“งูเห่า” ในสภา กลับมาโด่งดังอีกครั้ง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ส.ส.ถอนชื่อ จากคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ของนายสิวะ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ สิ้นสุดลงหรือไม่ แต่ศาลไม่รับคำร้องไว้พิจารณา เนื่องจากการถอนชื่อของ ส.ส.หลายคน ทำให้ผู้ร้องมีไม่ถึง 1 ใน 10
ส.ส.ฝ่ายค้านร่วมลงชื่อในคำร้อง ของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย รวม 62 คน ต่อมามี ส.ส. ถอนชื่อออก 10 คน สำนักงานเลขาธิการสภาตรวจสอบ พบว่ามีลายมือชื่อที่ไม่ตรงกันกับลายมือชื่อที่ให้ไว้อีก 2 คน เหลืออยู่ 50 คน แต่มี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถอนชื่อ 12 คน จึงไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ
มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยคนหนึ่ง เที่ยวชักชวนโน้มน้าวให้เพื่อน ส.ส.ถอนชื่อ แต่ ส.ส.ที่ถูกอ้างถึงชี้แจงว่า ตนไม่ได้เที่ยวชักชวนใครให้ถอนชื่อ เพียงแต่ปรึกษากับเพื่อน ส.ส.ภาคกลาง 2 คน (แต่ผู้ที่ถอนตัว 2 คน เป็น ส.ส.อีสาน) ส.ส.ผู้นั้นยืนยันว่าไม่ได้ล็อบบี้ใคร ไม่ได้รับเงินรับทองใครมาให้คนในพรรค
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องตรวจสอบและทำความจริงให้ปรากฏต่อไป แต่น่าเป็นห่วงว่าเรื่องอาจเงียบหายไป เช่นเดียวกับกรณีที่อธิบดีกรมหนึ่งออกมาโวยวาย กล่าวหาว่า ส.ส.คนหนึ่งเป็น กมธ.เรียกรับเงินจากตน แลกกับการผ่านงบประมาณของกรม กลายเป็นข่าวครึกโครม
มีคณะกรรมาธิการหลายคณะอาสาจะตรวจสอบ แต่จนถึงวันนี้ผ่านมาแล้วหลายเดือน เรื่องก็ยังเงียบอยู่ จนน่าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำให้ไม่มีผลการตรวจสอบ ทั้งๆที่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นการกล่าวหาว่า ส.ส.เรียกรับสินบน อาจเป็นความคิดตาม ป.อาญามาตรา 149 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ถึง 20 ปี สูงสุดถึงประหารชีวิต
ส่วนในทางการเมือง ต้องถือว่าเป็นความเสียงหายร้ายแรง คล้ายกับ “กรณีงูเห่า” ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ทำให้ประชาชนเสื่อมความเชื่อถือ เสื่อมศรัทธาต่อนักการเมือง และระบอบประชาธิปไตย ปัจจุบัน มีผลการสำรวจของหลายสำนักโพล พบว่าคนไทยส่วนใหญ่เสื่อมศรัทธาพรรคการเมือง และนักการเมือง ล้วนแต่มีคะแนนสอบตก
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตเลขาธิการพรรคไทยรักไทย ในยุคที่รุ่งเรือง ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความตอนหนึ่งว่า กำลังคิดและวางแผนจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพรรคอย่างไรตามกรอบความคิดหลักที่ว่า “มือในสภาไม่เท่าศรัทธามหาชน” ขออนุโมทนาถ้าทำได้จริง.


