ไลฟ์สไตล์
100 year

หว่านแจกเงินแก้ไม่ตรงจุด ตื่นตัวเอาตอนโควิดระบาด ต้องเร่งฉีดวัคซีนมากและเร็วที่สุด

ไทยรัฐออนไลน์
13 พ.ค. 2564 08:30 น.
SHARE
  • ไม่มีมาตรการเชิงรุกพื้นที่เสี่ยง ตื่นตัวเอาตอนโควิดระบาดไปแล้ว
  • วัคซีนลอตใหญ่กำลังจะมา แต่ถ้ารัฐบาลไม่พร้อมก็ไร้ประโยชน์
  • แจกเงินแบบหว่านช่วยไม่ถูกจุด แนะช่วยร้านอาหาร พ่อค้าแม่ขาย

    สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในห้วงเดือน เม.ย. ลากข้ามเดือนมายัง พ.ค. ยังไม่บรรเทาเบาบางลง ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายวันยังสูงในระดับหลักพัน ซ้ำผู้เสียชีวิตก็มากขึ้น การรายงานยังพบผู้ป่วยตามชุนชนต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง และมีผู้ติดเชื้อมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศในทุกวัน แม้จะมีการพยายามตรวจเชิงรุกให้มากขึ้น เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนร่วมกันทำงานไม่เว้นวันหยุด รัฐบาลยกระดับมาตรการเข้มในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) 6 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ห้ามนั่งทานอาหารในร้าน และขายได้ถึงเวลา 21.00 น.

จวบจนใกล้จะครบกำหนดมาตรการยกระดับ 14 พ.ค. นี้แล้ว แต่ยังมีการระบาดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ครานี้เห็นทีคงต้องเหนื่อยกันไปอีกสักพักเพื่อจัดการควบคุมสถานการณ์ให้ได้ในเร็ววัน มาตรการแนวโน้มการผ่อนคลายก็คล้ายจะเลือนราง คงต้องรอลุ้นกันว่าที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. จะมีมติออกมาอย่างไร และจะเป็นไปในทิศทางไหนเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ดีขึ้นในเร็ววัน คู่ขนานไปกับการฉีดวัคซีนโควิดที่รัฐบาลพยายามจัดหาเข้ามาอย่างต่อเนื่องดังที่ตั้งเป้าไว้ว่าอย่างน้อยต้อง 100 ล้านโดส ในมุมมองของคนที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลและไม่ได้เป็นทั้งฝ่ายค้าน เราชวนไปคุยกับ กรณ์ จาติกวณิช” หัวหน้าพรรคกล้า ที่เป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าคิดเห็นอย่างไรกับการบริหารสถานการณ์ในปัจจุบันของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ่วงด้วยผู้อำนวยการ ศบค.

ต้องฉีดวัคซีนให้มากและเร็วที่สุด

สิ่งที่ต้องเร่งทำตอนนี้คือนำผู้ที่มีสิทธิ์ที่จะได้รับวัคซีนลอตแรกในช่วงเดือน มิ.ย.นี้ ขึ้นทะเบียน เพราะข้อมูล “หมอพร้อม” มีผู้ขึ้นทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีน 2.4 ล้านคน (ข้อมูล ณ เวลา 20.00 น. วันที่ 12 พ.ค. 2564) ซึ่งรอบแรกนี้เป็นของกลุ่มผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง รวม 16 ล้านคน ในขณะที่ในเดือน มิ.ย. รัฐบาลแจ้งว่าจะมีวัคซีนแอสตราเซเนกาเข้ามา 6 ล้านโดส หากขึ้นทะเบียนไม่ครบก็จะเสียโอกาสในการฉีดวัคซีน การให้โอกาสให้ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวได้รับวัคซีนก่อนเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะคนกลุ่มนี้เสี่ยงต่อการมีอาการร้ายแรงในกรณีที่ติดเชื้อ จึงควรจะคุ้มครองคนเหล่านี้ก่อน และที่สำคัญคือต้องฉีดวัคซีนให้คนไทยได้มากและเร็วที่สุด ซึ่งสิ่งที่ไม่ต้องการจะเห็นคือวัคซีนมา 6 ล้านโดส แต่มีคนขึ้นทะเบียนไม่ถึง 6 ล้าน ทำให้การฉีดวัคซีนล่าช้า

