ไลฟ์สไตล์
100 year

โฟกัสสถานการณ์โควิดต้อนคนไทยเข้า “โซนมรณะ” : วาระแห่งชาติ วัคซีนรอดหมู่

ทีมข่าวการเมือง
16 พ.ค. 2564 05:08 น.
SHARE

ไทยแลนด์แซงมหาอำนาจจีนแล้ว ล่าสุดยอดผู้ป่วยสะสมจากการติดเชื้อโควิด–19 ของเมืองไทยที่ทะลุใกล้แตะหลักแสนราย สูงกว่ายอดผู้ป่วยสะสมของจีนแผ่นดินใหญ่ที่นิ่งอยู่ในระดับ 9 หมื่นต้นๆ

มาทีหลังแต่แรงแหกโค้งแซงประเทศต้นทางระบาด แนวโน้มยังส่อปาดหน้า ไต่อันดับต่ำกว่าร้อยของประเทศทั่วโลก เมื่อเทียบสถิติตัวเลขเหยื่อวิกฤติโควิด

ข่าวแนะนำ

ณ วันที่คนไทยลุ้น “คนตาย” เลยจุดตื่นเต้นกับตัวเลขผู้ติดเชื้อแล้ว

ตามแนวโน้มสถานการณ์เหยื่อเสียชีวิตรายวันจากไวรัสมรณะทะลุหลัก 30 กว่าศพ ล้อไปกับจำนวนคนไข้วิกฤติในไอซียูจ่อแตะหลักพันราย ยอดตายสะสมไหลทะลุกว่า 500 ศพ

เทียบกับสหรัฐอเมริกา ยุโรป ทั้งอังกฤษ สเปน อิตาลี เมืองจีน หรือแม้แต่ในกลุ่มอาเซียนอย่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ที่สถานการณ์โควิด–19 เริ่มนิ่ง เพราะผู้นำรัฐบาลและทีมบริหารประสบความสำเร็จในยุทธศาสตร์ สกัดการลุกลามของโรคระบาด ถึงขั้นอนุญาตให้ทดลองเปิดชมคอนเสิร์ต สนุกกันสุดเหวี่ยง

ประกาศชัยชนะ ใกล้กลับสู่ภาวะปกติ

ประเทศวิกฤติช่วงแรก ต้นร้าย ปลายดี ต่างกับไทย ที่เริ่มต้นท่าดี แต่ปลายร้าย ระลอก 2 ต่อเนื่องระลอก 3 ยังไม่มีหลักประกันระลอกสุดท้าย โทษใครไม่ได้ นอกจากจังหวะ “พลาด” ของฝ่ายบริหารประเทศ ยุทธศาสตร์จัดการวิกฤติโควิด-19 ที่ขาด “วิชั่น” ไร้การวางแผนข้ามช็อต

แถม “จุดบอด” ธรรมชาติรัฐบาลผสมแบบไทยๆที่อยู่กับเกมอำนาจและผลประโยชน์

ไม่แยกเกมการเมืองกับความเป็นความตายของประชาชน

โดยเฉพาะจุดด้อยเชิงบริหารที่ไม่เผื่อความเสี่ยง ไม่กระจายการจองวัคซีนหลายๆยี่ห้อ ไม่เน้นการตุนยารักษา ทำให้วิกฤติวัคซีนสวนทางกับการระบาดที่มีต้นตอระบาดจากคลัสเตอร์ ผลพวงจาก “ส่วย” แรงงานต่างด้าวเถื่อน บ่อนเถื่อน ไปยันสถานบันเทิงสีเทาๆดำๆ

รัฐหย่อนยานการบังคับใช้กฎหมาย ปล่อยขบวนการทุจริตคอร์รัปชันอำนาจและผลประโยชน์ นำมาซึ่งการระบาดระลอก 2 ระลอก 3 ไม่ใช่เพราะประชาชน “การ์ดตก” แต่อย่างใด

มันจึงเป็นอะไรที่สังคมหมดศรัทธา ขาดความเชื่อมั่น

สถานการณ์ลามมาถึงอาการ “แพนิก” ผู้คนบางส่วนไม่กล้าฉีดวัคซีนโควิด-19 เพราะไม่ไว้วางใจในมาตรฐานความปลอดภัยจากภาวะผลข้างเคียง

เป็นปฏิกิริยาต่อเนื่องจากอารมณ์กังขารัฐบาลล็อก “ไฟต์บังคับ” ให้ฉีดวัคซีนแค่บางยี่ห้อ โดยเฉพาะการปฏิเสธวัคซีน “ซิโนแวค” ของประเทศจีน กลัวไม่มีประสิทธิภาพเท่ายี่ห้อของตะวันตก

