เมื่อพูดถึงกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะแก้บางมาตรา หรือแก้ทั้งฉบับ ผมสงสัยทำไมไม่ตื่นเต้นหรือหนาวร้อนไปกับเขาอื่น พยายามค้นหาเหตุผล แต่ก็ยังหาไม่เจอ

จนกระทั่งเปิดหนังสือชวนม่วนชื่น 2 เจอเรื่องที่ 1 “ภาชนะใส่ของ และสิ่งที่อยู่ในภาชนะ” จึงนึกขึ้นได้

พระอาจารย์พรหม สมภารวัดพุทธ ในเมืองเพิร์ธ ออสเตรเลีย เล่าว่า วันหนึ่งนักข่าวท้องถิ่นโทรศัพท์มาขอสัมภาษณ์ “ท่านอาจารย์จะทำอย่างไร ถ้ามีคนโยนหนังสือพระไตรปิฎกของท่านลงโถชักโครก แล้วกดน้ำราดลงไป?”

“สิ่งแรกที่อาตมาจะทำ คือเรียกช่างประปา” พระอาจารย์ปล่อยมุก เรียกเสียงหัวเราะ

“นี่เป็นคำตอบที่มีเหตุผลที่สุดที่ผมเคยได้ยิน” นักข่าวก็ไม่เบา เขากลั้นหัวเราะ แล้วก็โยนมุกกลับ

ทั้งพระอาจารย์และนักข่าวจูนคลื่นเข้ากันได้ พระอาจารย์พรหมก็เริ่มอธิบาย

ไม่ว่าจะมีคนมาทำลายองค์พระพุทธรูปให้แตกหัก หรือเผาทำลายวัดทั้งวัด หรือจะฆ่าภิกษุ ภิกษุณี ไปกี่รูป

“อาตมาจะไม่ปล่อยให้พวกเขาทำลายพระพุทธศาสนา อย่างเด็ดขาด”

“หากท่านทั้งหลายจะโยนพระไตรปิฎกลงโถชักโครกแล้วราดน้ำทิ้ง แต่อาตมาจะไม่ปล่อยให้ท่านทั้งหลายทำลายการให้อภัย ความสงบ และความมีเมตตา กรุณา อย่างแน่นอน”

เพราะหนังสือพระไตรปิฎก พระพุทธรูป วัด หรือแม้แต่พระสงฆ์นั้น ไม่ใช่เนื้อหาสาระที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา “สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงภาชนะใส่ของ”

เมื่อเห็นว่านักข่าวเริ่มเข้าใจ พระอาจารย์พรหมก็วิสัชนาต่อ

ธรรมะที่เราได้ศึกษาจากหนังสือพระไตรปิฎก สิ่งที่พระพุทธรูปเป็นตัวแทน สิ่งต่างๆที่พระสงฆ์ควรจะยึดถือปฏิบัติ
สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็น “ของที่อยู่ในภาชนะ”

เมื่อรู้แจ้งถึงความแตกต่างระหว่างภาชนะใส่ของ กับสิ่งที่อยู่ในภาชนะแล้ว แม้ว่าภาชนะใส่ของจะถูกทำลายไป แต่เราก็ยังคงเก็บรักษาสิ่งที่อยู่ในภาชนะไว้ได้

เรายังสามารถพิมพ์หนังสือพระไตรปิฎก สร้างวัดสร้างพระพุทธรูป อบรมสั่งสอนพระสงฆ์หรือภิกษุณีขึ้นมาใหม่ได้อีกมากมาย

แต่เมื่อใดที่เราไม่มีความรัก และความเคารพต่อตัวเอง และผู้อื่น ใช้แต่ความรุนแรงต่อกัน

เมื่อนั้นแหละ “ของในภาชนะ” ได้ถูกโยนหายลงไปใน โถชักโครกแล้วจริงๆ

พระอาจารย์พรหม จบเรื่อง “ภาชนะใส่ของ” ไว้แค่นี้

ผมจำได้ ครั้งหนึ่งราวๆสัก 6-7 ปีที่แล้ว รัฐบาล คสช.กำลังเริ่มร้องเพลงขอเวลา...มีนักกฎหมายระดับนำได้รับนโยบายจากผู้ใหญ่มาขอคำปรึกษา จะจัดการกับองค์กรพระนอกแถวนอกทาง ที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมอย่างไร

ผมก็เล่าเรื่อง “ของในภาชนะ” ให้ฟัง

“ธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือภาชนะใส่ของพระอาจารย์พรหม ในความเห็นของผม ถ้าเป็นทางโลก ก็คงเปรียบกับ “รัฐธรรมนูญ” ที่กำลังเป็นประเด็น จะแก้หรือไม่แก้แค่ไหนอย่างไร นี่เอง”

ย้อนไปอ่าน ตอนท้ายๆของพระอาจารย์พรหมอีกที

“เมื่อใดที่เราไม่มีความรัก ไม่มีความเคารพต่อตัวเองและผู้อื่น ใช้แต่ความรุนแรงต่อกัน”

เมื่อนั้น ถึงจะมีรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ผ่องแผ้วดั่งทองเนื้อเก้า ประชาธิปไตยที่เรียกร้องกันนักหนา ก็ทำท่าจะถูกโยนลงหายไปในโถชักโครกจริงๆ.

กิเลน ประลองเชิง