นานเต็มที ผมเคยเอานิทานเรื่องหนึ่ง ที่จำได้แม่นว่า อ่านจากหนังสือนิทานเล่มที่ครูให้อ่านตอนเรียนชั้น ป.เตรียม เขียนอย่างมั่นใจไปว่า “นิทานอีสป” มีผู้รู้ทักมาว่า “ไม่ใช่” หนังสือเล่มนั้น นิทานสุภาษิตต่างหาก
ตั้งสติพักใหญ่ ค่อยๆไล่เรียง หนังสือนิทานเล่มนั้น บางเรื่องเช่น กบเลือกนาย...เป็นนิทานอีสป แต่หลายเรื่อง อย่างโคนันทวิศาล...ไม่ใช่ จึงต้องยอมรับว่า เป็นนิทานสุภาษิตจริงอย่างที่เขาทัก
ในหนังสือ สานเสน่ห์สำนวนไทย (สำนักพิมพ์พื้นภูมิเพชร ธ.ค.2563) อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ให้ความรู้ว่า นิทานสุภาษิต เป็นแบบเรียนสำหรับเด็กที่อ่านหนังสือได้แล้ว กรมศึกษาธิการ ขอให้สามัคยาจารย์สมาคม ช่วยแต่ง เมื่อ พ.ศ.2451
นักเรียนอ่านแล้ว ก็จำเอาคติที่ได้จากนิทาน มาสื่อความเป็นสำนวนมากมาย เช่น เด็กเลี้ยงแกะ น้ำผึ้งหยดเดียว บ่างช่างยุฯลฯ
มีนิทานเรื่องเดียว อาจารย์ล้อมบอกว่า ทำให้เกิดสำนวนที่ใช้กันถึงวันนี้ ถึงสามสำนวนนิทานเรื่องนี้มีว่า กระต่ายเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่ง คบหาเป็นเพื่อนกับเจ้าแพะตาบอด แพะตาบอดอาศัยตากระต่ายเวลาไปไหนมาไหน กระต่ายก็อาศัยตีนแพะเวลาเดินทาง ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หากินด้วยกันเรื่อยมา
คราวหนึ่ง กำลังเดินทางเพลินจนเผลอไปเจอเสือซึ่งหน้า แพะตาไม่เห็นก็ไม่กลัว
กระต่ายขี่หลังแพะอยู่ก็ทำใจดีสู้เสือ นี่คือที่มาของสำนวนใจดีสู้เสือ
เสือชะงัก เพราะสงสัย กระต่ายมีดีอะไรจึงขี่หลังแพะ ทั้งยังไม่มีท่าทีกลัวเสือ แทนที่มันจะกระโจนเข้าใส่ ก็หลีกทางให้ กระต่ายได้ทีจึงสั่งแพะให้วิ่งไล่เสือ
เสือไม่แน่ใจอยู่แล้ว ก็ตกใจวิ่งหนี เรื่องตอนนี้เป็นที่มาของสำนวน ได้ทีขี่แพะไล่
...
นิทานเรื่องนี้ ตั้งชื่อว่า ตาบอดไม่กลัวเสือ เป็นที่มาของสำนวนตาบอดไม่กลัวเสือ แต่ดูเหมือนเรื่องราวทำนองนี้ ไม่ค่อยเกิดขึ้น สำนวนนี้จึงมีคนใช้น้อย
อาจารย์ล้อมเคยเห็นใช้กันในหนังสือการเมืองชุดหนึ่ง...มีเรื่องนักการเมืองรุ่นเก่า ทักผู้นำถึงโครงการประชานิยม ว่าในระยะยาวจะทำให้เสียหายแก่ประชาชน
ท่านผู้นำตอบว่า “คนตาบอดไม่กลัวเสือ” ซึ่งหมายความว่า เมื่อประชาชนไม่รู้ว่าหายนะอยู่ตรงหน้า ประชาชนก็จะไม่กลัว
สำนวนตาบอดไม่กลัวเสือ ผมอยากนำมาขยายในสถานการณ์นี้ เมื่อชาวบ้านฟังรัฐบาลใช้สื่อกรอกหูอยู่ทุกวัน ให้ระวังตัวกลัวภัยเชื้อโควิด-19 ไม่จำเป็นไม่ควรออกจากบ้าน
ไม่จำเป็นก็อย่าเข้าใกล้กัน แม้เข้าใกล้ก็ต้องใช้ผ้าคาดปาก
ผลจึงเป็นไปตามที่รัฐบาลตั้งใจ ร้านค้าที่กล้าๆกลัวๆเปิดขาย...ผมทดลองแอบหนีลูกเมีย แวะเข้าเมโทรฯมอลล์ รถใต้ดินหมอชิต ร้านกาแฟยี่ห้อดังที่คนเคยแน่น ไม่มีคนนั่งเลยสักคน
ร้านสุคนธา เจ้าประจำริมถนนประชาชื่น เลยโรงพิมพ์มติชนไปหน่อย แวะไปตอนค่ำ โต๊ะว่างทั้งร้าน แต่ครู่เดียว มีคนหัวอกเดียวกับผม ตามเข้ามาสี่ห้าโต๊ะ มองตาก็เห็นว่าคงเหงาๆ เหมือนๆกัน
ผมสรุปกับเพื่อน ถ้าเรารักตัวกลัวภัยมากเกินไป จนทุกร้านปิดหมด นายจ้างยิ่งจนไม่ว่ากัน แต่ลูกจ้างที่หาวันกินวัน ตกงานไม่มีกินน่ะซี เป็นเรื่องน่ากลัว
สถานการณ์ขั้นนี้ กำลังชี้ว่า คนอดตายน่ากลัวกว่าตายเพราะเชื้อโรค
ผมกำลังคิดว่า จะหาวิธีปิดหูปิดตาไม่ดูข่าว ไม่ฟังข่าวโควิด-19 ทำตัวเป็นตาบอดไม่กลัวเสือกันสักพัก
อย่างน้อยเมื่อออกไปนอกบ้าน ก็จึงรู้ว่าทั้งกาแฟและอาหารที่กินกันเหงาๆนั้น รสชาติแปลกลิ้นกว่ากินตอนคนแน่นร้าน เห็นจะเป็นเพราะหาโอกาสออกมาได้ยากละกระมัง.
กิเลน ประลองเชิง