาทีสิ้นสุดลง ภาพบุคคลทั้งห้าจางจากจอ หลายคนจัดปาร์ตีเฮฮาดีใจ อีกไม่น้อยสบถด่าในโลกออนไลน์ ยุคสมัยของ ‘จักรวาล คสช.’ เริ่ม episode ที่ 1

กระทั่งการเลือกตั้งปี 2562 อันเป็นปฐมบทของ episode ที่ 2 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยมีพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ เป็นตัวหลักของฝ่ายค้าน กระทั่งพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ

จากจุดตั้งต้นของ ep.1 เป็นต้นมา เราได้เห็นบทบาทและอำนาจของกองทัพ ทหาร หน่วยงานความมั่นคง ตลอดจนกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม แต่มีบางตัวละครเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลังเริ่มยุคจักรวาล คสช.

แน่นอนว่าหากนับผู้มีความสามารถพิเศษและพลังภายในที่ส่งผลต่อการ ‘ปฏิรูป’ ประเทศ คงมีจำนวนมิใช่น้อย ตั้งแต่มียศนำหน้าจนถึงสามัญชน เพื่อการันตีว่า การรัฐประหารครั้งนี้ต้อง ‘ไม่เสียของ’

เราจึงลองจับกลุ่มจัดทีมว่า หลังรัฐประหาร บุคคลหรือคณะบุคคลเหล่านี้ล้วนมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงประเทศ หรือกระทั่งกำหนดทิศทางอนาคตอย่างไร โดยมีจุดเริ่มต้นจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นจุดเปลี่ยนบนเส้นเวลา

ข่าวแนะนำ

ในวันครบรอบ 7 ปีของการรัฐประหาร (ที่ออกแบบและพยายามอย่างรอบคอบให้ไม่เสียของ) จึงขออนุญาตแนะนำ ‘Coup d’etat 7’ ทีม 7 ประจัญบานจากจักรวาล คสช. ที่มีส่วนในการเปลี่ยนแปลงภาพใหญ่ของประเทศ พร้อมความสามารถอันเป็นเอกอุและผลงานน่าจดจำ ดังต่อไปนี้

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา / The Special One

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา คือผู้นำรัฐประหารล้มรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ยุค คสช. และหลังเลือกตั้ง 2562 เท่ากับว่า หากพลเอกประยุทธ์ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีจนถึงวันนี้ในปีหน้า นับตามตำแหน่งการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้ง เท่ากับว่าพลเอกประยุทธ์จะอยู่ในตำแหน่ง 2 สมัยพอดิบพอดี

หลังรัฐประหารไม่นาน ความสามารถที่ผู้คนจดจำได้คือการแต่งเพลง ‘คืนความสุขให้ประเทศไทย’ - “เราจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นาน” - การประกาศคำสั่ง คสช. และใช้ ม.44 จนเป็นข่าวรายวัน

เสียงชื่นชมในบุคลิกของพลเอกประยุทธ์คือ เป็นคนเด็ดขาด จริงจัง แม้ปากร้ายแต่ซื่อสัตย์และเป็นผู้เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง สายโปรพลเอกประยุทธ์จัดๆ มักนำไปเทียบกับยุคสมัย พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ใช้ความเด็ดขาดควบคุมบ้านเมืองให้สงบ

...แม้จะมีปัญหาเรื่องท่าที ความเหมาะสม การใช้คำพูด หรือการถูกติติงเรื่องมารยาท โยนเปลือกกล้วย สาดน้ำ ฉีดแอลกอฮอล์ อยู่บ้างก็ตาม...

วันที่ 27 กันยายน 2557 พลเอกประยุทธ์แสดงความเป็น The Special One ด้วยการตอบคำถามผู้สื่อข่าวเรื่อง อยากเป็นนายกฯ จากการเลือกตั้งบ้างหรือเปล่าว่า “เดี๋ยวทุ่มด้วยโพเดียม”

หลังจากนั้น 5 ปี พลเอกประยุทธ์ก็สามารถพูดได้ว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งจริงๆ

นอกจากนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นอะไรบ้าง - ข้าราชการ ทหาร หรือนักการเมือง ซึ่งตัวพลเอกประยุทธ์เองเคยกล่าวไว้หลายครั้งว่า

3 ธันวาคม 2557 “สื่อมวลชนกับนักการเมืองเป็นศัตรูกัน แต่ผมไม่ใช่นักการเมือง เป็นนักการทหาร ถึงเป็นนายกฯ ก็เข้ามาทำเพื่อคนไทย”

24 กุมภาพันธ์ 2558 "ผมไม่ได้มาจากการเมือง ไม่ใช่นักการเมือง ผมมาในช่วงวิกฤติด้วยวิธีพิเศษบวกปกติ"

3 กันยายน 2558 "มีคนบอกว่าผมเป็นนักการเมืองแล้ว ยืนยันว่าไม่ใช่ ผมยังเป็นนักการทหาร เพียงแต่เข้ามาทำหน้าที่นักการเมืองบริหารงานของภาครัฐเท่านั้น"

