ทั้งพรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล ต่างประกาศเดินหน้า แก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ รัฐธรรมนูญ 2560 อาจแก้ไขไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจาก “เจ้าของ” นั่นก็คือคณะรัฐประหาร คสช. เพราะผู้มีอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่ “ประชาชน” ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
แต่พรรคการเมืองและภาคประชาชน ยังเดินหน้าต่อไป นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานกลุ่มก้าวหน้า ประกาศว่าผู้รักประชาธิปไตย ต้องไม่ยอมแพ้ และเรียกร้องประชาชนร่วมรณรงค์ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ยุบวุฒิสภา ปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ และยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศจับมือกับพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง อันได้แก่พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งมี ส.ส.รวมกัน แค่ร้อยกว่าต้นๆ แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องมี ส.ส.และ ส.ว.เห็นชอบอย่างน้อย 376 เสียง ยังไม่พูดถึงเสียงชี้ขาดจาก ส.ว.อย่างน้อย 84 เสียง แม้จะแก้ไขรายมาตรา
นักการเมืองทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ที่มุ่งมั่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่อยู่ในโลกแห่งความฝัน ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ในโลกแห่งความเป็นจริงในปัจจุบัน พรรคการเมืองใหญ่ที่สุดในสภา ได้แก่ พรรค ส.ว. 250 เสียง จับมือ กับพรรคพลังประชารัฐอีกราว 120 เสียง และพรรคขนาดจิ๋ว อาจแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
หรือสามารถขัดขวางการแก้ไขได้ โดยใช้แค่ 84 ส.ส. ยับยั้งหรือวีโต้การแก้ไข 50 ส.ว. มีวาระอยู่ในตำแหน่ง 5 ปี ตั้งแต่ต้นปี 2562 ถึงต้นปี 2567 มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี 2 ครั้ง เลือกมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อต้นปี 2562 และมีสิทธิ์เลือกอีกครั้ง (ถ้ายังไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ) ในปี 2566 เมื่อครบวาระ 4 ปีของ ส.ส.
...
ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจาก คสช.และ ส.ว.จะไม่มีทางแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่ฟันธง คสช.และ ส.ว.ยังไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกลไกสืบทอดอำนาจมาแล้ว 7 ปี และสามารถต่อได้อีก 6 ปี จนถึงปี 2570 รวมเป็น 13 ปี การเมืองคือการให้ได้มาซึ่งอำนาจและการใช้อำนาจ
ที่สำคัญยิ่งอีกอย่างหนึ่ง คือการรักษาหรือสืบทอดอำนาจให้ยืนยาวที่สุด ขึ้นอยู่กับกิเลสของคน มีการเสพติดอำนาจหรือไม่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจเป็นไปได้ ถ้าร่วมกันขอร้องรัฐบาล ให้จัดทำประชามติ ถามประชาชนว่าต้องการรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ เพื่อใช้เสียงประชามติปิดปากฝ่ายที่คัดค้าน แต่ต้องใช้เวลานานจนเกินวาระ ส.ส.