ไลฟ์สไตล์
100 year

ส.ว.แฉกลับคะแนนเขย่งโหวต ก.ม.ประชามติ ขู่ยื่นสอบฝ่ายค้านกดบัตรแทนกัน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
11 เม.ย. 2564 05:25 น.
SHARE

ฝ่ายค้าน-ส.ว.ฟัดกันไม่เลิก สาวไส้ ต้นเหตุสภาฯเกือบล่ม ดึงร่าง พ.ร.บ.ประชามติค้างเติ่ง “สุทิน” ฟ้องประชาชนรัฐบาลยื้อ ก.ม.สำคัญกระทบเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ยุทธพงศ์” กระแทก ส.ว.ตีรวนกลัวเสียอำนาจ บี้นายกฯต้องรับผิดชอบ “ก้าวไกล” หวดเกมเตะถ่วง สกัดรื้อ รธน. เล็งยื่นแก้ทั้งฉบับเดือน พ.ค. ขณะที่ “สมชาย” ศอกกลับโชว์แต้มโหวตรายมาตรา ส.ส. หายอื้อ อัดพฤติกรรมเด็กแว้นดีแต่โทษคนอื่น “เสรี” แฉมีคะแนนเขย่ง ไล่เช็กบิลเอาผิดกดบัตรแทนกัน

ฝ่ายค้านกับสมาชิกวุฒิสภากล่าวโทษกันไปมาว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาองค์ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 8 เม.ย. หวิดล่ม จนทำให้ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติต้องเลื่อนพิจารณาออกไปจนเปิดประชุมสมัยสามัญ โดยฝ่ายค้านฟ้องประชาชนถึงกระบวนการเตะถ่วงกฎหมายสำคัญ สกัดกั้นการแก้รัฐธรรมนูญ ขณะที่ ส.ว.ขู่ตรวจสอบเอาผิด ส.ส.กดบัตรลงคะแนนแทนกัน

ข่าวแนะนำ

พท.ฟ้อง ปชช.รบ.ยื้อ ก.ม.ประชามติ

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปรัฐบาล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเลื่อนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ออกไปจนเปิดประชุมสมัยสามัญว่า การที่ต้องเลื่อนพิจารณากฎหมายดังกล่าวออกไป ถือว่ากระทบต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราเตรียมนำเสนอต่อรัฐสภา เพราะสิ่งที่เราตั้งใจเสนอมาตรา 256 และแก้รายมาตรา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าหากแก้มาตรา 256 ถือว่าแก้ทั้งฉบับ จำเป็นต้องทำประชามติก่อน ต้องรอกฎหมายประชามติ เมื่อมีการเลื่อนการพิจารณาออกไปเช่นนี้ ทำให้ร่างที่เราเตรียมนำเสนอกระทบไปด้วย ไม่รู้จะ จบวันไหน ฝ่ายค้านมือน้อยเสียงน้อยทำอะไรได้ยาก ต้องฟ้องประชาชนและสังคมให้จี้ต่อมจริยธรรม ส.ว.และรัฐบาล ให้เห็นความสำคัญของกฎหมายประชามติเพื่อให้รีบพิจารณาให้เสร็จทันกับร่างรัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะเสนอ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ว่าหากเป็นการยื่นแก้ทั้งฉบับจะต้องทำประชามติก่อน

พ.ร.บ.ค้างเติ่งบี้นายกฯรับผิดชอบ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐสภาต้องเลื่อนพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติออกไปว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพราะ ส.ว.ต้องการเตะถ่วงการแก้รัฐธรรมนูญ เห็นได้จากการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ในวาระสาม ที่ ส.ว.ขัดขวางไม่ยอมให้โหวตและสุดท้ายก็โหวตตกไป เช่นเดียวกับร่าง พ.ร.บ.ประชามติ เมื่อเขาโหวตแพ้ในมาตรา 9 พยายามขอนับคะแนนใหม่ เมื่อถึงมาตรา 10 ก็ตีรวน เมื่อมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญครั้งล่าสุดที่พิจารณาไม่แล้วเสร็จ เป็นเพราะ ส.ว.ขอนับองค์ประชุมเพื่อหวังให้สภาล่ม จนประธานต้องเลื่อนการพิจารณาทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะ ส.ว.ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพราะกลัวเสียอำนาจ ดังนั้นคนที่ต้องรับผิดชอบจะกลับไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เพราะเป็นผู้แต่งตั้ง ส.ว.และเป็นคนประกาศว่าจริงใจในการแก้รัฐธรรมนูญ ทำไมไม่ไปพูดกับ ส.ว.ให้สนับสนุนประเด็นนี้