8 กันยายน 2558 "ผมไม่ใช่นักการเมืองที่ต้องอยู่ให้นานเพื่ออำนาจ ผมเคยบอกหลายครั้งแล้วเรื่องนี้ ผมชินกับการใช้อำนาจมาเยอะแล้ว เป็นผู้บังคับบัญชาทหาร"

22 สิงหาคม 2559 "ผมเป็นผู้ใหญ่และเป็นทหาร เลยขี้โมโหไปหน่อย ผมไม่ใช่นักการเมือง อย่าหวังว่าผมจะพูดเพราะ พูดเพราะแล้วโกหก ผมไม่ทำ"

28 พฤศจิกายน 2560 “ผมเป็นนายกฯ ที่ไม่เอาใจคน ผมไม่ใช่นักการเมือง ผมบริหารงานในแบบของผม ดูแลประชาชนโดยไม่เลือกว่าใครสนับสนุนผม"

3 มกราคม 2561 "ผมไม่ใช่ทหาร เข้าใจไหม เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร"

21 กุมภาพันธ์ 2561 “ผมเป็นทหารไม่ใช่นักการเมือง เป็นทหารที่เข้าใจปัญหาของประชาชน”

แล้ว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ต้องเจอคำถามเกี่ยวกับสถานะนายกรัฐมนตรีว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช. เป็น ‘เจ้าหน้าที่รัฐ’ หรือ ‘เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ’ หรือไม่ หากเข้าข่าย จะถือว่ามีคุณลักษณะต้องห้าม ไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามบัญชีพรรคการเมือง ทำให้เรื่องนี้ต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ตำแหน่งหัวหน้า คสช. ไม่ถือว่าเป็น ‘เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ’ เพราะการแต่งตั้งตำแหน่งหัวหน้า คสช. เป็นผลสืบเนื่องมาจากการยึดอำนาจ และเป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งเป็นอำนาจสูงสุดของการปกครองประเทศ หัวหน้าคสช. จึงไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยงานใด ดังนั้น “ตำแหน่งหัวหน้า คสช. จึงไม่มีสถานะตำแหน่งหน้าที่ หรือลักษณะงานทำนองเดียวกันกับพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ”

นั่นคือข้อแรกที่ทำให้พลเอกประยุทธ์หวุดหวิดจะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คดีที่ 2 ‘บ้านพักหลวง’ กับข้อกล่าวหาที่ว่า พลเอกประยุทธ์พักอาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการทหาร แม้เกษียณอายุไปแล้ว 6 ปี ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็มีมติเอกฉันท์ออกมาอีกครั้งเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2563 ว่า

“บ้านพักอาศัยของผู้ถูกร้องเปลี่ยนสถานะเป็นบ้านพักรับรอง ตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก พ.ศ. 2548 ซึ่งกําหนดให้อดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบกซึ่งทําคุณประโยชน์ให้กับกองทัพบกและประเทศชาติและเคยดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาแล้ว มีสิทธิเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก”

และ

“ประกอบกับการให้สิทธิดังกล่าวให้แก่ผู้มีคุณสมบัติตามระเบียบนั้นเป็นธุรกิจการงานปกติ โดยถือเป็นสิทธิของบุคคลอันเนื่องมาจากการดํารงตําแหน่งอดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก”

ปี 2563-2564 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเป้าหนึ่งในข้อเรียกร้องของการชุมนุมว่าต้องลาออกจากตำแหน่ง ด้วยข้อกล่าวหาว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จและสืบทอดอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ คสช. แต่งตั้งผู้ร่างเองทั้งหมด ทั้งยังบริหารงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ แต่จนแล้วจนรอด The Special One ก็ยังคงอยู่อย่างสงบบนเก้าอี้อำนาจต่อไป แม้ว่าคำวิจารณ์ แรงสะเทือน เสียงก่นด่าและขับไล่จะดังแค่ไหนก็ตาม

มีชัย ฤชุพันธุ์ / Master of Puppets

หาก พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นคนเปิดประตูจักรวาล คสช. มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็เปรียบเหมือน สถาปนิก วิศวกร เป็นผู้วางโครงสร้าง อยู่เบื้องหลังการออกแบบและเขียนบทให้แก่เรื่องราวหลังจากนั้น ในฐานะ Master ตัวจริง

หลังรัฐประหาร พลเอกประยุทธ์แต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) โดยมี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน หากผ่านขั้นตอนสำคัญนี้ไป หนทางแห่งการเลือกตั้งก็จะเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

แต่วันที่ 6 กันยายน 2558 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ก็ถูกคว่ำโดยการลงมติของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ คสช.เป็นผู้คัดเลือกด้วยคะแนน 135 ต่อ 105 เสียง ประตูสู่การเลือกตั้งถอยห่าง เมื่อกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นใหม่ ทำให้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธาน กมธ. กล่าวประโยคที่ส่งผลสำคัญต่อประวัติศาสตร์การเมืองว่า “เขาอยากอยู่ยาว”

ไม่นานจากนั้น 5 ตุลาคม กมธ. ชุดใหม่ก็ปรากฏโฉม โดย มีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน

อะไรบ้างที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ที่ก่อจุดต่างสร้างจุดเปลี่ยนให้ประเทศไทยเดินมาถึงวันนี้ได้

