การประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญล่ม! ร่าง พ.ร.บ.ประชามติขึ้นคาน! ตามด้วยการโทษซึ่งกันและกันระหว่าง ส.ส.ฝ่ายค้าน กับ ส.ว. กล่าวหาว่าอีกฝ่ายทำให้สภาล่ม เพราะแม้จะเดินทางมารัฐสภา แต่ไม่ยอมแสดงตน ไม่เข้าห้องประชุม จงใจไม่ให้ครบองค์ประชุม เพื่อขัดขวางการลงประชามติ ขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ
นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขานุการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรให้สัมภาษณ์สื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอกย้ำให้เห็นว่าสมาชิกรัฐสภา ที่ไม่ได้มาจากประชาชน แต่มาจากผู้มีอำนาจ มุ่งทำตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ ไม่ทำตามที่ประชาชนต้องการ น่าจะหมายถึง ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร เพื่อสืบทอดอำนาจ คสช.
ข้อกล่าวหานี้จะเท็จจริงอย่างไร เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ และถกเถียงกันต่อไป แต่ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ยากที่จะปฏิเสธก็คือ ผู้ใดได้รับการแต่งตั้งจากใครก็ย่อมภักดีต่อผู้แต่งตั้ง และถือเป็นบุญคุณนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเกือบ 90 ปี ประเทศไทยไม่ใช่จะเพิ่งมีสมาชิกรัฐสภาแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2560
แต่มีสมาชิกรัฐสภาแต่งตั้งมาตั้งแต่เมื่อใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 1 และ 2 ในปี 2475 เรียกว่า “ส.ส.ประเภท 2” ส่วน ส.ส.ที่มาจากเลือกตั้ง เรียกว่า “ส.ส.ประเภท 1” มีจำนวนและอำนาจเท่ากัน เขียนไว้ในบทเฉพาะกาล โดยอ้างว่าขณะนั้นคนที่จบประถมศึกษามียังไม่ถึงครึ่ง กลัวจะเลือก ส.ส.ไม่เป็น
บทเฉพาะกาลระบุว่าเมื่อครบ 10 ปี จะยกเลิก ส.ส.ประเภท 2 แต่เมื่อครบ 10 ปีแล้ว ยังต่ออายุเรื่อยๆ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญให้ ส.ส.แต่งตั้งช่วยสืบทอดอำนาจรัฐธรรมนูญต่อๆมาเรียกว่า “สมาชิกวุฒิสภา” หรือ ส.ว.มาจากแต่งตั้งเหมือนเดิม จนถึงรัฐธรรมนูญ 2540 จึงให้ ส.ว.ทั้ง 200 คนมาจากเลือกตั้ง
ส่วนรัฐธรรมนูญ 2550 ที่มาจากคณะรัฐประหาร คมช. ให้มี ส.ว. 150 คน มาจากเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน ส่วนที่เหลือครึ่งหนึ่งมาจากการสรรหา ไม่มีบทเฉพาะกาลให้ ส.ว.มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี จึงไม่สามารถสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร จึงต้องตั้งพรรคแข่งขันเลือกตั้ง แต่ได้ ส.ส.มาไม่ถึง 5 คน
จึงพูดกันว่าเป็นรัฐประหารที่ “เสียของ” เป็นบทเรียนของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้มี ส.ว.สรรหา 200 คน แต่มีบทเฉพาะกาล 5 ปี เพิ่มจำนวน ส.ว.เป็น 250 คนมาจากการแต่งตั้งของ คสช. มีอำนาจ เลือกหัวหน้า คสช. เป็นนายกรัฐมนตรีกลายเป็นความขัดแย้ง เพราะเข้าสู่อำนาจโดยไม่ชอบธรรม และไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ.