ผู้ใหญ่ที่ผมนับถือ มีโน้ตสั้นๆ “วางบนโต๊ะ มีของดีมาฝาก” ของดีของท่าน เป็นเรื่องสองเรื่องในหนังสือ ที่คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จัดพิมพ์สดุดี เกียรติคุณ นายอธึก สวัสดีมงคล ผู้มีผลงานดีเด่นปี 2526 เรื่องหนึ่งชื่อ ใครเก่งที่สุดในโลก

สมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปรับปรุงการเล่นทายปัญหา การเล่นพื้นบ้านโบราณเสียใหม่ ทรงตั้งชื่อสะดุดใจ “เล่นพะหมี

พะหมี เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่า ขบปัญหา หรือทายปัญหา

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดร้าน “พะหมี” ขึ้นในงานสำคัญเป็นประจำ โดยมีพระสมรรคราชกิจ (สายัณห์ อิศรเสนา) ข้าราชการกรมเลขาธิการในพระองค์ เป็นเจ้าหน้าที่

ผู้ออกปัญหา จะทรงขอให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการบริพารชั้นผู้ใหญ่ เช่น สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระยาศรีสุนทรโวหาร (ฯลฯ) ออกปัญหาทูลถวายเพื่อทรงพิจารณา

ทั้งพระองค์ก็ทรงตั้งปัญหาขึ้นถามเองด้วย

ของรางวัลพระราชทานเป็นของชำร่วยต่างๆตามความยากง่ายของปัญหา

มีผู้จดจำมาเล่าว่า เมื่องานฤดูหนาวปี 2462 โปรดเกล้าให้กระทรวงวังจัดขึ้น ณ พระราชอุทยานวังสราญรมย์

แน่นอน ในงานนี้มีร้านพะหมี

กติกาการทายปัญหา ผู้ทายต้องเสียค่าธรรมเนียมการทายข้อละ 5 บาท ปีนั้นร้านพะหมีมีรายได้มาก จากปัญหาข้อสำคัญ “ใครเก่งที่สุดในโลก” ตั้งแต่คืนแรกจนคืนสุดท้าย ยังไม่มีใครทายถูก

เหตุเพราะปัญหาข้อนี้ มีรางวัลเป็นนาฬิกาข้อมือเรือนทอง ยั่วใจ

คนเสียค่าธรรมเนียมทายอาจไม่รู้ แต่เจ้าหน้าที่จัดงานรู้ เจ้าของรางวัล และผู้ออกปัญหา คือองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกำชับ ใครทายถูกให้จดชื่อ นามสกุล กราบทูลให้ทรงทราบทันที

...

ใกล้เวลาเลิกงาน ก็ยังมีผู้เสียค่าธรรมเนียม ทายปัญหาข้อนี้ เป็นคนสุดท้าย ชื่อนายสนิท หุ้มแพร (บุญมา หิรัณยะมาน) เมื่อเจ้าหน้าที่ตั้งคำถาม “ใครเก่งที่สุดในโลก” นายสนิท หุ้มแพร ตอบ “ไม่รู้”

ตามกติกา เจ้าหน้าที่จะต้องถามซ้ำ

ผู้เล่า เล่าว่า นายสนิท หุ้มแพร ตอบด้วยซุ่มเสียงมีอารมณ์โกรธ “บอกว่า ไม่รู้ ไม่รู้ ยังถามอยู่ได้”

สิ้นเสียง “ไม่รูู้” มีเสียงสัญญาณแสดงว่า “ตอบถูก” เจ้าหน้าที่ก็ยื่นนาฬิกาเรือนทองสายหนัง ให้เป็นรางวัล

ท่ามกลางความตื่นตะลึงให้คนทายปัญหา และคนดู

ผู้รู้เรื่องเบื้องหลังดี เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งกระทู้พะหมี “ใครเก่งที่สุดในโลก” เพราะทรงจะลองดีกับพวกที่ถือดีอวดว่ารู้ รู้อะไรๆไปทุกอย่าง

เคยมีคนตอบว่า “พระพุทธเจ้า” ตรัสว่า “ฉันและใครๆก็ไม่รู้มาก่อนว่า พระพุทธเจ้าท่านเคยสู้รบกับพระเยซูหรือพระมะหะหมัดมาบ้างแล้วหรือไม่ ขึ้นชื่อว่าผู้รู้ หรือนักปราชญ์นั้น ดูจะพูดคำว่า “ไม่รู้” ไม่ได้เอาเสียเลย

ผมอ่านเรื่องนี้จบ ก็เดาใจผู้ใหญ่ท่านคงมีอารมณ์ขัน จากการฟังนักการเมืองอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ในสภา ที่เล่นโวหารปั้นเหตุผลแสดงความรอบรู้กันเจ็ดแปดชั่วโมง แต่จับความจริงชัดเจนไม่ได้

แต่เหลือบไปเห็น ท่านเขียนด้วยปากกาหมึกแดงว่า วันที่ 18 มี.ค. พลเอกประวิตร พูดคำว่าไม่รู้ถึง 13 ครั้ง เป็นอันว่า อารมณ์ขันท่านผู้ใหญ่ของผม ไปอีกทาง

ผมคิดๆแล้วก็มีอารมณ์ขันตาม เคล็ดลับของผู้มีอำนาจบางคน คือคำ “ไม่รู้” นี่เอง.

กิเลน ประลองเชิง