เราอาจมาเริ่มกันที่มาตรา 279 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยกันก่อน

“มาตรา 279 บรรดาประกาศ คำสั่ง และการกระทำของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ หรือที่จะออกใช้บังคับต่อไปตามมาตรา 265 วรรคสอง ไม่ว่าเป็นประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำที่มีผลใช้บังคับในทางรัฐธรรมนูญ ทางนิติบัญญัติ ทางบริหาร หรือทางตุลาการ ให้ประกาศ คำสั่ง การกระทำ ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำนั้น เป็นประกาศ คำสั่ง การกระทำ หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย และมีผลใช้บังคับโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ต่อไป”

นี่เป็นการรับรองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุค คสช. Ep.1 มีความชอบตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

อีกสองส่วนที่เรียกได้ว่า..กับดัก...ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ ระบบเลือกตั้ง กับ ส.ว. ผู้ทรงอำนาจ 250 คน

หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ หนทางสู่การเลือกตั้งที่ใครต่อใครรอกันมานาน โดยเฉพาะ fist time voter ที่เกิดมาเห็นแต่การล้มเลือกตั้ง ก็จะเริ่มต้นขึ้นด้วยระบบการลงคะแนนแบบใหม่ เรียกว่า ‘จัดสรรปันส่วนผสม’ หรือระบบ MMA (Mixed Member Apportionment System) บัตรใบเดียวเลือกทั้ง ส.ส.แบ่งเขต และระบบบัญชีรายชื่อ เหตุผลของผู้ร่างคือ ระบบนี้จะทำให้คะแนนไม่ตกหล่น เพราะนำทุกคะแนนมาคำนวณ ส.ส. และไม่ผูกขาดเฉพาะพรรคการเมืองใหญ่

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ พรรคเพื่อไทยได้ ส.ส. แบ่งเขต 136 ที่นั่ง แต่เป็นพรรคการเมืองเดียวที่ไม่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะ ส.ส.แบ่งเขตเกินจำนวน ส.ส.พึงมีแล้ว กลับกัน พรรคเล็กที่แม้ไม่มี ส.ส.แบ่งเขตเลย ก็สามารถมี ส.ส. บัญชีรายชื่อเข้าสู่สภาฯ ได้

กับดักด่าน 2 คือบทเฉพาะกาลที่กำหนดให้ มีวุฒิสภา 250 จากการแต่งตั้งโดย คสช. เรื่องนี้ถูกบรรจุอยู่ในคำถามพ่วงจากสภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ที่อาจจะเข้าใจยากแต่สรุปความได้ง่ายว่า เห็นด้วยกับการให้ ส.ว. 250 คน (จากการแต่งตั้งของ คสช.) ร่วมเลือกนายกฯ ในช่วง 5 ปีแรกหรือไม่

ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ (ที่แทบไม่เปิดโอกาสให้ทำการรณรงค์หรือทำความเข้าใจมากนัก) ‘รับ/ไม่รับ’ สรุปว่า 16.8 ล้านเสียงรับร่างฯ กับอีก 10.5 ล้านเสียงไม่รับ จนเกิดมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ในที่สุด

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ / The Time Traveler

วันที่ 4 ธันวาคม 2560 เรื่องมันเริ่มจากการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรี ที่แดดค่อนข้างแรง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงต้องยกมือขึ้นป้องแสง ทันใดนั้นก็ปรากฏนาฬิกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์ และแหวนโดดเด่นอยู่ในภาพ จากข้อสังเกตเล็กๆ กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนถึงมือ ป.ป.ช. ต้องเข้ามาตรวจสอบ เพราะไม่อยู่ในรายการทรัพย์สินที่แสดง

ย้อนเวลาไป หลังเหตุพฤษภา 2535 ทหารและกองทัพตัดสินใจลดบทบาทลง พร้อมๆ กับภาคประชาชนที่มีบทบาทมากขึ้น จนปี 2544 ทักษิณ ชินวัตร ชนะเลือกตั้ง พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหนึ่งในกลุ่มทหารที่กลับมามีบทบาทและอำนาจอีกครั้ง เริ่มตั้งแต่แม่ทัพภาคที่ 1 ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารบก

ในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ยึดเก้าอี้กระทรวงกลาโหม ต่อมา พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เดินตามพี่ใหญ่เข้าสู่เส้นทางอำนาจ ตั้งแต่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ จนมีบทบาทในรัฐบาลปัจจุบัน

นอกจากบทบาทพี่ใหญ่ในกองทัพที่มีบารมีมายาวนาน ทั้งการเป็นประธานมูลนิธิป่ารอยต่อ และเป็นผู้กุมอำนาจในการจัดโผโยกย้ายทหาร ผู้บัญชาการทหารบกที่ผ่านมือพลเอกประวิตรคือ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา, พลเอกอุดมเดช สีตบุตร และ พลเอกธีรชัย นาควานิช ส่วนภารกิจสำคัญในการกำหนดอนาคตการเมืองประเทศ คือ การที่พลเอกประวิตรเป็นผู้เชิญ มีชัย ฤชุพันธุ์ เข้ามารับหน้าที่ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในปี 2558 จนกระทั่ง วิษณุ เครืองาม ถึงกับเปรียบให้พลเอกประวิตรไม่ต่างจากผู้จัดการรัฐบาล

