“อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ต้องรับผิดชอบร่วมกัน” พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ประกาศกร้าว ต่อไปนี้ต้องทำความเข้าใจใหม่กับผู้ใต้บังคับบัญชา อะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ “หากจำเป็นต้องใช้กำลังก็ต้องทำ” อย่าลังเล ขอให้มั่นใจสิ่งที่ทำ เพราะไม่ได้สั่งให้ทำอะไรนอกอำนาจ หน้าที่
ผบ.ตร.ประกาศหลังจากรับฟังรายงานจากนายตำรวจหลายคนรวมทั้งรอง ผบ.ตร. และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เกี่ยวกับการเร่งติดตามการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มการ์ดวีโว่เปลี่ยนธงชาติไทย ที่หน้า สภ.คลองหลวง และนำผ้าสีแดงมีข้อความว่า 112 สลับขึ้นยอดเสา โดนข้อหาตามกฎหมายหลายฉบับ
คำประกาศที่ว่า “หากจำเป็นต้องใช้กำลัง” อาจถือว่าถูกต้อง สมเหตุสมผล ถ้าเป็นการใช้กำลังกับคนร้ายที่ทำผิด ปล้นฆ่า หรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ลักลอบนำแรงงานเถื่อน นำโควิดเข้ามาแพร่ระบาด แต่กรณีชักธงแดงเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุมเรียกร้องรัฐบาล และโดนข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.โรคติดต่อ และ พ.ร.บ.ธงชาติ
เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ สมควรโดนใช้กำลังหรือไม่ จะต้องยึดถือและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆ หรือไม่ รัฐธรรมนูญระบุว่าในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า “ผู้ต้องหาไม่มีความผิด” ก่อนที่จะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แสดงว่าผู้ใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้
แม้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินจะเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้กำลังกับผู้ฝ่าฝืนได้ แต่ต้องเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เกินสมควรแก่เหตุ หรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น อันที่จริง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่สมควรนำมาใช้ในการควบคุมการชุมนุม ซึ่งเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาเพื่อป้องกันการก่อการร้าย
พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นกฎหมายอำนาจนิยม ส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ลุแก่อำนาจ โดยไม่คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพประชาชน เช่น เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แม้จะมีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่เกินสมควรแก่เหตุ แต่ในทางปฏิบัติผู้บังคับบัญชาอาจช่วยให้พ้นผิดได้
ประเทศไทยเคยมีบทเรียนมาแล้วมากมาย เรื่องการใช้กำลังกับผู้ชุมนุม ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีบาดเจ็บล้มตาย กลุ่มผู้ชุมนุมได้บุกเผากองบัญชาการตำรวจนครบาลด้วย หรือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 หรือการสลายการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ 2553 คือบทเรียนการใช้กำลังควบคุมการชุมนุม.