กก.เล็งยื่นแก้ รธน.ทั้งฉบับเดือน พ.ค.

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะเป็นการแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 คล้ายร่างที่เสนอไปครั้งที่แล้ว เป็นการร่วมมือกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะยื่นญัตติในการประชุมสมัยสามัญ ช่วงเดือน พ.ค. ขณะนี้อยู่ในช่วงหารือของคณะทำงานของพรรคก้าวไกล ส่วนการแก้ไขรายมาตราเบื้องต้นประเด็นที่เห็นตรงกันคือมาตรา 272 ประเด็นอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ ส่วนระบบเลือกตั้งยังอยู่ระหว่างหารือเพิ่มเติมว่าจะมีจุดร่วมได้หรือไม่

หวดเตะถ่วง ก.ม.ประชามติสกัดแก้ รธน.

เมื่อถามว่า ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ค้างอยู่จะกระทบต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ นายพิจารณ์กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่าน เป็นเรื่องเทคนิคทางกฎหมาย ดูเหมือนว่าทางรัฐบาลคิดว่าต้องมีกฎหมายฉบับนี้ก่อนจึงจะจัดทำประชามติได้ ในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 7-8 เม.ย. มีองค์ประชุมไม่ครบ ส่วนหนึ่งอาจมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่วันนั้นเห็นว่าในที่ประชุมมีสมาชิกรัฐสภาอยู่ในห้องประชุมไม่น้อย แต่บางส่วนกลับไม่แสดงตน เราพอจะทราบว่ามีสัญญาณจาก ส.ว.ที่ใช้ข้ออ้างเรื่องสมาชิกออกไปฉีดวัคซีน หรือระบุว่ามีสมาชิกไปสัมผัสกับกลุ่มเสี่ยง จนไม่สามารถเข้าประชุมต่อได้ ถ้าเรายื่นญัตติเพื่อให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติยังไม่ผ่าน จะกลายเป็นข้ออ้างของรัฐบาลว่าไม่สามารถทำประชามติได้ จนทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล่าช้าออกไป

“คึก” หมดหวังแถมโควิดช่วย “บิ๊กตู่”

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ความหวังการแก้ไขรัฐธรรมนูญริบหรี่ลงไปเรื่อยๆ แนวทางแต่ละพรรคที่เสนอแก้ไขล้วนเป็นไปไม่ได้แทบทั้งสิ้น พรรคพลังประชารัฐเสนอแก้ไขประเด็นปลีกย่อยไม่มีผลกระทบต่อการเข้าสู่อำนาจของ คสช.เพื่อเป็นข้ออ้างว่าได้แก้ไขรัฐธรรมนูญทำตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลแล้ว พรรคร่วมรัฐบาล 3 พรรคเสนอแก้ไขมาตรา 256 และมาตรา 272 หัวใจสำคัญการเข้าสู่อำนาจของ คสช. ต้องใช้เสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ไม่น้อยกว่า 84 คนเป็นไปไม่ได้แน่นอน ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ยกร่างใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ต้องทำประชามติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนบัดนี้การเล่นเกมถ่วงเวลาร่าง พ.ร.บ.ประชามติยังคาราคาซังอยู่ ยังไม่รู้ว่าจะสำเร็จเมื่อไหร่ ดูความพยายามเคลื่อนไหวกดดันให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและขับไล่นายกฯของกลุ่มคณะราษฎร มวลชนอ่อนแรงลง กับกลุ่มสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทยต้องหยุดชุมนุมชั่วคราว โควิด-19 ระบาดรุนแรง ทำให้รัฐบาลมั่นใจว่าจะผ่านวิกฤติการเมืองนี้ไปได้ ท่ามกลางวิกฤติเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วยต่อลมหายใจทางการเมืองให้รัฐบาล