และพลเอกประวิตรนี่เอง ที่เป็นผู้การันตีสถานะของรัฐบาล "รัฐบาลอยู่มา 2 ปี ไม่ใช่ 7 ปี" และ "คสช. ก็ คสช. สิ นี่รัฐบาลที่มาจากรัฐธรรมนูญ"

พลเอกประวิตรเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ยุคเริ่มจักรวาล คสช. จนถึงวันสุดท้ายของรัฐบาลประยุทธ์ 1 ในปี 2562 จากนั้นสละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้พลเอกประยุทธ์นั่งควบไปกับการเป็นนายกรัฐมนตรี

หลังเลือกตั้ง ปี 2563 พลเอกประวิตรเป็นหนึ่งในทหารที่ผันตัวมาเป็นนักการเมือง ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และยังเป็นรองนายกรัฐมนตรีเหมือนเดิม

ทหาร / The Transformers

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังรัฐประหาร 2557 ทหารมีบทบาทสำคัญตั้งแต่วันแรก เพราะหากไม่มีทหาร การยึดอำนาจก็คงไม่เกิด

เป็นที่มาของคำกล่าวที่ว่า “เป็นทหารได้อะไรมากกว่าที่คุณคิด” ขณะเดียวกัน ทหารก็สามารถ ‘เป็นอะไรได้มากกว่าที่คิด’ เช่นกัน

หนึ่งในวาระเร่งด่วนหลังรัฐประหาร คสช. คือ การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดย ออกคำสั่งที่ 75/2557 ตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ‘ซุปเปอร์บอร์ด’ โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธาน

เว็บไซต์ elect.in.th ระบุว่า ในช่วง 1 ปีแรกหลังรัฐประหาร รัฐวิสาหกิจ 9 ประเภทมีสัดส่วนทหารเข้าไปเป็นบอร์ดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเภท สาธารณูปโภค พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติฯ และมีถึง 12 องค์กรที่ทหารเข้าไปเป็นประธานกรรมการฯ ทั้งที่ก่อนรัฐประหาร มีเพียงสถาบันการบินพลเรือนเท่านั้นที่มีทหารเป็นประธานกรรมการฯ

วันที่ 6 มิถุนายน 2560 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวว่า มีปัญหาภายในบอร์ดรัฐวิสาหกิจ จึงมีการจัดให้ทหารเข้าไป “นั่งสังเกตการณ์ ไม่ใช่ไปนั่งยกมือแสดงความคิดเห็น”

วันที่ 7 มิถุนายน 2560 จากรายงาน ‘สามปีรัฐประหาร: ทหารตบเท้านั่งรัฐวิสาหกิจบนสัญญาปฏิรูป’ ของ บีบีซีไทย ระบุว่า ในช่วง 3 ปีหลังรัฐประหาร จำนวนทหารในตำแหน่งประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจ 16 องค์กร และ 40 องค์กรรัฐวิสาหกิจมีทหารนั่งในบอร์ด จากเดิม 42 คน เพิ่มเป็น 80 คน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

ตัวอย่างเช่น พลเอกฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข อดีตเสนาธิการทหารบกยุคหลังรัฐประหาร เมื่อเกษียณอายุตุลาคม 2558 ได้เป็นกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ประธานบอร์ดการยาง กรรมการ อสมท ต่อมาเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และปัจจุบันเป็นหนึ่งใน 250 ส.ว.

27 กรกฎาคม 2562 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และกรรมการในรัฐวิสาหกิจจำนวนหลายราย โดยส่วนหนึ่งในบัญชีทรัพย์สินของพลเอกฉัตรเฉลิมคือ ค่าตอบแทน สนช. 4,568,042 บาท ค่าตอบแทนกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 4,568,042 บาท ค่าตอบแทนกรรมการ อสมท. 2,005,599 บาท ค่าตอบแทนประธานการยางแห่งประเทศไทย 970,890 บาท

และหากถามซ้ำอีกว่า ทหารเป็นอะไรได้มากกว่าที่คิด

“เพราะทหารคือหลักไงครับ คือหลักแห่งความมั่นคงที่จะต้องปกป้องอธิปไตย จึงมีวาทกรรมต่างๆ เกิดขึ้นทุกครั้ง เอามาหวังผลทางการเมือง เอาใจเด็กๆ น้องๆ วัยรุ่น ไม่ต้องมาเกณฑ์ทหารบ้างล่ะ ลดงบประมาณกองทัพบก ลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม จัดซื้ออาวุธทำไม หนักแผ่นดิน”

คือคำกล่าวของ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562

พลเอกอภิรัชต์เป็นนายทหารที่มีบทบาทสูงตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในปี 2561 กระทั่งเกษียณอายุปี 2563 ในยุคบุตรชายพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ อดีตผู้นำรัฐประหาร รสช. นี่เอง ที่ต้องเจอกับคำถาม #ทหารมีไว้ทำไม เพราะงบประมาณกองทัพมีมหาศาล และการจัดซื้ออาวุธอย่างไม่หยุดหย่อน นำมาสู่กระแสปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ฯลฯ