ท่ามกลางกระแสเขย่าขวัญ ปฏิบัติการมั่วสมรภูมิข่าวโซเชียลฯ

ทั้ง “หมอหิวแสง” อาจารย์แพทย์ที่ตีกรรเชียงอยู่วงนอก ปล่อยข้อมูลกรอกหูชาวบ้าน แฉอาการผลข้างเคียงจากวัคซีน ทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดสมองตีบ อีกด้าน “หมอการเมือง” ก็ออกมาเคลียร์หน้าเสื่อ ตีปี๊บข้อมูลเชิงบวกตามใบสั่งของฝ่ายบริหาร โยนความผิดพลาดการ์ดตกให้ประชาชน

มีแค่ “หมออาชีพ” ไม่กี่คน อย่าง นพ.ยง ภู่วรวรรณ อาจารย์แพทย์ใหญ่จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับวัคซีนได้อย่างสมเหตุสมผล หรือ นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ที่แนะนำคนไทยให้รีบจองฉีดวัคซีนทั้งซิโนแวคและแอสตราเซเนกา สามารถป้องกันไวรัสโควิดสายพันธุ์อังกฤษได้ดี

นั่นก็เลยไม่เพียงพอจะสู้กับ“เฟกนิวส์”ที่ถูกจริตสังคมแบบไทยๆ มือไว กดไลค์ กดแชร์ โชว์ภูมิกันเต็มโลกออนไลน์ พูดต่อกันปากต่อปาก ทั้งๆที่ไม่ชัวร์ข้อมูลจริงหรือปลอม

ชาวบ้านผวา ไม่รู้จะฟังใคร กลัวจนแทบเป็นโรคประสาท

แม้แต่ตำรวจยังแหยง แบบที่เห็นข่าวเลี่ยงฉีดวัคซีนเกือบทั้งโรงพัก

จากปมวัคซีนช้ามาถึงสถานการณ์คนไม่กล้าฉีดวัคซีน โจทย์ยากซ้ำซ้อน ในภาวะที่ไวรัสโควิดล้อมเมือง ต้อนประชาชนคนไทยเข้าโซนมรณะ

ความหวังทางรอดสุดท้ายอยู่ที่วัคซีน กระตุ้น “ภูมิคุ้มกันหมู่”

ภายใต้แรงกดดัน เดิมพันหมดหน้าตัก “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่รวบอำนาจเล่นบท “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” ต้องเทกแอ็กชัน

ประกาศการฉีดวัคซีนโควิดเป็น “วาระแห่งชาติ”

มุกกระตุกพลัง ตีปี๊บกระแส แห่ธงเดินหน้าไปสู่เป้าหมายกระตุ้นภูมิคุ้มกันหมู่ ปูพรมฉีดวัคซีนให้คนไทยครบ 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากร 65 ล้านคน ให้ทันในสิ้นปี 2564

ถ้าช้ากว่านี้คนไทยส่อตายเพิ่ม สถานะผู้นำของ “บิ๊กตู่” ก็รอดยากเหมือนกัน

ถึงจุดนายกฯประกาศวัคซีนวาระแห่งชาติ แต่จับอารมณ์สังคมก็ยังไม่รับมุกสักเท่าไหร่ ด้วยเพราะเครดิตความเชื่อมั่นที่หายไป จากที่รัฐบาลบริหารจัดการวัคซีนโควิดพลาด ทำให้ล่าช้า

นั่นไม่เท่ากับว่า “ลูกมั่ว” ยังนัวไปหมด

จากยุทธศาสตร์ของรัฐบาลโดย ศบค.ที่ไปกันคนละทางสองทาง ขาดการบูรณาการ ทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบที่ด้านหนึ่งก็แจ้งให้ประชาชนจองวัคซีนจากแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” แบ่งเป็นกลุ่มตามความเร่งด่วน คนอายุเกิน 60 และกลุ่ม 7 โรคเสี่ยง ได้คิวก่อน

แต่ครั้นพอเกิดเหตุคลัสเตอร์คลองเตย ลามระบาดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้ ศบค.ต้องระดมฉีดวัคซีนให้คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงตามชุมชน ที่จำกัดวงลามลำบาก เพราะยังลากไปถึงผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อจำนวนมาก โดยเฉพาะคนขับรถโดยสารสาธารณะที่มียอดคนติดโควิดเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ

ทำให้เกิดภาพข่าวที่ กทม.เปิดจุดฉีดโควิด กระจายตามพื้นที่ต่างๆ

อีกทางก็เป็นภาคเอกชน บริษัท ห้างร้าน ที่รับสนองนโยบาย พล.อ.ประยุทธ์ ในการเปิดพื้นที่ให้บริการประชาชน เป็นจุดฉีดวัคซีนโควิด เป็นข่าวแพร่กระจาย

และก็เป็น “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ประกาศภายหลังการประชุมคณะ กรรมการวัคซีนแห่งชาติ มีมติให้ฉีดวัคซีนโควิดแบบ “walk in” ให้ประชาชนเดินเข้าไปขอฉีดได้เลย นอกเหนือจากคนที่จองผ่านแอปฯ “หมอพร้อม”