ส.ว.ตอกกลับฝ่ายค้านฉุดสภาฯล่ม

นายสมชาย แสวงการ ส.ว. กล่าวว่า ต้นเหตุทำให้ร่าง พ.ร.บ.ประชามติต้องเลื่อนออกไปคือฝ่ายค้าน ไม่ใช่ ส.ว. วันที่ 7-8 เม.ย. ส.ว.อยู่ช่วยรักษาเป็นองค์ประชุมให้ตลอด มี ส.ว.ร่วมเป็นองค์ประชุมและลงมติรายมาตรา ตั้งแต่ 180-190 คนคิดเป็นกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ แต่ ส.ส.ฝ่ายค้านไปอยู่ไหนอยู่แค่ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ ยิ่งมาพบความผิดปกติมาตราท้ายๆ ที่องค์ประชุมร่อแร่มีผู้แสดงตนเป็นองค์ประชุมแค่ 370-375 เสียง เกิน 366 เสียงไม่ถึง 10 คน แต่ตอนกดบัตรลงคะแนน คะแนนพุ่งขึ้นไปเกือบ 400 เสียง ทั้งที่ไม่มีสมาชิกเดินเข้าออกห้องประชุม เป็นเช่นนี้มาหลายมาตราติดๆมีคะแนนเขย่งเพิ่มขึ้นมา 25-30 เสียงจน ส.ว.เห็นความผิดปกติ ตนเตือนกลางที่ประชุมเป็นห่วงจะมีการเสียบบัตรแทนกัน อาจเป็นต้นเหตุให้ร่างกฎหมายเป็นโมฆะ เมื่อได้ตักเตือนไปคะแนนเขย่งจึงหายไป เสียงตอนแสดงองค์ประชุมกับตอนลงมติโหวตจึงกลับมาไล่เลี่ยกัน กำลังตรวจสอบคะแนนเขย่งเหล่านี้ว่าเป็นใครบ้าง

อัดเด็กแว้นเที่ยวโทษคนอื่น

นายสมชายกล่าวว่า เมื่อคะแนนเขย่งหายไป องค์ประชุมจึงกลับมาหมิ่นเหม่ จนนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา สั่งพักประชุม เรียกตัวแทนวิป 3 ฝ่ายมาหารือกัน ทุกฝ่ายบอกว่าพร้อมประชุมต่อ แต่ให้อำนาจประธานรัฐสภาตัดสินใจ ถ้าเห็นว่าองค์ประชุมร่อแร่ เมื่อเปิดประชุมอีกครั้งมีทีท่าไปไม่รอด ทำให้นายชวนสั่งเลื่อนประชุมออกไป ฝ่ายค้านควรสำรวจความผิดพลาดตนเอง ไม่อยู่ร่วมโหวตในห้องประชุมตั้งแต่แรกๆปล่อยให้เป็นภาระ ส.ว. คอยช่วยโหวตให้ทุกมาตรา พอโดนทักเรื่องคะแนนเขย่งรีบไปเกณฑ์คนเข้าห้องประชุมใหม่แต่สายเกินไปแล้วเพราะองค์ประชุมร่อแร่ไปไม่ไหวจริงๆ แทนที่ฝ่ายค้านจะสำนึกผิดที่ประมาทเลินเล่อไม่ร่วมโหวตแต่แรกๆ กลับแถลงข่าวกราดเกรี้ยวโจมตีด่า ส.ว.เสียหาย ควรเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่ทำตัวเป็นเด็กแว้น คอยชี้หน้าโทษคนอื่นอย่างเดียว

