ไลฟ์สไตล์
100 year

โฟกัสสถานการณ์ "โควิดระลอก3" ลามเข้าทำเนียบฯ : วิกฤติซํ้าซ้อน ต้อน “บิ๊กตู่”

ทีมข่าวการเมือง
11 เม.ย. 2564 05:07 น.
SHARE

อาถรรพณ์ประวัติศาสตร์ กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าตีแตกเดือนเมษายน พ.ศ.2310 ผ่านมา 254 ปี ล่าสุดเดือนเมษายน พ.ศ.2564 กองทัพ “ไวรัสมรณะโควิด–19” บุกตีกรุงเทพมหานครกระเจิง เดินหน้าถล่มแหล่งคลัสเตอร์สถานบันเทิงกลางกรุง

ทะลวงถึงทำเนียบรัฐบาล ศูนย์กลางอำนาจบริหารประเทศไทย

ข่าวแนะนำ

โชว์แสนยานุภาพ เล่นงานรัฐบาลทหารเฒ่า 3 ป. ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ถอยร่นไม่เป็นขบวนคณะรัฐมนตรีแตกกระเจิง

ไวรัสมรณะโควิด-19 บุกเข้าประชิดถึงในห้องประชุม ครม.

ล้อกระแสข่าวลือ ก่อน “แจ็กพอตแตก” เมื่อ “เสี่ยโอ๋” นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เป็นรัฐมนตรีรายแรกที่ผลตรวจเป็นบวก ติดเชื้อโควิด–19 อ้างรับเชื้อจากเจ้าหน้าที่หน้าห้องรัฐมนตรี

ต่อเนื่องจากคลัสเตอร์สถานบันเทิงทองหล่อ

เท่านั้นไม่พอ โดยสถานการณ์โควิดบุกทะลวงถึงฝ่ายบริหาร ยังส่งผลทำให้รัฐมนตรีกลุ่มเสี่ยงนับ 10 ราย ต้องกักตัว 14 วัน เพื่อความปลอดภัยจากการแพร่เชื้อ

ประกอบด้วย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ

นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกฯ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รมช.คมนาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ

พล.อ.ประยุทธ์ ต้องสั่งประชุม ครม.ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์แทน

ไม่ใช่แค่ทำเนียบรัฐบาล การแพร่เชื้อไวรัสมรณะยังลามถึงสภา โดยนายกิตติชัย เรืองสวัสดิ์ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคภูมิใจไทย ยอมรับติดเชื้อโควิด–19 จากการร่วมรับประทานอาหารกับกลุ่มเพื่อน และมีการโยงกับผับย่านทองหล่อ

ส.ส.ค่ายภูมิใจไทยต้องกักตัวทั้งพรรคเพราะอยู่ในข่ายสัมผัสใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง ทำให้สภาโหรงเหรง และผลก็สะเทือนถึงการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประชามติ

สุดท้ายเกือบสภาล่ม ต้องเลื่อนวาระสำคัญไปว่ากันสมัยประชุมหน้า

ปั่นป่วนไปหมดทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร

โควิดยังอาละวาดไปยันบิ๊กข้าราชการ ทหาร ตำรวจ คนดังๆอย่าง “เสธ.ไก่อู” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย

ดารา นักร้อง นักกีฬา คนดังในแวดวงไฮโซ ติดกันระนาว 

สถานการณ์ส่อเค้าเอาไม่อยู่ ตามข้อมูลยืนยันจากแพทย์ใหญ่ โควิดระลอก 3 เป็นสายพันธุ์อังกฤษ แพร่กระจายรุนแรง รวดเร็ว หนักกว่าการระบาดระลอกแรก และระลอก 2 จากเชื้ออู่ฮั่น ประมาณ 1.7 เท่า

และโคตรอันตรายจากอาการทุกฝ่าย “การ์ดตก”

ในอารมณ์ประชาชนคนไทยแยกไม่ออกระหว่างการกลัวติดไวรัสมรณะตายกับอดตาย อาการโหยหิวเศรษฐกิจปากท้อง แซงหน้า กลบความกลัวเชื้อโควิด–19

เงื่อนไขสถานการณ์ทำให้การระบาดระลอก 3 ยากต่อการควบคุมและจุดน่าห่วงสุด จังหวะก้ำกึ่งเทศกาลมหาสงกรานต์ อารมณ์ไทยๆเน้นสนุกสนานมากกว่ากลัวตาย การเดินทางกลับภูมิลำเนา เคลื่อนย้ายประชาชนข้ามจังหวัดการพบปะสังสรรค์ตามประเพณี หนีไม่พ้นการกินดื่ม

