เที่ยงกว่าวันจันทร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โพสต์ลงเฟซบุ๊ก แจ้งเรื่องการกระจายการฉีดวัคซีน ว่า “เช้าวันนี้ผมได้หารือทีมที่ปรึกษา เรื่องยกระดับการกระจายวัคซีนเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนสูงสุด เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายหลักดังนี้ครับ

1.ผลักดันให้มีการจัดหาวัคซีนให้ได้เพิ่มมากที่สุดในทุกวิถีทาง โดยมีเป้าหมาย 10-15 ล้านโดสต่อเดือน จากวัคซีนที่มีความหลากหลายในปัจจุบัน

2.ปรับโครงสร้าง มีการจัดกลุ่มแบ่งงาน ผสมผสานการทำงานระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนให้ชัดเจน โดยต้องให้มีการกระจายวัคซีนอย่างทั่วถึง ผลักดันแนวหน้าในการฉีดวัคซีนให้เป็นเชิงรุก เพื่อแบ่งเบาภาระจากโรงพยาบาลและสาธารณสุข

3.จัดให้มีศูนย์ฉีดวัคซีนทางเลือก โดยใช้สถานที่ที่เหมาะสม เช่น ศูนย์ประชุมฯ ศูนย์กีฬา โรงแรม เพื่อลดภารกิจของโรงพยาบาลหลักและสาธารณสุข ที่ต้องรองรับดูแลผู้ป่วยเป็นหลัก โดยศูนย์ฉีดวัคซีนฯจะดึงการมีส่วนร่วมในการฉีดวัคซีนทางเลือก ในกลุ่มที่มีศักยภาพเพิ่มเติมจากของภาครัฐ

4.ทั้งนี้เพื่อให้ บรรลุเป้าหมายการฉีดให้ได้ 300,000 โดสต่อวัน หรือมากกว่า และ เป้าหมายฉีดให้ประชาชน 50 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้หรือเร็วกว่า...”

ก็ต้องดูกันต่อไป คำสั่งนายกฯจะได้ผลแค่ไหน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นครั้งนี้ต้องชม สภาหอการค้าไทย และ 40 ซีอีโอบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่ช่วยกันกดดัน ทนไม่ไหวแล้ว กับการทำงานที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาล จึงเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลทั้งการจัดหาวัคซีนการกระจายวัคซีน ที่เอกชนมีความเชี่ยวชาญ มีเครือข่ายการจัดส่งทั่วประเทศ พร้อมทั้ง
เสนอสถานที่ฉีดวัคซีนเพื่อลดภาระโรงพยาบาลรัฐใน กทม. 10 แห่ง เช่น กลุ่มเซ็นทรัล เดอะมอลล์ สยามพิวรรธน์ โลตัส บิ๊กซี ทรูดิจิทัลพาร์ค มีที่จอดรถเยอะ ไปมาสะดวก

วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เชิญภาคเอกชน สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ สมาคมธนาคารไทย สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวฯ ไปหารือข้อเสนอของภาคเอกชน เรื่องการนำเข้าวัคซีนและการกระจายวัคซีน การซื้อวัคซีนจำเป็นต้องใช้หน่วยงานรัฐ แต่เรื่องการกระจายวัคซีน ผมว่าให้เอกชนทำเถอะ เขาเชี่ยวชาญเรื่องโลจิสติกส์อยู่แล้ว มีรถขนส่งแช่แข็ง มีศูนย์กระจายสินค้า มีประสิทธิภาพมากกว่าภาครัฐแน่นอน

ส่วน การจัดหาวัคซีน ภาคเอกชนมี วัคซีนซิโนฟาร์ม 10 ล้านโดส รออยู่แล้วพร้อมส่งมอบในสองสัปดาห์ แต่ติดที่ยังไม่ผ่าน อย. เพราะไม่มีตัวแทนในประเทศไทย ก็อยู่ที่หน่วยงานรัฐจะต้องเป็นเจ้าภาพขึ้นทะเบียนกับ อย. เพื่อให้สามารถนำเข้ามาใช้ได้

ผมเปิดดู การฉีดวัคซีนทั่วโลก จาก สำนักข่าวบลูมเบิร์ก วันจันทร์ที่ 26 เมษายน ฉีดไปทั่วโลกกว่า 1,023 ล้านโดส อันดับ 1 สหรัฐฯ ฉีดไปแล้ว 229 ล้านโดส 35.6% ของประชากร ฉีด 1 โดส 42.2% ฉีด 2 โดส 28.5% ฉีดได้วันละ 2.75 ล้านโดส อันดับ 2 จีน ฉีดไปแล้ว 220.30 ล้านโดส 7.9% ของประชากร อันดับ 3 อินเดีย ฉีดไปแล้ว 140.9 ล้านโดส 5.2% ของประชากร อันดับ 4 อียู ฉีดไปแล้ว 130 ล้านโดส 14.6% ของประชากร อันดับ 5 อังกฤษ ฉีดไปแล้ว 46.25 ล้านโดส 34.6% ของประชากร ฉีด 1 โดส 50.4% ฉีด 2 โดส 18.8%

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ สหรัฐฯมีประชากร 332 ล้านคน ฉีดโดสแรกไปแล้วกว่า 229 ล้านคน เหลืออีก 103 ล้านคน รวมเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ถ้าฉีดในอัตรานี้อีกไม่ถึง 2 เดือน สหรัฐฯก็ฉีดวัคซีนครบทุกคน แล้วสหรัฐฯก็จะมีวัคซีนเหลือมากมายต้องส่งออก วันนี้ “โมเดอร์นา” ผลิตได้ 600 ล้านโดส คาดว่าปีนี้จะผลิตได้ 1,000 ล้านโดส ยัง
ไม่นับ วัคซีนไฟเซอร์ วัคซีนเจแอนด์เจ รวมกันน่าจะเป็นพันล้านโดส อังกฤษ ฉีดอีกไม่เกินสองเดือนก็ครบเช่นเดียวกัน วัคซีนแอสตราเซเนกา ก็จะเหลืออีก การจัดหาวัคซีนจากนี้ไปคงไม่ยากเหมือนเดิมอีกแล้ว

ที่สำคัญที่สุดก็คือ การกระจายวัคซีน และ การเร่งฉีดวัคซีน ถ้าสามารถฉีดได้วันละ 3 แสนโดสจริง อีก 5-6 เดือนคนไทยก็ได้วัคซีนกันครบ 50 ล้านคน ปีหน้าจะได้ฟื้นเสียที.

“ลม เปลี่ยนทิศ”