"คุณหญิงหน่อย" ยอมรับ คิดไม่ออก นับหนึ่งแนวทางแก้ รธน. ชี้ ล้มวาระ 3 ทำประชาชนไม่เชื่อมั่น ห่วงใช้ความรุนแรงสลายม็อบ จี้ “นายกฯ” หยุดเติมเชื้อไฟขัดแย้ง เปิดเวทีรับฟังความเห็นต่าง หาทางออก

วันที่ 21 มี.ค. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานกลุ่มสร้างไทย กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจปฏิบัติการสลายการชุมนุมกลุ่มรีเด็มเมื่อคืนนี้ ว่า การใช้ความรุนแรงไม่ควรจะเกิดขึ้น และทราบว่า เกิดขึ้นหลังจากยุติการชุมนุมแล้ว ซึ่งควรดูแลให้กลับบ้านด้วยความปลอดภัย ไม่มีใครต้องมาถูกทำร้าย ส่วนหากมีการกระทำผิดตามกฎหมาย ก็ยึดหลักสากลดำเนินคดีไป ซึ่งส่วนตัวไม่ปรารถนาที่จะเห็นภาพความรุนแรงใดๆ ที่จะเกิดขึ้น หรือความสูญเสียแม้แต่ชีวิตเดียว

ทั้งนี้เห็นว่า สถานการณ์ขณะนี้ ควรจะมีเวทีพูดคุยกันอย่างปลอดภัย เพื่อร่วมแก้ไขปัญหานี้ โดยมีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพ อาจจะมีอาจารย์มหาวิทยาลัย เข้ามาช่วยเป็นคนกลาง เพื่อหาทางออก อย่าเติมไฟลงให้มากขึ้น อย่างเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อวานนี้ หรือล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ดังนั้นถ้าพูดคุยกันเพื่อหาทางออกได้อย่างสันติดีกว่า

เมื่อถามว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ ที่สภาตั้งขึ้นจะเป็นความหวังแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า เมื่อสัดส่วนคณะกรรมการไม่ตอบโจทย์ เพราะขาดส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเฉพาะตัวของผู้ชุมนุม จึงไม่เป็นที่หวังจะหาทางออกของประเทศได้ พร้อมย้ำหากนายกรัฐมนตรีจริงใจจะเปิดใจรับฟังความเห็นต่างจริง และแก้ไขอย่างสันติวิธี เชื่อว่ามีวิธีที่จะสามารถดำเนินการได้

ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ เดินหน้าแก้ไขรายมาตราจะเป็นความหวังแก้วิกฤติการเมืองได้หรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ ยอมรับว่า เสียดาย ที่มีการล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้ประชาชนแก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำความเข้าใจได้ยาก ไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร ดังนั้นเรื่องของแนวทางนั้น ส่วนตัวยังคิดไม่ออกว่าจะเดินหน้าอย่างไร เพราะกระบวนการต่างๆ ที่เดินกันมาจนถึงวาระ 3 จะต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่ต้องคิดกัน คือ การยอมรับของประชาชน

...

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุ เตรียมพูดคุยกับพรรคเพื่อไทย และ ส.ว.เพื่อเดินหน้ายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุ ว่า “อย่าไปหวังกับคนชื่อไพบูลย์ เพราะเขาทำทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจให้กับผู้สืบทอดอำนาจ”