รัฐบาล “3 ป.” ยังทนร้อนทนไฟอยู่ไปได้อีกนาน เพราะมีปัจจัยเอื้อหนุน ไม่ต่างไปจากกำลังภายในอุ้มชู ฝ่ายค้าน ก็ไม่แข็งแกร่งพอ ที่จะรุกฆาตได้ พวกรุ่นใหม่ยิ่งเดินหน้าก็ยิ่งถอยหลัง ข่าว “เขย่าขวด” สุดสัปดาห์นี้บนกระดานการเมืองระดับโลกน่าจะเข้าสู่ ความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น
เมื่อสหรัฐอเมริกาประเทศต้นแบบ “ประชาธิปไตย” น่าจะเข้าที่เข้าทาง เมื่อ “โจ ไบเดน” เข้ารับหน้าที่ประธานาธิบดีคนที่ 46 อย่างเต็มตัว
ปล่อยให้ “ทรัมป์” เดียวดายอยู่ข้างนอกไปตามลำพัง
จะเขย่าขย่มยังไงก็คงไม่มีผลอะไรแล้ว เมื่อคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยก็ไปต่อยากแล้ว อยู่ที่ผู้นำคนใหม่จะนำพาไปทางไหนก็ต้องดูกันต่อไป
แต่โลกก็คงจะสงบไปอีกสักพักใหญ่ๆ
ที่เมืองไทยการเมืองระดับชาติยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เนื่องจากยังอยู่ในเทอมการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
“3 ป.” ยังคงคุมอำนาจต่อไปตามไทม์ไลน์บนวิถีทาง
ยิ่งการเมืองที่มี “เดิมพันสูง” กว่าปกติยิ่งทำให้เอื้อต่อรัฐบาล “ประยุทธ์” ไปโดยปริยาย พูดง่ายๆว่าไม่ต่างอะไรกับ “คู่แฝด”
น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า...ทำนองนั้น!
การโค่นล้มเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่เรื่องง่าย รอบปีที่ผ่านมาก็คงได้เห็นกันแล้วเกิดอะไรขึ้น
อย่างหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือความอ่อนแอของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรค ใหญ่อย่างเพื่อไทยที่เกิดปัญหาความไม่เป็น “เอกภาพ”
จนกระทั่งหลุดออกไปจากพรรคหลายกลุ่มหลายก๊วน
...
โดยเฉพาะกลุ่ม “สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ที่ประกาศแยกตัวออกไปพ่วงไปด้วย “โภคิน พลกุล”–“วัฒนา เมืองสุข”
และน่าจะมีทยอยออกตามไปอีก
นั่นก็หมายความว่าจะไปตั้งพรรค การเมืองใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับ
ว่ากันว่าไปแล้วไปเลยไม่มีทาง เชื่อมต่อกันได้แล้ว โดยเฉพาะประเด็นที่ทำให้เกิดจุดแตกหักก็ตรงที่การเจรจายกสุดท้าย
ว่าด้วยเรื่องบทบาทและความยอมรับในการมีส่วนร่วมต่อการดำเนินการของพรรคเมื่อ “เจ้าของ” ตัวจริงขอสงวนสิทธิ์จัดการเอง
คนอื่นแค่ผู้อาศัยเท่านั้น...
อีกทั้งยังนำเรื่องนี้ไปเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างไม่เกรงอกเกรงใจกันแล้ว ก็ยิ่งทำให้โอกาสที่จะมีเยื่อใยกันบ้างก็จบไปเลย...หมดสิทธิ์ต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น
การออกจากพรรคที่เคยทุกข์ร่วมสุขกันมานานไม่ว่าฝ่ายไหนก็ตามไม่ใช่เรื่อง ง่ายๆเหมือนกัน...จนกว่าจะถึงที่สุดของมัน
เป็นทางเลือกที่จำเป็นต้องเลือก
อีกด้านหนึ่งคงคิดว่าดีแล้วเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งที่สั่งสมมานานจะได้จบกันไปทางใครทางมัน
พวกที่ยังยึดโยงอยู่ต่อไปก็คงจะแฮปปี้ เพราะคู่ขัดแย้งล่าถอยไปเองสำคัญว่าจะมีความสามารถพอที่จะทำให้พรรคฝืนสภาพกลับมาได้หรือไม่
เพราะการเมืองยุคเปลี่ยนผ่านนี้มันมีอะไรใหม่ๆเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะ
หากไม่ปรับกระบวนท่าใหม่ก็ไม่ง่ายแบบเดิมแล้ว
ดีที่ว่าคนรุ่นใหม่ในสภาและนอกสภาแม้จะมีพลังแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมไทย
แต่ก็ยังมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองอยู่ไม่น้อย
“นักการเมือง” รุ่นเก่าเริ่มนับถอยหลังได้เลย!!!
“ลิขิต จงสกุล”