ปัญหาอยู่ที่การจัดการของรัฐบาล จากสถิติการลงทะเบียนจองคิวฉีดวัคซีนมี 2 จังหวัด คือ ภูเก็ตและลำปาง ที่ทำได้ในจำนวนมาก ซึ่งในส่วนของภูเก็ตมีการทยอยฉีดมาก่อนแล้ว ขณะที่ลำปางมีการลงทะเบียน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 พ.ค.) กว่า 2.2 แสนคน จากประชากร 7.4 แสนคน เป็นผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 1.7 แสนคน หากรวมกับผู้มีโรคประจำตัว น่าจะหมายความว่าลำปางลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์เกือบครบ 100% พร้อมตั้งคำถามว่า ทำไมบางจังหวัดมีการลงทะเบียนแค่ 1,000 คน ขณะที่กรุงเทพมหานครก็ทำได้เพียง 5 แสนคน จากประชากรที่มากกว่าลำปาง 8-9 เท่า ชัดเจนว่าถ้าบริหารจัดการดีก็ลงทะเบียนได้ ต้องศึกษาว่าลำปางประสบความสำเร็จด้วยวิธีใด

4 ปัญหาหลักทำจองฉีดวัคซีนไม่ตามเป้า

เท่าที่ประเมินจากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน คิดว่าปัญหาหลักอยู่ที่ 1.“ความกลัว” จากข้อมูลข่าวสารจริงบ้างเท็จบ้างออกมามากจึงอาจทำให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ มีความกังวล 2.ในช่วงที่ผ่านมาระบบ “หมอพร้อม” ใช้ยากมาก ส่วนตัวทำให้กับสมาชิกในครอบครัวใช้เวลาเป็นวัน 3.ผู้สูงอายุหลายคนไม่มีข้อมูล ไม่รู้จักหมอพร้อม ไม่รู้เรื่องสิทธิ์ ความสำคัญของการฉีดวัคซีน 4.กลุ่มคนบางส่วนไม่แน่ใจในวัคซีนที่รัฐบาลจัดหาให้ จึงอยากรอดูตัวเลือกว่ามีจะมีวัคซีนอื่นหรือไม่ แต่ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ด้วยการบริหารจัดการและการสื่อสารที่ดี ซึ่งลำปางและภูเก็ตทำให้เห็นแล้ว

กรณีประชาชนบางส่วนที่พร้อมควักกระเป๋าเพราะอยากจะฉีดวัคซีนจากเอกชนมากกว่านั้น ตอนนี้ที่รัฐบาลบอกว่ามีมาแน่นอน 60 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งก็เพียงพอต่อคนไทยทุกคนที่อยากจะฉีด อีกทั้งวัคซีนแอสตราเซเนกาก็เป็นวัคซีนมาตรฐานสากลที่น่าจะมีการฉีดมากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก และหลายๆ ประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้วประสบความสำเร็จในการลดการแพร่เชื้อก็ฉีดแอสตราเซเนกา กรณีประชาชนรอที่จะซื้อ หรือรอที่จะฉีดวัคซีนชนิดอื่นนั้น ขณะนี้รัฐบาลก็เจรจากับไฟเซอร์แล้ว จะมีวัคซีนเข้าช่วงไตรมาส 4 ก็รอได้

“ผมเองมองว่าจริงๆ เราควรจะรีบฉีดกัน เพราะไม่ใช่เรื่องของการป้องกันตัวเองอย่างเดียว แต่เป็นการป้องกันครอบครัวเรา คนใกล้ชิด คนที่เรารัก และแต่ละคนก็มีส่วนร่วมในการที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศด้วย ถ้าทุกคนรอ และมีประชาชนสัดส่วนน้อยกว่าที่ควร ประเทศเราก็กลับไปสู่ภาวะปกติไม่ได้ ผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ขาย ประชาชน ที่เดือดร้อนอยู่ก็ต้องเดือดร้อนยาวนานต่อไปอีก เพราะฉะนั้นผมก็มองว่ามันเป็นเรื่องที่ควรจะต้องช่วยกัน”