ช่วงการเลือกตั้ง 2562 พรรคเพื่อไทยชูนโยบายตัดงบประมาณกระทรวงกลาโหม 10 เปอร์เซ็นต์ พลเอกอภิรัชต์กล่าวตอบผู้สื่อข่าวถึงผู้เสนอแนวคิดนี้ว่าให้ไปฟังเพลง “เพลงอะไรที่กำลังฮิตตอนนี้ ก็เพลงหนักแผ่นดินไง”

จะว่าไป ภาพของตัวแทนทหารในยุคหลัง คสช. จนถึงปัจจุบันที่เราหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างพลเอกอภิรัชต์ก็ยังมีวาทะให้จดจำไม่ใช่น้อย เช่น ว่า “อย่าไปเอาความเป็นซ้ายจัดที่ไปเรียนมาแล้วดัดจริต”, “วินาทีที่ผู้ก่อเหตุลั่นไกสังหารประชาชนนั้น เขาคืออาชญากร ไม่ใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว”, “อย่าว่าทหาร ถ้าท่านจะด่า ท่านจะตำหนิ ท่านมาด่าที่ผม”, “โรคติดเชื้อโควิด-19 รักษาหายได้ แต่โรคที่เป็นไม่หายคือโรคชังชาติ”

ยิ่งผลักยิ่งมีแรงต้าน คำถาม #ทหารมีไว้ทำไม ยังดังต่อเนื่อง ซึ่งทางกองทัพ โดยเฉพาะหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของกองทัพก็พยายามอธิบายผ่านคำพูด (และภาพถ่าย) หลายครั้งว่า ‘ทหารเป็นอะไรได้มากกว่าที่คิด’ ‘ทหารมีไว้ทำไม? ก็เป็นทุกอย่างให้คุณแล้ว’ หรือ ‘ทหารเป็นทุกอย่างที่คุณอยากให้เป็น’

กองทัพพยายามอธิบายด้วยภาพประชาสัมพันธ์ว่า ทหารคือนักรบ รั้วของชาติ หมอ พยาบาล ช่างกล ช่างก่อสร้าง พี่เลี้ยงเด็ก ผู้ช่วยชีวิต นักดนตรี ช่างภาพ พนักงานส่งอาหาร ถือว่าแน่นอนมากกับอาชีพทหารว่ามีความสามารถเป็นอะไรก็ได้ ดัดแปลงและฝึกฝนทักษะจนเป็นได้มากกว่าแค่ทหารอาชีพ

ส่วนข้อดีของการเกณฑ์ทหารก็นำเสนอว่า ได้มีโอกาสเป็นนักเรียนนายสิบ ได้รับใช้ชาติ ได้ความแข็งแรง ได้เป็นผู้เสียสละ ได้รับเงินเดือน ได้อบรมวิชาชีพ เป็นต้น

แต่เหมือนคำตอบที่ว่านี้ยังไม่ค่อยตรงไปตรงมา จนใครบางคนถึงกับออกปากว่า ทหารเป็นได้ทุกอย่างจริง ยกเว้นเป็นทหารอาชีพอย่างแท้จริง กลับเข้ากรมกอง และไม่ยุ่งกับการเมือง

วิษณุ เครืองาม / The Alchemist

การให้เหตุผลแบบวิษณุเป็นต้นแบบของการเล่นแร่แปรธาตุคำ และตีความกฎหมายให้พลิ้วไหวอย่างคล่องแคล่วเยี่ยมยุทธ์ ดังที่มักมีคนหยอกแกมแซวกับทักษะแบบ วิษณุ เครืองาม ว่า “สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง แต่ไม่ผิด”

และการจะหาถ้อยคำใดๆ ไปแย้งกับผู้เป็นเสมือนนายของกฎหมายอย่างรองนายกฯ วิษณุ ยิ่งเป็นเรื่องยากและเสียเวลาเปล่า เพราะสิ่งที่วิษณุตอบกลับมานั้นแทบหาช่องโหว่ให้แก้เกมไม่ได้เลย

ตัวอย่างทักษะแบบวิษณุอ้างอิงจาก วิษณุ เครืองาม จาก ‘เนติบริกร’ สู่ ‘กฎหมายเดินได้’ ของ คสช. เช่น

กรณีนาฬิกาของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ไม่อยู่ในบัญชีทรัพย์สินยื่นต่อ ป.ป.ช. วิษณุให้เหตุผลว่า

“การป้องกันและปราบปรามการทุจริตก็มีความเป็นศาสตร์และศิลป์ ซึ่งปัจจุบันในสังคมยังไม่เข้าใจถึงความหมายของการทุจริต จนเกิดความสับสนในเรื่องประพฤติทุจริตและประพฤติมิชอบ เช่น กรณีนาฬิกา ซึ่งหลายคนคิดว่าเป็นเรื่องของการทุจริต ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกัน เพราะกฎหมายได้กำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หากไม่ยื่นก็ไม่ถือว่าทุจริต แต่จะผิดที่ไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือหากยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ ก็ไม่ถือว่าทุจริตเช่นกัน แต่สุดท้ายจะโยงไปสู่การทุจริตหรือไม่ก็เป็นเรื่องของการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ประชาชนกลับเข้าใจว่าเป็นเรื่องทุจริตทั้งที่เป็นคนละเรื่องเพียงแต่อยู่ในกฎหมายฉบับเดียวกันเท่านั้น”

