คิดไม่ถึงประวัติศาสตร์ในอดีตจะตามมาหลอกหลอนอีกในยุคนี้ เมื่อ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ต่อท่ออำนาจมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ได้สั่งตั้ง “ค่ายผู้ลี้ภัย” ขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมรับผู้ลี้ภัย เมียนมาที่หนีการปราบปรามของกองทัพเมียนมา หลังจากที่ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ก่อการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจาก นางอองซาน ซูจี เพราะพรรคทหารแพ้การเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย โดย พล.ต.เทอดศักดิ์ งามสนอง เสนาธิการทหารกองทัพน้อยที่ 3 เปิดเผยว่า กองทัพภาค 3 ได้จัดเตรียมสถานที่รองรับ “ผู้หนีภัย” จาก สถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา ที่จังหวัดตาก ตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก เรียบร้อยแล้ว ทั้งหมด 10 จุด พื้นที่พักรอ 23 แห่งใน 5 อำเภอ

และพื้นที่แรกรับเพื่อคัดแยก มีการตั้งเต็นท์เตรียมไว้ในสนามกีฬาพร้อมกว่า 90% แล้ว

การคัดแยกผู้ลี้ภัยเมียนมา พล.ต.เทอดศักดิ์ เปิดเผยว่า จะจำแนกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่หลบหนีเข้ามาเพื่อรักษาตัวเองจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 กระทรวงสาธารณสุขจะเข้าไปดูแลในส่วนนี้ 2.กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหลังเหตุการณ์ยึดอำนาจ ที่อาจจะมี นักการเมือง นักศึกษาที่ต่อต้านรัฐบาลหนีเข้ามา ขณะนี้อยู่ในช่วงการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเป็นอย่างไร

ก่อนหน้านี้ก็มีข่าว การลี้ภัยของชาวเมียนมาเข้าไทยเป็นระยะ หลังจากที่ กองทัพเมียนมาปราบประชาชนผู้ต่อต้านการรัฐประหารรุนแรงขึ้น มีการใช้กระสุนจริงยิงผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน ถูกจับกุมคุมขังอีกหลายพันคน และยังมีข่าวว่า ทหารไทยส่งข้าวสารไปให้กองกำลังทหารเมียนมาที่ชายแดนแม่น้ำสาละวิน เพราะ กองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ได้ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของทหารเมียนมาใน รัฐกะเหรี่ยง แต่ พล.ต.อำนาจ ศรีมาก ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 4 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังนเรศวร ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ข้าวสาร 700 กระสอบยังอยู่ที่ชายแดน

...

ประเทศเมียนมา มีชื่อเต็มว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นอกจาก ชาวเมียนมา หรือ พม่า ที่เป็นชนกลุ่มใหญ่กว่า 68% แล้ว ยังประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยอีก 7 รัฐ คือ รัฐกะฉิ่น รัฐกะยา รัฐกะเหรี่ยง รัฐฉาน หรือ รัฐไทใหญ่ รัฐชิน รัฐมอญ รัฐยะไข่ รัฐสภาเมียนมาจึงมี สภากลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้ชนกลุ่มน้อยมีตัวแทนของแต่ละรัฐในรัฐสภา

เมื่อ 37 ปีก่อน รัฐบาลทหารพม่าทำสงครามกับรัฐเล็กทั้ง 7 รัฐมาตลอด ทำให้มีชาวพม่าหนีตายมาลี้ภัยในเมืองไทยเป็นแสนๆคน เพราะมีชายแดนติดกันยาว ทำให้ประเทศไทยต้องจัดตั้ง “ค่ายผู้ลี้ภัย” ขึ้นมาถึง 9 แห่งใน 5 จังหวัด เพื่อรองรับผู้ลี้ภัยเมียนมาและเพื่อนบ้านกว่าแสนคน ปัจจุบันค่ายผู้ลี้ภัย 9 แห่งใน 4 จังหวัดก็ยังอยู่ และมีผู้ลี้ภัยอาศัยอยู่เกือบแสนคน ตัวเลขล่าสุดจาก UNHCR เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 มีผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาอยู่ในค่ายลี้ภัยไทย 9 แห่งใน 4 จังหวัด รวม 96,809 คน ส่วนใหญ่เป็น ชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยง ออกลูกออกหลานจนเต็มค่ายแน่นไปหมด แต่ไม่ยอมกลับประเทศ ยิ่งมีข่าวการระบาดของโควิด-19 ก็ยิ่งไม่ยอมกลับ

การรัฐประหารของกองทัพเมียนมา ทำให้ ความขัดแย้ง ระหว่าง ชนกลุ่มน้อย กับ กองทัพเมียนมา ก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง มีรายงานข่าวจากชายแดนไทยเมียนมาว่า กองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ให้พื้นที่หลบภัยแก่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่เห็นต่างจากกองทัพเมียนมา ทำให้กองทัพเมียนมาไม่พอใจ รัฐฉาน ก็เช่นเดียวกัน มีข่าวว่า พล.อ.เจ้ายอดศึก ก็ให้พื้นที่หลบภัยแก่ผู้เห็นต่างการรัฐประหารในเมียนมา อีกส่วนหนึ่งได้ขอลี้ภัยเข้ามาในประเทศไทย

วันนี้ภาพเก่าๆ ผู้อพยพลี้ภัย กำลังจะหวนกลับมาอีกครั้ง ถ้าเกิดขึ้นอาจยืดเยื้อกว่าเก่า เพราะ เมียนมาอาจกลายเป็นสนามประลองยุทธ์ทางการเมืองและการทหาร ระหว่าง 2 มหาอำนาจ สหรัฐฯ และ จีน ที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาคนี้ ก็หวังว่า นายกรัฐมนตรีไทย คงไม่ลืมบทเรียน “ม้าอารี” ในอดีต แต่วันนี้อาจมี “โควิด-19” ผสมเข้ามาด้วย น่ากลัวจริงๆ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”