วัคซีนมาถ้ารัฐบาลไม่พร้อมก็ไร้ประโยชน์

ก็เป็นที่รู้กันว่าไทยฉีดช้ากว่าประเทศอื่น แต่ถึงจุดนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะมองย้อนกลับไป เรื่องที่รัฐต้องทำคือช่วยนำประชาชนมาลงทะเบียนเพราะวัคซีนกำลังจะมา และจะเริ่มฉีดวัคซีนแอสตราเซเนกาในวันที่ 7 มิ.ย. ส่วนประชาชนก็มีหน้าที่ลงทะเบียนและรับการฉีดวัคซีน ทั้งนี้ บทบาทหน้าที่ของรัฐและประชาชนตอนนี้สำคัญกว่าที่จะมาตั้งคำถามว่า “ช้าไปหรือไม่” เพราะวัคซีนกำลังจะมาแล้ว หากรัฐบาลไม่พร้อม คนไม่ลงทะเบียน ก็ไม่มีประโยชน์ จึงควรพูดถึงภารกิจที่รออยู่ดีกว่า รัฐบาลต้องเตรียมเรื่องการฉีดวัคซีนให้พร้อมด้วย ไม่ใช่ว่าประชาชนลงทะเบียนแล้ว วัคซีนมาแล้ว แต่การฉีดยังไม่พร้อม ก็ไม่เป็นประโยชน์อีก

จากนี้ต้องดูเพื่อประเมินการทำงานของรัฐบาลในอนาคต ว่า 1.รัฐบาลสามารถนำประชาชน 2 กลุ่มที่มีสิทธิ์รับวัคซีนในเดือน มิ.ย. ลงทะเบียนได้ในจำนวนที่เพียงพอหรือไม่ อย่างน้อยที่สุดต้อง 6 ล้านคน และอีก 10 ล้านคนในเดือน ก.ค. นี่คือตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการทำงานของรัฐบาล ต้องดูด้วยว่าสัดส่วนของผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัวมาขึ้นทะเบียนเท่าไร ถ้าขึ้นได้น้อยรัฐบาลต้องรับผิดชอบ สุดท้าย เมื่อถึงเวลาการบริหารจัดการการฉีดวัคซีนมีประสิทธิภาพหรือไม่ จะฉีดครบ 6 ล้านคนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายในเดือน มิ.ย. หรือไม่

ไม่มีมาตรการ ตื่นตัวเอาตอนระบาดไปแล้ว

ตรวจเชิงรุกยังจำเป็น เพราะช่วงนี้ยังต้องแยกตัวผู้ติดเชื้อออกมา เพื่อไม่ให้มีการแพร่เชื้อ เนื่องจากยังมีผู้เสียชีวิตรายวันหลักสิบไปจนถึง 30 กว่าราย จึงต้องป้องกันตรงนี้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ชุมชนแออัด ควรต้องตรวจเชิงรุก แยกและกักตัวอย่างต่อเนื่อง และอีกหลายเดือนที่ต้องดำเนินการเช่นนี้ รัฐบาลควรที่มีมาตรการเชิงรุกกับพื้นที่เสี่ยงอย่างชุมชนแออัดมาตั้งแต่ก่อนจะเกิดคลัสเตอร์คลองเตย ซึ่งชัดเจนอยู่แล้วในลักษณะของที่อยู่อาศัยและวิถีชีวิตเขามีความเสี่ยง ถ้าติดเชื้อขึ้นมาก็มีโอกาสที่จะแพร่เชื้ออย่างรวดเร็ว มีตัวอย่างที่อินเดีย ชุมชนแออัดที่ใหญ่มากในมุมไบ ชื่อ ธาราวี (Dharavi) มีประชากรในชุมชนนี้ประมาณ 7 แสนคน แต่มีการบริหารจัดการเชิงรุกทำให้ผู้ติดเชื้อในชุมชนน้อยกว่าการติดเชื้อเฉลี่ยทั่วประเทศด้วยซ้ำ ทั้งที่สภาพความเป็นอยู่ สภาพแวดล้อม สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อมากกว่า เพราะเขามีมาตรการแต่แรก

“ของเราไม่ได้มีมาตรการเลย มาตื่นตัวเอาก็ตอนที่มันเกิดการแพร่ระบาดไปแล้ว ตอนนี้ก็ต้องดำเนินการเชิงรุกกับพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ปรากฏว่ามีการแพร่เชื้อก็ตาม ต้องจับตาดูภารกิจที่ต้องทำของรัฐบาลจากวันนี้ เรื่องสำคัญคือวัคซีนมา 6 ล้านโดสในเดือน มิ.ย. คุณต้องฉีดให้กลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ด้วย”

