คนแก่รุ่นผมรู้ที่มาของสำนวน เห็นหมูตัวโตเท่าควาย จากเพลงที่คำรณ สัมปุณณานนท์ ร้อง “ฉันบ้ากัญชา จนหูตาลาย...” แต่ไม่เคยรู้ว่า สำนวน “เห็นช้างเท่าหมู” มีที่มายังไง?

จนเมื่ออ่านหนังสือ “เกร็ดภาษาหนังสือไทย” ฉบับปรับปรุง (สถาพรบุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 9 พ.ศ.2560) อาจารย์ ส.พลายน้อย เขียนเป็นนิทาน กลมกลืนในกลุ่มสำนวนเปรียบเทียบกับสัตว์

ผมรีบอ่านตามวิสัยของอ่านหาเรื่อง ต้องหาเรื่องเขียนทุกวัน

ในสมัยหนึ่ง มีพญาช้างเผือกเชือกหนึ่ง เป็นจ่าฝูงคุมพลายพังห้าร้อยตัว อยู่ดีมีสุขตามประสาช้างด้วยกันอยู่เป็นนาน อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีพญาช้างดำเชือกหนึ่ง มีกำลังมหาศาล ซัดเซพเนจรจากป่าอื่น

พบโขลงช้างนี้ เกิดชอบใจนางช้างเชือกหนึ่งเข้า ก็ปรี่เข้ามาเกี้ยวพา

พญาช้างเผือกเห็นช้างต่างถิ่นไม่เห็นตัวเองอยู่ในสายตา เกิดโทสะเข้าหาต่อว่า ท้าทายกันไม่กี่คำ พญาช้างต่อพญาช้างก็พุ่งเข้า “ประลองงา” กัน ไม่ทันไรพญาช้างเผือกก็แพ้

พญาช้างเผือกอับอายช้างบริวารหนีไปจากโขลง อยากฆ่าตัวตาย จึงเอางาไปขัดไม้ใหญ่ไม่กินหญ้ากินน้ำ

ไม่ใกล้ไกลจากบริเวณนั้น มีชายนายหนึ่งเอาพืชผลไปขายในเมือง ได้เงินแล้วก็ซื้อสุราเอาใส่ปล้องไม้ไผ่เต็มสองปล้อง ผูกเชือกสะพายบ่าตั้งใจจะเอาไปดื่มที่บ้าน

ก่อนเดินทางก็ดื่มสุราจนเมาได้ที่ เดินตุปัดตุเป๋มากลางทาง เจอพญาช้างเผือกยืนนิ่งท่าทีไม่มีพิษสงอยู่กับต้นไม้...ความเมาชายนายนั้น ร้องตวาดเสียงดัง “ไอ้หมูถ่อย เหตุใดจึงมาขวางทางกู”

พญาช้างยังนิ่ง ขี้เมายกกระบอกเหล้าเงื้อง่า “หลีกทางเสียดีๆ ไม่อย่างนั้นกูจะตีมึงให้ตาย”

...

พญาช้างเผือกสงสัย เก็บอาการนิ่งไว้ไม่อยู่ ดึงงาออกจากต้นไม้ รำพึงว่า ตัวเองเป็นช้างใหญ่สูงถึงเจ็ดศอก จึงบอก “เราเป็นช้างต่างหาก ไม่ใช่หมู” ชายขี้เมาไม่เชื่อ

เจรจากันต่อไป พญาช้างเผือกจึงรู้ว่า เพราะฤทธิ์เดชสุราพญาช้างเผือกเกิดศรัทธาอานุภาพของสุรา ชายขี้เมารู้เรื่องเห็นใจ มอบสุราสองกระบอกให้พญาช้างเผือกดื่มจนหมด

ฤทธิ์สุราดื่มแล้วพญาช้างเผือกรู้สึกแกล้วกล้า โลดแล่นกลับไปสู้กับพญาช้างดำ ครั้งนี้พญาช้างเผือกชนะ ทำหน้าที่เป็นจ่าฝูง
คุมโขลงช้างพลายพังทั้งห้าร้อยอย่างเดิม

นิทานที่ ส.พลายน้อยเล่านี้มีกลิ่นอายคล้ายชาดก จบลงตรง สอนให้รู้ว่า ฤทธิ์ของสุรานั้น เมื่อใครดื่มเข้าไปแล้ว จะแกล้วกล้าไม่เกรงกลัวใคร ถึงขนาดเห็นช้างใหญ่ตัวเล็กเท่าหมูเอาทีเดียว

อ่านนิทานแล้ว ผมพยายามเข้าใจ ทำไมนิทานเห็นช้างเท่าหมู จึงไม่แพร่หลาย ทำไม ส.พลายน้อยจึงเอาไปเล่าในมุมเล็กๆ น่าจะเป็นเพราะประเด็นของเรื่องผิดศีลข้อห้าห้ามดื่มเหล้าของชาวพุทธ

สาระของนิทานส่งเสริมสรรพคุณของเหล้า สวนทางกับงานรณรงค์ให้เลิกดื่มเหล้าของคุณสงกรานต์ ภาคโชคดี เพื่อนร่วมรุ่น บสส.1

หลายปีที่แล้วผมชอบมาก โฆษณาชุดคนเมา เลี่ยงด่านตำรวจ แต่ตำรวจรู้ทันย้ายด่านไปดัก ตอนคุณขี้เมานั่งก้นจ้ำเบ้า ร้องตะโกนเรียกเพื่อน “แอ๊ด” ผมดูทีไรหัวเราะได้ทุกที

ชุดนี้ผลการรณรงค์คงไม่เท่าชุด “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” แต่เป็นโฆษณาที่ดูแล้วให้ความสุขมาก

สองปีมานี่ตั้งแต่โควิด-19 ระบาด งานของสงกรานต์คงเบาลง ตัวเลขคนเจ็บคนตายในช่วงเทศกาลก็น้อยลง...

นี่ก็ใกล้สงกรานต์อีกแล้ว ผมนึกถึงคุณสงกรานต์ จึงอยากบอกเพื่อนว่า อย่าถือสาที่เอานิทานโฆษณาสรรพคุณเหล้ามาเขียนในคอลัมน์วันนี้ “มึน” เต็มที

ดูข่าวการเมืองในสภาก็เหนื่อย ดูข่าวโควิด-19 แพร่จากแถวบางแคก็เหนื่อย ก่อนนอนเปิดทีวีมีข่าวม็อบสามนิ้วสู้กับตำรวจที่สนามหลวงก็ยิ่งเหนื่อย

อยากดูโฆษณาขี้เมาถูกตำรวจจับ ทีวีก็ไม่ยักมีให้ดู ความสุขของคนยุคนี้ช่างหาได้ยากเสียจริงๆ.

กิเลน ประลองเชิง