17 มี.ค.64 อีกวันของสภาไทย นัดหมายการประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในวาระ 3 เพื่อนำไปสู่ช่องทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยการตั้ง ส.ส.ร.ชุดหนึ่งเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ห้ามแตะหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งระบุเอาไว้อย่างชัดเจน
นี่คือความก้าวหน้าในภาคปฏิบัติสำหรับแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งมีความเคลื่อนไหวผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งในสภาและนอกสภาจนมาถึงวันนี้
แต่ระหว่างทางได้มี ส.ส. และ ส.ว.ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นทำได้หรือไม่
คำตอบที่ออกมาคือรัฐสภามีอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
คำตอบต่อมาก่อนที่จะดำเนินการจะต้องทำประชามติถามประชาชนเสียก่อนว่าต้องการให้แก้ไขหรือไม่
ถ้าไม่จบ...
ยังไม่พอเมื่อไปร่างกันเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ต้องให้ประชาชนเห็นชอบด้วยการทำประชามติจึงจะประกาศใช้ได้
เมื่อผลออกมาอย่างนี้ทำให้มีการตีความกันไปต่างๆ นานาด้วยมุมมองและเหตุผลจากจุดยืนทางการเมือง
1.ไม่เห็นด้วยก็ไปทางหนึ่ง
2.ที่เห็นด้วยก็จะไปอีกทางหนึ่ง
วัดจากความเห็นหรือแสดงออกที่ผ่านมาจนมาถึงทางแยกทางความคิดอีกครั้งหนึ่ง ถ้าตีความเนื้อๆจากคำวินิจฉัยก็ชัด
คือต้องทำประชามติก่อนถึงจะดำเนินการได้
นี่คือหลักใหญ่ใจความที่ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจากนี้ไปจะต้องขอ “ประชามติ” จากประชาชนเสียก่อน
ดังนั้นที่จะเดินหน้าต่อไปด้วยการลงมติวาระ 3 จึงเป็นปัญหาขัดแย้งขึ้นมาอีกว่าทำได้หรือไม่ได้
ที่สำคัญคือไม่มีใครสามารถชี้ได้ว่าได้หรือไม่ได้
...
ต่างฝ่ายต่างก็ไปหาเหตุผลเพื่ออธิบายว่าทำไมถึงทำได้เพราะอะไร ยกข้อกฎหมายและเหตุที่เป็นไปมาเป็นความถูกต้องชอบธรรม
พูดง่ายๆยังเอาแพ้-เอาชนะกันเท่านั้น
แน่นอน ฝ่ายที่ต้องการให้มีการแก้ไขก็กลัวว่าหากไม่ดำเนินการต่อก็จะเสียโอกาส และไม่มั่นใจว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
ทางที่ดีก่อนที่จะดำเนินการต่อไปก็พูดจาหารือกันให้ดีอย่างเป็นเหตุเป็นผลเพราะจะเป็นก้าวสำคัญในอนาคตทาง
การเมืองของไทยด้วย
เพราะนี่อาจจะทำให้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายไปก็ได้
เมื่อเริ่มต้นจากรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงก็จะเกิดผลพวงตามมาในเรื่องอื่นๆ
คือสิทธิที่จะจัดการปัญหาบ้านเมืองของเขาเองได้
ที่ผ่านมานั้นถูกแอบอ้างถูกฉกฉวยนำไปใช้กันมากแล้ว.
“สายล่อฟ้า”