ส่วนเรื่องการโอนอำนาจรัฐมนตรีให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 นั้น ไม่มีความเห็นในประเด็นนี้ แต่ที่ชัดเจนที่สุดคือเป็นเรื่องทำได้ ฉีดวัคซีนวันละ 10,000 โดสต่อจังหวัดทำได้ เพราะภูเก็ตก็ทำมาแล้ว ลงทะเบียน 2.2 แสนคนใน 10 วัน ก็ทำได้ เพราะลำปางทำมาแล้ว จึงไม่มีเหตุผลว่าทำไมจังหวัดอื่นๆ ถึงจะทำเหมือนภูเก็ตและลำปางไม่ได้ ตรงนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลท่ีจะต้องขับเคลื่อนให้เห็นผล

มาตรการแจกเงินแบบหว่าน ช่วยไม่ถูกจุด

ส่วนตัวมองว่ากระจายเกินไปจึงอาจจะไม่ส่งผลตามต้องการเท่าที่ควร ซึ่งพรรคกล้า ยืนยันข้อเสนอว่ารัฐบาลควรที่จะมีมาตรการเยียวยาโดยตรงให้กับกลุ่มที่กำลังเดือดร้อน และอาจส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เช่น กลุ่มร้านอาหาร ที่ทั้งประเทศมีประมาณ 2 แสนกว่าร้าน หลายร้านในหลายพืนที่ก็มีคำสั่งห้ามทานในร้าน ทำให้เขาขาดรายได้ ประเด็นสำคัญคือมีประชาชนที่มีรายได้โดยตรงจากร้านอาหารหลายล้านคน ลองคิดโดยเฉลี่ยแต่ละร้านมีผู้เกี่ยวข้อง พนักงานร้านละ 5 คน 2 แสนร้านก็กว่า 1 ล้านคนแล้ว ไม่นับรวมผู้ทำมาหากินทางอ้อม ผู้ที่ขายผัก ข้าว เนื้อสัตว์ และสิ่งต่างๆ ให้กับร้านอาหาร ก็เดือดร้อนไปด้วย

ช่วงจังหวะนี้ที่เห็นแล้วว่าวัคซีนกำลังมา อีก 3-4 เดือน ถ้ารัฐบาลบริหารจัดการได้ดี ก็น่าที่จะกลับไปสู่ความเป็นปกติได้มากขึ้น จะทำอย่างไรให้ช่วงดังกล่าวนี้ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจะได้รับการเยียวยา แต่กลับไม่มีมาตรการนี้ออกมา มันเป็นการหว่านคนละพัน สองพัน ผมคิดว่ามันไม่ได้ช่วยให้ถูกจุดเท่าที่ควร

ในเรื่องมาตรการฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่จะนำร่องในภูเก็ต หรือ Phuket Sandbox ที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวซึ่งฉีดวัคซีนครบและมีใบรับรองเข้ามาท่องเที่ยวได้โดยไม่ต้องกักตัว ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ก.ค.นี้ มองว่าเป็นเรื่องดีที่ควรทำ โดยในจังหวัดเองก็มีการฉีดวัคซีนให้กับคนในพื้นที่เพื่อสร้างความมั่นใจกับชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาด้วย เป็นเหมือนการได้รับการป้องกันคุ้มครอง 2 ระดับ น่าจะทำให้ทุกคนสบายใจและมีความมั่นใจได้ นอกจากนี้ยังคิดว่าชาวต่างประเทศที่อยากจะเดินทางมาพักผ่อนหลังจากกักตัวมานานน่าจะมีไม่น้อย ซึ่งในประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในสัดส่วนที่สูงสามารถกลับไปเปิดร้านค้าร้านอาหารได้คึกคัก เศรษฐกิจกลับมาอยู่ในระดับปกติอย่างรวดเร็วมาก ทั้งนี้มีความหวังว่าถ้าเราสามรถที่จะทดลองเปิดพื้นที่อย่างภูเก็ต ก็น่าที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจไม่น้อย

เตรียมช่วยผู้สูงวัยลงทะเบียน “หมอพร้อม”

ในส่วนของโครงการ “กล้าสู้โควิด” เริ่มขึ้นช่วงประมาณสงกรานต์ หลังพบว่ามีผู้ป่วยโควิด-19 หาเตียงรักษาพยาบาลไม่ได้ จึงออกมาช่วยประสานกับหน่วยราชการเพื่อหาเตียงให้ จนถึงปัจจุบันช่วยหาได้แล้วประมาณ 100 เตียง รู้สึกดีที่มีโอกาสในการช่วย และหลายๆ พรรคก็ออกมาทำโครงการในลักษณะนี้ เป็นเรื่องดีที่สังคมหันมาช่วยเหลือกันในยามวิกฤติแบบนี้ จากนั้นก็พบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องกักตัว ไม่มีโอกาสออกไปทำมาหากิน จึงช่วยลดภาระด้วยการจัดทำข้าวกล่องไปแจกจ่ายตามชุมชนผ่านโครงการ “กล้าเติมอิ่ม” ต่อมามีทั้งเชฟ ร้านอาหาร แม่บ้าน รวมถึงประชาชน ร่วมกันบริจาคของเข้ามา และบางส่วนช่วยทำอาหารมาช่วย เป็นอีกโครงการที่ยังทำอยู่อย่างต่อเนื่องทุกวันทุกเขตในกรุงเทพมหานคร สร้างบรรยากาศทางบวกให้กับสังคม