โชว์แต้มรายมาตราหายอื้อทุกฝ่าย

นายสมชายกล่าวว่า ขอยกตัวอย่างการโหวตลงมติรายมาตราที่ ส.ส.ฝ่ายค้านไม่อยู่กัน ในวันที่ 8 เม.ย. อาทิ มาตรา 47 พรรคเพื่อไทยร่วมลงมติ 70 คน ไม่อยู่ลงมติ 74 คน พรรคก้าวไกลลงมติ39คน ไม่อยู่ลงมติ 19 คน พรรคพลังประชารัฐลงมติ 55คน ไม่อยู่ลงมติ 62 คน ส.ว.ลงมติ 185 คน ไม่อยู่ลงมติ 60 คน มาตรา 48 พรรคเพื่อไทยลงมติ 79 คนไม่อยู่ลงมติ 55 คน พรรคก้าวไกลลงมติ 37 คน ไม่อยู่ลงมติ 15 คน พรรคพลังประชารัฐลงมติ 56 คน ไม่อยู่ลงมติ 62 คน ส.ว.ลงมติ 174 คน ไม่อยู่ลงมติ 74 คน มาตรา 49 พรรคเพื่อไทยลงมติ 73 คนไม่อยู่ลงมติ 60 คน พรรคก้าวไกลลงมติ 32 คน ไม่อยู่ลงมติ 19 คน พรรคพลังประชารัฐลงมติ 55 คน ไม่อยู่ลงมติ 63 คน ส.ว.ลงมติ 182 คน ไม่อยู่ลงมติ 67 คน มาตรา 50 พรรคเพื่อไทยลงมติ 67 คน ไม่อยู่ลงมติ63คน พรรคก้าวไกลลงมติ 33 คน ไม่อยู่ลงมติ 20 คนพรรคพลังประชารัฐลงมติ 50 คน ไม่อยู่ลงมติ 68 คน ส.ว.ลงมติ 166 คน ไม่อยู่ลงมติ 84 คน

ไล่ตรวจเอาผิดกดบัตรแทนกัน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวว่า ยืนยัน ส.ว.อยู่ร่วมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ทั้งแสดงตนเป็นองค์ประชุมและการลงมติรายมาตรา แต่ฝ่ายค้านไม่อยู่ในห้องประชุม ถึงขั้น ส.ว.บางคนเสนอให้ขานชื่อนับองค์ประชุม รู้กันดีว่าฝ่ายใดไม่อยู่ในห้องประชุมวันดังกล่าว และอาจมีการกดบัตรลงคะแนนแทนกันด้วย เรื่องนี้ ส.ว.กำลังตรวจสอบอยู่เป็นเรื่องจริงหรือไม่ กำลังตรวจสอบรายชื่อตอนแสดงตนเป็นองค์ประชุมกับตอนลงคะแนนรายมาตราว่า มีความผิดปกติหรือไม่ ถ้าพบว่ากดบัตรแทนกันจริงจะดำเนินการเอาผิดต่อไป เข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของฝ่ายค้านที่ต้องออกมาโวยวายเพราะตัวเองทำอะไรผิดไว้หรือไม่ เป็นการโวยวายเพื่อกลบเกลื่อนความผิดที่ทำไว้

“ธนาธร” ฟ้องหมิ่นฯ “อ.อานนท์” 24 ล.

ที่ศาลอาญา เมื่อวันที่ 9 เม.ย. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นโจทก์ฟ้องนายอานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรการวิเคราะห์ธุรกิจ และวิทยาการข้อมูลคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 เรียกค่าเสียหาย 24,062,475 บาท กรณีโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหารุกป่าสงวนแห่งชาติ เรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่ง 24,062,475 บาท ให้ลบหรือหยุดเผยแพร่โพสต์กับให้ลงประกาศโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์และหรือแอปพลิเคชันเฟซบุ๊กของจำเลย ติดต่อกัน 7 วัน ศาลรับไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.077/2564เพื่อไต่สวนมูลฟ้องว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ต่อไป