หรือ ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่าขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ เนื่องจากภรรยาถือครองหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ในบริษัทเอกชน และไม่แจ้งต่อ ป.ป.ช. วิษณุอธิบายว่า

“กรณีนายดอนไม่เหมือนกับคนอื่น เพราะนายดอนเป็นรัฐมนตรีมาก่อน ตอนเป็น กฎหมายยังไม่ระบุเรื่องถือหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แล้วพออยู่มามีรัฐธรรมนูญประกาศใช้เรื่องนี้ออกมา นายดอนก็ไม่ได้ทำอะไร จึงทำให้เกิดปัญหาว่าผิดหรือไม่ผิด แต่หุ้นไม่ใช่ของนายดอน เป็นของภรรยา ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะกฎหมายบอกว่า ถ้าถือหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ จะต้องแจ้งประธาน ป.ป.ช. และโอนหุ้นนั้นให้คนอื่นจัดการ เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยว… เรื่องนี้เป็นเพราะภรรยาของนายดอนมีมรดก จึงมาตั้งบริษัทภายในครอบครัวเพื่อทำคอนโดมิเนียม และถือหุ้นกันเองภายในพี่น้อง 7 คนโดยไม่มีคนอื่น เป็นการจัดการกันเองในครอบครัว ไม่เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์”

กับที่มาของ ส.ว. ที่ในขั้นตอนสรรหานั้นต้องผ่านคณะกรรมการ แต่คณะกรรมการสรรหา ส.ว. เป็นใครนั้น ต้องประกาศลงราชกิจจานุเบกษาหรือไม่

“รายชื่อคณะกรรมการสรรหา ส.ว.ไม่จำเป็นต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพราะในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติว่าด้วยเรื่องการเปิดเผยรายชื่อคณะกรรมการสรรหา โดยมาตรา 269 เขียนไว้เพียงให้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาเท่านั้น ซึ่งที่ คสช. ยังไม่เปิดเผยหลังจากการแต่งตั้งในตอนต้น เพราะเกรงว่าจะเกิดการวิ่งเต้นขอตำแหน่ง เนื่องจากไม่ได้ใช้ระบบการสมัคร แต่ให้คณะกรรมการสรรหาไปเจาะหาตัวบุคคล”

กรณีของ The Special One พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐหรือไม่ เพราะอาจนำไปสู่การขาดคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี วิษณุเคยให้ความเห็นเมื่อ 2 มีนาคม 2562 ว่า

“ผมไม่เคยบอกว่าพลเอกประยุทธ์ ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านเป็นตามมาตรา 98 (12) ดังนั้นเมื่อพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมไม่เคยพูดกลับไปกลับมา ไม่เคยตอบว่าวันหนึ่งนายกฯ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มาอีกวันหนึ่งบอกว่าไม่ได้เป็น เพราะถึงอย่างไรนายกฯ ก็เป็น ท่านเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ เพราะเป็นนายกฯ ถ้านายกฯ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วจะเป็นอะไร การที่มีคนบอกว่าถ้าอย่างนั้น นายกฯ ก็ลงสมัครหรือรับการเสนอชื่อไม่ได้ มันไม่ใช่… แต่บังเอิญรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (12) ระบุไว้ว่า คนที่จะสมัคร ส.ส.หรือ ส.ว.หรือผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องไม่ขัดกับมาตรา 98 (12) ที่เขียนว่าจะต้องไม่เป็นข้าราชการ ยกเว้นข้าราชการการเมือง ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นข้าราชการการเมือง เพราะฉะนั้นจึงได้รับการยกเว้นว่าสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันไปเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีได้ แม้จะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรานี้”

วันที่ 4 มีนาคม วิษณุย้ำอีกว่า

“มาตรา 98 (15) ที่ระบุว่า เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ในกรณีนี้ คสช. เป็นแค่องค์กรชั่วคราวที่ถูกตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีมติในปี 2557 ออกมาแล้วว่า คสช. ไม่ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เนื่องจากเป็นองค์กรที่ตั้งมาชั่วคราวตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น”

เคสคลาสสิกกับ ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เคยถูกศาลออสเตรเลียตัดสินจำคุก ว่าขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีหรือไม่

“มันจะไม่มีผลในส่วนของคุณสมบัติว่าต้องคดีอะไร แต่ข้อที่จะต้องมาดูในเรื่องของความประพฤติมาตรฐานจริยธรรมอีกเรื่องหนึ่ง ในอดีตเคยมีคำวินิจฉัยแล้วว่าไปต้องคำพิพากษาในต่างประเทศ มี ส.ส.ขนยาเสพติดเข้าฮ่องกง ซึ่งมันไม่มีผลกระทบส่วนของไทย แต่จะกระทบเรื่องชื่อเสียงเกียรติยศอะไรก็อาจจะเป็นข้อห้ามอีกแบบหนึ่ง แต่ว่าเอาข้อหาตรงนี้มาใช้ไม่ได้ ข้อหาอาจตรง แต่ศาลไทยไม่ได้ตัดสิน”

