แม้จะเป็นเพียงข่าวเล็กๆ แต่เป็นข่าวดี ที่อาจถือได้ว่าเป็นชัยชนะที่ไม่ธรรมดาของคนไทยที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย และหลักสิทธิเสรีภาพประชาชน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประกาศคณะรัฐประหาร คสช. 2 ฉบับที่ให้นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปรายงานตัว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

คดีนี้เป็นผลสืบเนื่องจากการยึดอำนาจของ คสช. เมื่อปี 2557 และมีคำสั่งให้นายวรเจตน์ไปรายงานตัว แต่อาจารย์วรเจตน์ได้กระทำการ “อารยะขัดขืน” ไม่ยอมไปรายงานตัวตามสั่ง จึงถูกฟ้องต่อศาลทหารเพื่อให้ลงโทษ ต่อมาคดีถูกถอนมาศาลแขวงดุสิต จำเลยได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประกาศของ คสช. ฉบับหนึ่งประกาศแล้ว จึงกำหนดโทษอาญาในภายหลัง ถือว่าขัดหลักนิติธรรม จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 26 ที่ระบุว่าการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดเสรีภาพบุคคล จะต้องไม่ขัดหลักนิติธรรม ส่วนประกาศอีกฉบับหนึ่งขัดมาตรา 29 ที่ห้ามการลงโทษทางอาญา เป็นการย้อนหลัง

บรรดาผู้ที่สนใจข่าวสารบ้านเมือง คงจะจำกันได้หลังรัฐประหาร 2557 มีคำสั่งเรียกตัวบุคคล เพื่อให้ไปรายงานตัวมากมาย แม้แต่คอลัมนิสต์ หรือ บก.หนังสือพิมพ์ก็ถูกเรียกตัวไป “ปรับทัศนคติ” คงจะต้องการปรับความเห็นของผู้ที่เห็นต่างให้มีความเห็นตรงกับ คสช. น่าจะรู้ว่าเป็นไปได้ยาก ถ้าจะบังคับให้เห็นดีเห็นงามกับรัฐประหาร

มีหลักการที่ว่าเมื่อยึดอำนาจสำเร็จคณะรัฐประหารจะกลายเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ผู้กุมอำนาจรัฐมีอำนาจออกประกาศหรือคำสั่งใดๆให้เป็นกฎหมาย เพื่อบังคับใช้ กับประชาชนทั้งประเทศ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนปวงชน เพราะรัฐธรรมนูญถูกฉีกทิ้ง ไม่มีอะไรเหลือที่อาจอ้างได้ว่าอำนาจเป็นของปวงชน

...

รัฐธรรมนูญระบุว่าบรรดาคำสั่งหรือกฎหมายใดๆ ที่ประกาศใช้โดย คสช. ยังเป็นกฎหมายที่ถูกต้องและบังคับใช้ต่อไป แม้จะมีรัฐธรรมนูญใหม่ หรือมีรัฐสภาใหม่ หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคอนาคตใหม่ ได้เสนอตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาบรรดาคำสั่งของ คสช. เพื่อยกเลิกฉบับที่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่พรรคถูกยุบเสียก่อน

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีอาจารย์วรเจตน์ น่าจะเป็นแรงบันดาลใจ ให้องค์กรการเมืองทั้งในและนอกสภา ได้สืบสานการศึกษาคำสั่งและกฎหมาย คสช. เพื่อยกเลิกฉบับที่ขัดรัฐธรรมนูญ และเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย น่าจะสามารถทำได้ เพราะใช้เสียงข้างมากในสภาตามปกติ ไม่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเหมือนการแก้รัฐธรรมนูญ.