เรียก 3 ล้าน “บุญเกื้อ” โพสต์หาล้มเจ้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนาธรยังได้ยื่นฟ้องนายบุญเกื้อ ปุสสเทโว ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยภักดี ฐานหมิ่นประมาทและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาฯ เรียกค่าเสียหาย 3 ล้านบาท กรณีเมื่อวันที่ 2 ม.ค.จำเลยใช้เฟซบุ๊กโพสต์ข้อความหมิ่นฯใส่ความโจทก์ ลักษณะเป็นบทสนทนาระหว่างมารดากับโจทก์ทำนองว่าโจทก์ได้รับการปลูกฝังให้ล้มล้างสถาบันกษัตริย์ นายบุญเกื้อกล่าวว่า ไม่กังวล เพราะเป็นการโพสต์แซวการเมือง ลักษณะขำๆตามความรู้สึก เพื่อไม่ให้ไปเครียดกับการเมือง เป็นเหตุการณ์ก่อนที่ตนจะมาดำเนินการเกี่ยวกับพรรคการเมืองอีกครั้ง

“วรงค์” สวนหลอก ปชช.ต้องติดคุก

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “หลอกลวงประชาชนต้องติดคุก” ว่า “ล่าสุดสายข่าวรายงานว่าโครงการเมย์เดย์เมย์เดย์ ฉ้อโกงประชาชน สร้างแรงกดดันให้คณะผู้จัดมาก เนื่องจากถูกตีแผ่ความจริงที่หลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะความเท่าเทียม ใครมาก่อนได้ก่อน มีแต่โวหาร พูดสวยหรูแต่ความจริงทำอีกอย่าง ไม่ได้ให้เงิน 3,000 บาท สำหรับคนมาก่อนตามที่คุยไว้ และมีแนวโน้มจะถูกดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงประชาชน ทราบว่าเขาเครียดถึงขนาดเก็บอาการไม่อยู่ไปขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆที่คุณบุญเกื้อเคยโพสต์ไว้และไปดำเนินคดีหวังจะปิดปาก แต่ขอโทษที ความจริงคือความจริง คนที่หลอกลวงประชาชนต้องถูกดำเนินคดี

ค้านต่อสัมปทาน 30 ปีบีทีเอส

น.ส.เบญจรงค์ ธารณา กรรมการบริหารพรรคกล้า กล่าวถึงกรณีบีทีเอสเผยแพร่คลิปและจดหมายเปิดผนึกถึงผู้โดยสาร ขอต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว 30 ปีแลกกับการรับภาระหนี้สินกว่าแสนล้านบาทที่รัฐบาลค้างชำระแล้วกว่า 3 หมื่นล้านบาทว่า ขอคัดค้านการต่อสัมปทาน เท่ากับให้สิทธิ์บีทีเอส ผูกขาดไปอีก 30 ปี ค่าโดยสาร 65 บาทตลอดสาย กระทรวงคมนาคมทักท้วงแล้วว่าค่าโดยสารสูงเกินไปสภาพคงคล้ายกับทางด่วนโทลล์เวย์ ที่ราคาสูงกว่าทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) และกว่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวจะหมดสัมปทาน กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายระบบใยแมงมุม ใช้ระบบตั๋วร่วมค่าโดยสารถูกลง ประชาชนต้องรอไปอีก 30 ปี ประชาชนจะเสียผลประโยชน์มากที่สุด ภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นไม่ควรอ้างภาระงบฯแล้วนำมาต่อรองการต่อสัมปทานจากรัฐ พรรคสนับสนุนให้ตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure fund) มาร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและประชาชน รัฐจะมีรายได้จากเงินนำส่งระหว่างปี 2573-2602 รวม 3.8 แสนล้านบาท และยังกำหนดค่าโดยสารได้ที่ 50 บาทตลอดสาย

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แก้ไขรัฐธรรมนูญประชามติส.ว.กดบัตรแทนกันฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยข่าวหน้า1ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 19:44 น.