มันจึงกลายเป็นความสับสน บรรยากาศอลหม่าน

แบบที่ประชาชนเดินทางไปตามบริษัทห้างร้านที่เปิดจุดรับฉีดวัคซีน ตามความเข้าใจว่าสามารถ walk in เข้าฉีดได้เลย แต่ก็ต้องเก้อ แถมเดินทางเสี่ยงกับการติดเชื้อ

และเป็นฝ่าย กทม.ที่บอกปัดยังไม่พร้อม walk in ฉีดวัคซีน

ก่อนที่นายอนุทินจะเคลียร์ความชัดเจนอีกรอบว่า การ walk in ฉีดวัคซีนจะเริ่มในต้นเดือนมิถุนายน ที่วัคซีนแอสตราเซเนกาจะทยอยส่งให้ประเทศไทย โดยจะจัดเป็น 3 รูปแบบ คือ 1.จองผ่านแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” 2.นัดเป็นกลุ่มก้อน เช่น อสม. องค์กรภาครัฐและเอกชน 3.การปูพรมรูปแบบ walk in

สรุป ตีปี๊บล่วงหน้า แต่ต้องรอวัคซีนมาถึงก่อน

คนไทยหัวร้อน ทั้งเกร็ง ทั้งกลัว ยังสับสนกับภาคปฏิบัติในการบริหารจัดการของรัฐบาล

อะไรไม่เท่ากับว่า ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน ยังมีรายการแฝงเหลี่ยม ชิงแต้มทางการเมือง หวังผลประโยชน์ในเกมเลือกตั้งตามอาการแบบที่ “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.โพสต์รูปผ่านเพจ “จักรทิพย์คนทำงาน” เป็นเชิงเหน็บ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.ที่ขึ้นป้ายโฆษณาผลงานจัดการโควิดไปทั่วเมือง พร้อมข้อความสั้นๆ “เป็นผม ผมไม่ทำ”

ตอกย้ำปมขบเกลียวระหว่างแคนดิเดตผู้สมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม.

อารมณ์หมั่นไส้ของ “บิ๊กแป๊ะ” ที่เบียดแย่งตั๋วชิงเบอร์หนึ่งเสาชิงช้า กับ พล.ต.อ.อัศวิน ให้เข้าตาผู้มีอำนาจ

ต่อเนื่องกับป้ายโฆษณาที่นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่าที่ผู้สมัคร “ตัวเต็ง” ผู้ว่าฯเมืองกรุง ที่โพสต์บลัฟ พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.ต.อ.อัศวิน อ้างวัคซีนที่จัดซื้อโดยภาษีประชาชนเป็นผลงาน สร้างคะแนนนิยม

ไวรัสอำนาจและผลประโยชน์ แทรกวิกฤติไวรัสมรณะ

สไตล์การเมืองน้ำเน่าแบบไทยๆ ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้านที่ตั้งแท่นล่อเป้า พล.อ.ประยุทธ์ ยื่น ป.ป.ช.ฟันแถมพ่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฐานล้มเหลวในการบริหารจัดการโควิด คนในเครือข่ายรัฐบาลขัดแข้งขัดขาชิงคะแนนทางการเมืองกันเอง

พฤติการณ์ยิ่งทำให้ผู้คนหมดหวัง ว้าเหว่ ไม่รู้จะฝากความหวังที่ใคร

แต่ ณ จุดนี้ คนไทยต้องพึ่งตัวเองให้มากที่สุด จำเป็นต้องมองข้ามการเมือง เรื่องเน่าๆในเกมอำนาจ

จุดสำคัญเหนืออื่นใด ประชาชนต้องเอาตัวรอดจากวิกฤติไวรัสมรณะ

ยึดข้อมูลจากปรากฏการณ์ 3 คณบดีคณะแพทยศาสตร์ 3 สถาบันหลัก ทั้ง ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี และ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผนึกกำลัง ออกโรงแนะนำประชาชนให้ฉีดวัคซีนโควิด

เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ หยุดสถานการณ์ติดเชื้อที่พุ่งขึ้นรายวัน ยอดคนตายทะลัก โรงพยาบาลล้น ห้องไอซียูไม่พอรองรับคนไข้โคม่า บุคลากรทางการแพทย์ไม่พอรับมือ เหนื่อยล้าเต็มที

นาทีนี้ วัคซีนที่ดีที่สุดคือวัคซีนที่ฉีดได้เร็วที่สุด

วัคซีนที่ผลข้างเคียงมากสุดคือวัคซีนช้า และวัคซีนที่ไม่ได้ฉีด.

“ทีมการเมือง”

ปฏิบัติการไทยรัฐ ฝ่าวิกฤติโควิด-19

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19วัคซีนโควิดซิโนแวคแอสตราเซเนกาวาระแห่งชาติหมอพร้อมจักรทิพย์ ชัยจินดาอัศวิน ขวัญเมือง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 08:51 น.