และ

“ข้อกฎหมายกับเรื่องความเหมาะสมเป็นคนละเรื่อง ซึ่งการที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นหลักฐานตรวจสอบจริยธรรมถือเป็นสิทธิของฝ่ายค้าน แต่หากไล่ดูจากลักษณะต้องห้ามการสมัคร ส.ส. มาตรา 98 และการสิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. มาตรา 101 ใช่ก็ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ และคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี มาตรา 160 ดูแล้วก็ไม่ขัดต่อกฎหมาย ส่วนมีความเหมาะสมหรือไม่ คนที่จะตัดสินชี้ขาด คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพราะในชั้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบไม่ได้”

ครับ...

250 ส.ว. / The Sorcerers

สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 250 คนถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ทรงพลังมาก หากไม่มี ส.ว. คณะนี้ เราคงไม่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ผลงานแรกที่เห็นได้ชัดเจนของ ส.ว. คือการต่อแถวขานชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างพร้อมเพรียง ในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่ากันตามตรง ส.ว. ก็คือ 250 เสียงที่ คสช. ตุนไว้ในมือ และต้องการ ส.ส. อีกเพียง 126 เสียง เพื่อรวมให้ได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของสภาฯ หรือ 376 เสียงในการโหวตเลือกนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ในบทเฉพาะกาลที่กำหนดว่า 5 ปีแรกของการเลือกนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นการประชุมร่วมกันของทั้งสองสภา ทำให้ ส.ว. มีอำนาจในการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

แต่ไม่ใช่แค่นั้น หากเคยอ่านคำถามพ่วงจากการโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2559 มาอย่างดี จะพบว่า พลังแฝงของ ส.ว. มีมากกว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

ส.ว. แต่งตั้งชุดนี้ขอเลือกนายกรัฐมนตรีคนนอกได้ด้วย ในช่วง 5 ปีที่อยู่ในวาระ ซึ่งมากกว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มีวาระ 4 ปี เท่ากับว่า ส.ว. จะร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ถึง 2 คน และหาก ส.ว. ที่ส่วนใหญ่มีคำนำหน้าเป็นยศทหาร ไม่เกิดภาวะเสียงแตกในอนาคต แม้พลเอกประยุทธ์จะพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามวาระไปแล้ว ก็มีสิทธิกลับสู่เก้าอี้ได้ง่ายๆ และอยู่ไปยาวๆ ได้ เพียงแค่บุคคลทั้ง 250 ออกเสียงพูดว่า “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” ...

นอกจากนี้ ส.ว. ยังมีความเป็นอมตะ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความระส่ำระสายในรัฐบาล ไม่มีเสถียรภาพ จนถึงขั้นต้องยุบสภาฯ เพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งแน่นอนว่า ส.ส. ต้องหลุดไปแน่ๆ แต่ในกรณีของ ส.ว. ข้อมูลจาก ilaw.or.th ระบุว่าถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 126 ที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาไว้ว่า ขณะที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ วุฒิสภายังสามารถนัดประชุมสภาได้ หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายกำหนด เช่น การประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่รัฐสภา เช่น การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาล การแต่งตั้งพระรัชทายาท การประกาศสงคราม เป็นต้น รวมไปถึงการประชุมที่ให้วุฒิสภาทำหน้าที่พิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่งหรือเพิกถอนบุคคลออกจากตำแหน่งตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือไม่ เชื่อกันว่า ส.ว. ที่เข้าสภาฯ มาง่ายๆ (และอาจขาดประชุมบ้าง) จะยังมีอำนาจและมีสิทธิร่วมออกเสียงโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจนครบวาระ 5 ปี

อนุทิน ชาญวีรกูล / The Negotiator

ปลายปี 2563 คือช่วงที่กระแสความนิยมในตัว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยู่ในช่วงดิ่งลงสวนทางสารพัดโพลที่พยายามยืนยันผลอีกแบบ บนท้องถนนคือการชุมนุมยืดยาวที่มีป้ายและเสียงขับไล่ ขณะเดียวกัน ‘คดีบ้านพักหลวง’ ที่พลเอกประยุทธ์พักอาศัยทั้งที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว จนตกเป็นเป้าหมายให้หลายคนเฝ้าดูว่าผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาเป็นเช่นไร

เอาเข้าจริง คงไม่มีใครคาดคิดว่า ‘The Special One’ จะหลุดจากเก้าอี้เพราะเรื่องบ้านพัก - และใช่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ว่าพลเอกประยุทธ์ไม่ขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะ “กําหนดให้อดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบกซึ่งทําคุณประโยชน์ให้กับกองทัพบกและประเทศชาติและเคยดํารงตําแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาแล้ว มีสิทธิเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก”