พฤติการณ์รวมตัวกันจำนวนมาก ยากต่อการสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด–19

ประกอบกับไฟต์บังคับ รัฐบาลเองก็ต้องการใช้เทศกาลสงกรานต์กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นจากโคม่า เพิ่งสะลึมสะลือ ถ้าปิดเมือง ล็อกดาวน์อีกรอบ

เศรษฐกิจไทยตายสนิทแน่ ผู้ประกอบการเจ๊งระเนระนาด

นั่นก็เลยเกิดภาพของความ “ลักลั่น” แบบที่หน่วยงานรัฐเองยังสับสน ศบค.ไม่ห้ามประชาชนเดินทางข้ามจังหวัด แต่มีประกาศจากบางจังหวัด ถ้ามาจากพื้นที่เสี่ยงสูง โดยเฉพาะกรุงเทพฯต้องกักตัว 14 วัน

เป็นอะไรที่ประชาชนต้องเสี่ยงไปลุ้นกันเอง

มองกันในมุมปลงๆแบบ “อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด” มันคือเวรกรรมของประเทศไทย เคราะห์ของผู้นำรัฐบาลอย่าง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ที่ต้องเจอวิกฤติซ้อนวิกฤติ

เมื่อมันติดไวรัสโควิดกันทั่วโลกจะให้รัฐบาลทำอย่างไร

แต่เรื่องของเรื่อง โฟกัสไปที่คิวของนายศักดิ์สยามที่กลายเป็นรัฐมนตรีรายแรกที่ติดโควิด รวมไปถึงรัฐมนตรีอีกหลายคนที่อยู่ในกระแสพฤติการณ์สุ่มเสี่ยง

มันคือความบกพร่องส่วนตัว พฤติการณ์ที่ยากต่อการติดตามควบคุม

ปัญหาคือมันส่งผลเสียหายใหญ่หลวงต่อเครดิตความเชื่อมั่น ทั้งในมุมของรัฐบาลและโดยเฉพาะตัวผู้นำอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตะโกนปาวๆให้ประชาชนตั้งการ์ดสูง

ขู่ กดดัน ชาวบ้าน อย่าทำให้เกิดปัญหาโรคระบาดเอาไม่อยู่

แต่กลายเป็น “แจ็กพอตแตก” รัฐมนตรี ลูกทีมใกล้ตัวของ “บิ๊กตู่” เองที่ติดไวรัสมรณะซะเอง ที่สำคัญโดยพฤติการณ์ยังตอกย้ำการเลือกปฏิบัติ ประชาชนทั่วไปติดไวรัสมรณะโดนเช็กไทม์ไลน์ละเอียดยิบตามความผิดที่บีบด้วยข้อกฎหมาย แต่พอคิวรัฐมนตรีคนใหญ่คนโต ไทม์ไลน์หายเป็นช่วงๆ

ต้องแก้ไขไทม์ไลน์ ตกแต่งรายละเอียดกัน 2-3 รอบ

และนั่นก็ล้อไปกับกระบวนการตรวจสอบของ “จอมแฉ” อย่างนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่โชว์ข้อมูล ชี้พิกัดเป้าหมายซอยทองหล่อ 25 ทองหล่อ 13 เลานจ์ดัง 2–3 แห่ง แหล่งรวมผู้มีอำนาจในรัฐบาล นักการเมือง นักธุรกิจใหญ่ ล็อบบี้ยิสต์ ไปซ่องสุมล็อบบี้สัมปทานโครงการพันล้านหมื่นล้าน

ขนานนามให้เป็น “ไทยคู่ฟ้าคลับ”

แน่นอน โดยความเสียหายระดับนี้ รัฐมนตรีติดโควิดทำให้เครดิตของผู้นำรัฐบาลและ ครม.ไร้ความเชื่อมั่น ถ้าเป็นในต่างประเทศ แบบที่ น.ส.พิมพ์ระพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ยกตัวอย่างรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ แค่พาลูกเมียไปปั่นจักรยานช่วงล็อกดาวน์ ยังไม่หน้าทน ไขก๊อกโชว์สปิริต

ขณะที่ประเทศไทยความเสียหายมหาศาล รัฐบาลจ่อเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว หาเงินเติมคลังที่กำลังถังแตกแท้ๆ แต่เกิดเหตุงามไส้ รัฐมนตรีติดโควิดสะเทือนทั้ง ครม. กระทบไปยันสภา ต้องกักตัวกันวุ่นวาย