ขณะที่ภารกิจใหม่ของพรรคกล้าที่กำลังจะเริ่มทำคือ การลงพื้นที่ช่วยผู้สูงอายุลงทะเบียนฉีดวัคซีนโควิด-19 เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญ แต่ข้อเท็จจริงผู้สูงอายุหลายคนอาจจะไม่มีข้อมูล ทำไม่เป็น หรือไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือ และการลงทะเบียนไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ ถ้าไม่มีการให้ความช่วยเหลือก็อาจทำให้เสียสิทธิ์ไป โดยจะดำเนินการลงพื้นที่ช่วยผู้สูงอายุลงทะเบียนหมอพร้อมเพื่อเข้ารับวัคซีนต่อไป

“ผมยังเชื่อการศึกษาสถานการณ์ที่ต่างประเทศ วัคซีนคือทางออกที่ดีที่สุดของสังคมเรา เพราะฉะนั้นก็อยากให้พวกเราทุกคนเตรียมความพร้อมในการที่จะฉีดวัคซีน หลายๆ คนพร้อมอยู่แล้วเพียงแต่รอวัคซีนมา แต่หลายคนก็ยังลังเลอยู่ ใครที่มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ยังลังเลอยู่ด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ช่วยกันอธิบายชี้แจงว่าการฉีดวัคซีนนอกจากคุ้มครองตัวเราเองแล้ว ส่งผลต่อการคุ้มครองคนที่เรารัก คนใกล้ตัวเราด้วย และยังส่งผลในภาพใหญ่ในการช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ จะทำให้เรากลับมามีชีวิตปกติทำมาหากินได้ ลดภาระความเดือดร้อนเรื่องปากท้องลงได้ด้วย เรื่องการเข้าถึงและเรื่องการฉีดวัคซีนถือเป็นเรื่องของพวกเราทุกคน ช่วยๆ กัน”

ใกล้เข้ามาแล้วกับวัคซีนลอตใหญ่ลอตแรก 6 ล้านโดสของแอสตราเซเนกาซึ่งผลิตโดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ที่จะทยอยส่งมอบให้ประชาชนได้รับการฉีดตั้งแต่ 7 มิ.ย. เป็นต้นไป และจะเข้ามาในเดือนถัดไปอีกเดือนละ 10 ล้านโดส ส่วนในช่วงเดือน พ.ค.นี้ ก็ยังมีวัคซีนจากซิโนแวคทยอยเข้ามาเช่นกัน ทั้งมาจากการสั่งซื้อและจีนบริจาคให้ รวมแล้ว 3.5 ล้านโดส ที่ปัจจุบันมีการฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง หลังการตรวจสอบคุณภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก่อนจะกระจายออกไป และยังมีวัคซีนยี่ห้ออื่นๆ ที่รัฐบาลกำลังเจรจาจัดหาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้อย่างน้อย 100 ล้านโดส แต่ไม่ว่าจะเข้ามามากแค่ไหน เรื่องสำคัญคือการบริหารจัดการให้ประชาชนเข้ารับการฉีดให้ได้มากและเร็วที่สุด เกิดปัญหาติดขัดน้อยที่สุด เพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประเทศ ฟื้นเศรษฐกิจได้ให้คนได้ลืมตาอ้าปาก พร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวกลับมาเยี่ยมเยือนแดนสยามอีกครั้ง.


ผู้เขียน : กิณรีสีอังกาบ
กราฟิก : Jutaphun Sooksamphun

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19special contentกรณ์ จาติกวณิชวัคซีนโควิดสถานการณ์โควิดไฮไลต์ไวรัสโคโรน่าพรรคกล้าหมอพร้อมลงทะเบียนหมอพร้อมกิณรีสีอังกาบpremium content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพฤหัสที่ 17 มิถุนายน 2564 เวลา 00:57 น.