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 เกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าอาจเกิดการเปลี่ยนตัวผู้นำ หรืออาจเกิดการรัฐประหารเพื่อคลี่คลายสถานการณ์การชุมนุม เรื่องนี้ทำให้ผู้ชุมนุมเองก็ออกแนวคิดซ้อมต้านรัฐประหารออกมา

เหตุการณ์ผ่านไป ไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้นำ The Special One ยังอยู่ แต่หากวันนั้นมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่จริง คนคนนั้นจะเป็นใคร

จากคดีบ้านพักหลวง จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เคยทำนายไว้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขาดคุณสมบัติ และผู้ที่จะได้ตำแหน่งนายกฯ ส้มหล่นไปคือ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อนุทินให้ความเห็นต่อคำทำนายนี้ว่า ยังคงทำงานเหนียวแน่นกับพลเอกประยุทธ์และพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังคงสนับสนุนหัวหน้ารัฐบาลให้ทำงานต่อไปได้

“เหนียวแน่น เหนียวแน่นมาก ไม่มีส้มหล่น กลัวแต่ทุเรียนหล่นใส่ขา เดี๋ยวขาเจ็บ ขาแหก ไม่ไหว เดินไม่ได้ ยืนยันว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ พรรคภูมิใจไทยยังให้การสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป”

ในช่วงการระบาดของโควิด-19 หากจะหาใครที่โดนทุเรียนหล่นใส่ขา ก็คงไม่พ้นอนุทินจริงๆ

‘อนุทินเป็นหมอหรือเปล่า’ อาจเป็นคำค้นแนะนำในเสิร์ชเอนจิน, “จะให้กราบก็ยอม” กรณีวัคซีนไฟเซอร์, การจัดการโควิด-19 และบริหารวัคซีนล่าช้า ไม่มีประสิทธิภาพรวมถึงข้อครหาจากชาวโซเชียลว่ามีการจัดตั้งไอโอขึ้นมาอวยการทำงานของ ‘รองฯ หนู’ อย่างเป็นขบวนการ ฯลฯ

สิ่งดังกล่าวข้างต้นคงทำให้หลายคนคิดว่า หากจะมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล น่าจะเป็นอันดับแรกๆ...ที่โดนกาทิ้ง

แต่เดี๋ยวก่อน หากลองย้อนดูเสียงในสภาฯ และการเสนอชื่อแคนดิเดตตั้งแต่สมัยเลือกตั้ง 2562

พรรคพลังประชารัฐ เสนอชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ ชัยเกษม นิติสิริ

พรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

พรรคอนาคตใหม่ เสนอชื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล

สุดารัตน์ตั้งพรรคใหม่, ชัชชาติเบนเข็มไปที่ผู้ว่าฯ กทม., อภิสิทธิ์ลาออกจาก ส.ส., ธนาธรถูกยุบพรรค ตัดสิทธิ์

แต่อนุทินและพรรคภูมิใจไทยยังอยู่ จาก 19 พรรคร่วมรัฐบาล เสียงส่วนใหญ่ของรัฐบาลคือพรรคพลังประชารัฐ 122 ที่นั่ง และพรรคภูมิใจไทยคือพรรคที่มีเสียงเป็นอันดับ 2 จำนวน 61 ที่นั่ง

ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ที่อนุทินมีโอกาสได้ส้มหล่น เพราะหลังเลือกตั้ง บุคคลที่เราเรียกว่า ‘The Negotiator’ เคยเป็นที่ต้องการนักหนาของสองขั้วการเมืองใหญ่ จนต้องเจรจาต่อรองกันหลายยก

พรรคเพื่อไทย แม้ว่าจะมี ส.ส.แบ่งเขตมากที่สุด แต่แม้จะจับมือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านแล้ว ก็ยังไม่แน่ว่าจะสู้กับพรรคพลังประชารัฐที่เสนอชื่อพลเอกประยุทธ์ และ ส.ว. 250 คนจากการแต่งตั้งของ คสช.
เงื่อนไขเจรจาตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยคือ ยินดีรับฟังข้อเสนอทุกพรรค แม้แต่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและกระทรวงเกรดเอ โดยมีเป้าหมายหลักคือ รวบรวมเสียงให้ได้เกิน 300 เสียง สกัดไม่ให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย

ข้อเสนอสุดทางคือ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยอมหลีกทาง เพื่อดึงเสียงของพรรคภูมิใจไทยเข้ามา และให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

นั่นจึงเป็นสองครั้งที่อนุทินไม่ได้มีบทบาทแค่นักเจรจาวัคซีนที่โดนไล่รายวัน แต่เป็น The Negotiator ที่ใครๆ ต้องการ ถือไพ่เหนือกว่า และมีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีได้จริงๆ

ไม่แน่ใจว่า episode ใหม่ของการเมืองไทยในยุคหน้า หากบัญชีรายชื่อนายกฯ มีชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล คงจะมีอะไรให้ติดตามอีกไม่น้อยเลยทีเดียว

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557รัฐประหาร 2557ประยุทธ์ จันทร์โอชามีชัย ฤชุพันธุ์วิษณุ เครืองามทหารอนุทิน ชาญวีรกูลส.ว.special contentpremium content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันอังคารที่ 3 สิงหาคม 2564 เวลา 03:06 น.