การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลายเป็นปัญหานายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีสาธารณสุข เสนอให้ผู้ทำผิดกฎหมาย ลักลอบข้ามชายแดน หรือนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค ให้ผู้นั้นเสียค่าใช้จ่ายเอง ถ้าถูกกักกันหรือได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

ถูกตีความว่าผู้กระทำผิดกฎหมายต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ในการรักษาพยาบาล เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขมีภาระค่าใช้จ่าย ในการตรวจรักษาผู้ลักลอบข้ามแดน ทั้งคนไทยและต่างด้าวจำนวนมาก จากงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชนมีเสียงวิจารณ์ว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 แต่นายอนุทิน อ้าง พ.ร.บ. โรคติดต่อ

รัฐธรรมนูญมาตรา 47 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย จากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” แต่นายอนุทินอ้าง พ.ร.บ. โรคติดต่อ ในกรณีที่พบผู้เดินทาง ที่สงสัยว่าเป็นโรคติดต่อ เจ้าพนักงานมีอำนาจคุมตัวไว้สังเกต หรือมีการกักกันหรือสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้ ผู้นั้นต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง

แต่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด พ.ร.บ. โรคติดต่อจะใหญ่กว่าไม่ได้ต้องแยกกันให้ออก โดยลงโทษผู้ลักลอบข้ามแดน ตามกฎหมายตรวจคนเข้าเมือง จะปรับหรือจำคุกก็ว่ากันไป แต่จะตัด “สิทธิ” ในการรักษาโรคติดต่อฟรีได้หรือ รัฐมนตรีอาจถูกกล่าวหาจงใจใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 ถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญา

การแพร่ระบาดรอบใหม่ของโควิด ที่คนไทยกังวลว่าจะเอาอยู่หรือไม่? มีผลการสำรวจของซูเปอร์โพลล่าสุด พบว่าประชาชนถึงร้อยละ 98.5 ระบุว่าข้าราชการ คือต้นตอและอุปสรรคของการแก้วิกฤติชาติ และโควิดรอบใหม่ร้อยละ 98.3 เสนอให้นายกรัฐมนตรีไล่บี้ ตั้งแต่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง จนถึงหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นต้นเหตุ

รัฐมนตรีสาธารณสุข ในฐานะเจ้ากระทรวงผู้รับผิดชอบโดยตรง ในการป้องกันและปราบปรามโควิด น่าจะเข้าไปตรวจสอบ มีข้าราชการกระทรวงใดบ้าง เป็นต้นตอและอุปสรรคการแก้วิกฤติ เช่น มีส่วนร่วมในขบวนการลักลอบขนแรงงานเถื่อนเข้ามาแพร่โรค ใครเป็นรัฐมนตรีรวมทั้งบ่อนเถื่อนที่แพร่เชื้อไปทั่วราชอาณาจักร

ถ้าจะให้นายกรัฐมนตรีไล่บี้รัฐมนตรี ผู้เป็นเจ้ากระทรวงตามความต้องการของประชาชน นายกรัฐมนตรีอาจจะต้อง ‘ไล่บี้” ตนเองเสียมากกว่า เพราะข้าราชการที่เป็นจำเลยสังคม ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะสังกัดหน่วยงานที่นายกรัฐมนตรีกำกับดูแล การลักลอบขนแรงงานต่างด้าว เป็นความผิดร้ายแรงกว่าการลอบข้ามชายแดนหลายสิบเท่า.