ใครมันจะกล้ามาเสี่ยงตาย ความหวังฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวพังครืน

แต่จะหวังเรื่อง “สปิริต” กับนักการเมืองไทย คงแค่ละเมอเพ้อเจ้อ

งานนี้ไม่ใช่ความผิดรัฐบาลโดยตรง เป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด จังหวะดวงดาวกระแทกหลบไม่ทัน อารมณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” เริ่มไปไม่เป็นเหมือนกัน สารภาพ “อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด”

ท้อแท้ ปล่อยตามเวรตามกรรม

ในเครื่องหมายคำถาม ถ้าเป็นรัฐบาลจะทำอย่างไร กับโจทย์ยากที่เจอกันทั้งโลก

แต่มันก็ยังมีมุมที่ไทยไม่เหมือนกับประเทศอื่น ตามสภาพการณ์ที่เห็นๆกันในภาวะโควิดระลอก 3 ที่สวนทางกับการกระจายวัคซีนโควิด–19 ที่ล่าช้าแบบเรื่อยๆมาเรียงๆ

คนไทยยังฉีดวัคซีนไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์จาก 65 ล้านคน

ผลจากการบริหารจัดการวัคซีนที่ขาดวิสัย-ทัศน์ในการกระจายความเสี่ยง แบบรัฐบาลประเทศอื่นที่มีการกระจายการจองวัคซีนหลายยี่ห้อ ดีลหลายบริษัท

ไม่ผูกขาด ล็อกสเปกแค่ 2-3 เจ้าแบบเมืองไทย

ปัญหาทำให้วันนี้ประเทศไทยมีแค่วัคซีนซิโนแวคที่ขอเจียดมาจากผู้นำจีน ฉีดให้กลุ่มเสี่ยงได้กะปริบ-กะปรอย ส่วนแอสตราเซเนกา ยี่ห้อหลักที่รัฐบาลไทยจองไว้กว่า 60 ล้านโดส ยังกึกๆกักๆ ส่งมาล่าช้า

แถมยังเสี่ยงปัญหาผลข้างเคียงระบบลิ่มเลือด

ไฟต์บังคับคนไทยต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพิ่มไปอีกจากการเจาะจงยี่ห้อวัคซีน

มันคือความหย่อนประสิทธิภาพในเชิงบริหารจัดการโรคระบาด ทับซ้อนมหาวิกฤติเศรษฐกิจโควิดที่ติดหินโสโครก ไหลลงเหวลึกไปทุกขณะ

คลังถังแตก ไม่มีเงินแจกประคองปากท้องแล้ว

ประเมินตามแนวโน้มสถานการณ์ โควิดอาละวาดระลอก 3 ทำให้ม็อบไล่ “บิ๊กตู่” พักรบ หนีติดไวรัสเหมือนรอบแรกที่โควิดระบาดทำให้ “บิ๊กตู่” ได้พักหายใจหายคอ

แต่ต่างกันตรงที่รอบแรกอารมณ์ร่วมผู้คนร่วมใจกันฝ่าวิกฤติ แต่ระลอก 3 นี้คนหมดความอดทน

หมดหวังกับความบ้อท่าบริหารจัดการวิกฤติ เข้าเหลี่ยมม็อบไล่รัฐบาลได้หัวเชื้อเติมไฟ

ในมุมที่ขุมอำนาจทหารเฒ่า 3 ป. ยังกุมสภาพได้แน่นปึ้ก ทั้งในสภา กติการัฐธรรมนูญ กรรมการ ตัวช่วย ต่อให้ “ยุบสภา” ก็ยังได้เปรียบ ตามเหลี่ยมคัมภีร์สืบทอดอำนาจของ “ซือแป๋มีชัย”

แต่ไปไม่เป็นในเชิงบริหาร ผู้นำทหารเฒ่าโดนต้อนเข้าทางตัน

อารมณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” พูดให้ประชาชนยอมรับชะตา “อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด”

ประชาชนก็มีสิทธิถามกลับเหมือนกัน ถ้าผู้นำมีศักยภาพแค่นี้

จะทู่ซี้ ยื้ออำนาจอยู่ทำไม ให้วิกฤติถลำลึก.

“ทีมการเมือง”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โควิด-19สถานการณ์โควิดโควิดทองหล่อเอกมัยโควิดระลอก3โควิดรอบใหม่ประยุทธ์ จันทร์โอชาศักดิ์สยาม ชิดชอบทีมการเมืองวิเคราะห์การเมือง

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2564 เวลา 15:56 น.