ครม.อนุมัติมาตรการ “เราชนะ” ตามที่ คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีคลังเสนอ กว่า 210,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่จำนวน 31.1 ล้านคน แจกเงินคนละ 3,500 บาท เป็นเวลา 2 เดือน แต่ ไม่ให้เบิกเป็นเงินสด บังคับให้ใช้จ่ายผ่านระบบการซื้อสินค้า เครื่องดื่ม อาหาร และบริการต่างๆเท่านั้น ห้ามนำไปซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนปลายเดือนมกราคมที่เว็บไซต์ www.เราชนะ.com
มาตรการ “เราชนะ” ครั้งนี้ขอชมว่า ทำได้รอบคอบกว่าทุกครั้ง มีการกำหนด คุณสมบัติ และ จำนวน ของ กลุ่มเป้าหมายที่จะเยียวยา และ กลุ่มที่ไม่มีสิทธิ ไว้อย่างชัดเจน
กลุ่มเป้าหมายการเยียวยาครั้งนี้มี 3 กลุ่มคือ 1.กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (มีรายได้ตํ่ากว่า 30,000 บาทต่อปี ได้รับเงินในบัตร 200 บาทต่อเดือน) จำนวนไม่เกิน 10,127,587 คน ได้รับเงินคนละ 3,200 บาท รวมเป็นเงิน 31,408 ล้านบาทเศษ 2.กลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (มีรายได้ระหว่าง 30,000-100,000 บาทต่อปี ได้รับเงินในบัตร 300 บาท ต่อเดือน) จำนวนไม่เกิน 3,610,436 คน ได้รับเงินคนละ 3,300 บาท รวมเป็นเงิน 11,914 ล้านบาทเศษ 3.ผู้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งและเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งลงทะเบียนสำเร็จและผ่านการยืนยันตัวตนภายในวันที่ 27 มกราคม 64 และกลุ่มที่ไม่มีข้อมูลในระบบฐานข้อมูล จำนวน 17,361,977 คน ได้รับเงินคนละ 3,500 บาทต่อเดือน รวมเป็นเงิน 121,533 ล้านบาทเศษ รวมทั้งหมด 31,100,000 คน รวมเป็นเงิน 210,197 ล้านบาทเศษ
วงเงินนี้ใช้จ่ายได้ตั้งแต่เดือน มกราคม-พฤษภาคม 2564 แต่ไม่สามารถเบิกเป็นเงินสดได้ ต้องนำไปใช้ผ่านระบบการชำระค่าสินค้า เครื่องดื่ม อาหาร และบริการต่างๆ ไม่รวมสลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่
กลุ่มที่ไม่มีสิทธิ ได้รับการเยียวยาครั้งนี้ ก็มีการระบุไว้ชัดเจน ดังนี้ 1.เป็นผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 2.เป็นข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงาน ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ ที่ได้รับค่าตอบแทนจากรัฐโดยตรง 3.เป็นข้าราชการการเมือง เป็นผู้รับบำนาญหรือเบี้ยหวัดส่วนราชการ 4.เป็นผู้มีเงินได้พึงประเมินเกิน 3 แสนบาทในปีภาษี 2562 5.มีเงินฝากรวมทุกบัญชีเกิน 5 แสนบาท ณ สิ้นปี 2562
การที่ กระทรวงการคลัง สามารถระบุข้อมูลได้อย่างชัดเจนเป็นระดับบุคคล ตั้งแต่รายได้ไปจนถึงเงินฝากในธนาคาร แสดงให้เห็นว่า รัฐบาล โดย กระทรวงการคลัง และ กรมสรรพากร ในวันนี้ เริ่มมี ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ที่เป็น ข้อมูลส่วนตัวของประชาชน เก็บไว้ใน ฐานข้อมูลภาษีของรัฐบาล เป็นจำนวนมากแล้ว จากโครงการแจกเงินของรัฐบาลหลายโครงการ ซึ่งกำหนดให้ต้องลงทะเบียนเพื่อรับเงินผ่านแอปและเว็บไซต์ต่างๆ จึงสามารถระบุรายละเอียดได้ชัดเจนขนาดนี้
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขอชมมาตรการ “เราชนะ” ในครั้งนี้ก็คือ การบังคับให้ผู้รับเงินแจก 31.1 ล้านคน รวมเงินกว่า 210,000 ล้านบาท เบิกเป็นเงินสดไม่ได้ ต้องนำไปใช้จ่ายอย่างเดียว ซื้อสินค้า ซื้ออาหารเครื่องดื่ม ซื้อบริการต่างๆ เท่ากับรัฐบาลได้อัดฉีดเม็ดเงินใหม่กว่า 210,000 ล้านบาท ผ่านผู้ใช้ 31.1 ล้านคน เข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียนในวงกว้าง เป็นการใช้เงินก้อนเดียวแต่ได้ผลสองต่อ
แต่ในภาพรวมผมยังคิดว่า “โครงการคนละครึ่ง” น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจฐานรากมากกว่า เพราะ ช่วยให้เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ที่มั่นคงกว่า เงินแจกคนละ 7,000 บาท สองเดือนใช้หมดก็หมดกันไป 31.1 ล้านคนไม่มีเงินแจกฟรีไปใช้ต่อ แต่ “คนละครึ่ง” เป็นการสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการระดับเล็กมากจนถึงเอสเอ็มอี ทำให้เกิดการจ้างงาน ทำให้เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนเป็นวงจรมากกว่าและยั่งยืนกว่า ถ้าเศรษฐกิจฟื้น ผู้ค้ารากหญ้ากลุ่มนี้ก็จะฟื้นไปด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง.
“ลม เปลี่ยนทิศ”


