อุดรูปราบบ่อนยุคโควิด จี้ยาแรงตรวจยึดทรัพย์

ข่าว

    อุดรูปราบบ่อนยุคโควิด จี้ยาแรงตรวจยึดทรัพย์

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      4 ม.ค. 2564 05:01 น.

      ต้นตอการกระจายเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ จ.ระยองที่มีจุดศูนย์กลางจาก “บ่อนการพนันกลางเมือง” ทำให้มี “ผู้ป่วยรายใหม่” ที่มีแนวโน้มพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว และยังไม่มีท่าทีจะหยุดในช่วงเวลาเร็วๆนี้ได้

      กลายเป็นประเด็นทำเอา “คนไทยทั้งประเทศ” ต่างมีความรู้สึก “มึนงงไปตามๆกัน” ในสาเหตุการเปิดบ่อนการพนันขนาดใหญ่ ในพื้นที่ใจกลางเมืองระยอง ที่มีนักพนันเข้า-ออก พลุกพล่านตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่กลับหลุดรอดสายตา “ตำรวจท้องที่” ที่เรียกว่า “โกดัง” จนกลายเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคโควิด-19 อย่างรวดเร็ว

      ทำให้ “ผบ.ตร.” ต้องออกโรงลงเซ็นคำสั่งให้ ผบก.ภ.จ.ระยอง ปฏิบัติราชการที่ ศปก.ตร. และ 4 เสือโรงพักเมืองระยอง ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ภ. 2 ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามมา

      เคสอย่างนี้ไม่ใช่เกิดเป็นกรณีแรกในช่วงโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ เดือน มิ.ย.2563 จนท.ฝ่ายปกครองก็เคยเข้าทลายบ่อนการพนัน ในท้องที่ ต.มาบตาพุด อ.เมืองระยอง และมีคำสั่งโยกย้ายนายตำรวจ 5 เสือ ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ภ. 2 เช่นกัน นั่นหมายความว่า...ในช่วงการระบาดของโรคนี้ มีการลักลอบเปิดบ่อนการพนันแล้ว 2 ครั้ง

      ท่ามกลางการฝ่าฝืนกฎหมาย 3 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2473 พ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 ล้วนแล้วมีโทษ สูงสุด คือ ต้องถูกจำคุกได้ด้วยซ้ำ

      แต่คราวนี้กลับเกิดการระบาดโควิด-19 ที่เป็นวงกว้าง “ผู้ติดเชื้อบางส่วน” เชื่อมโยง “บ่อนการพนัน” ทำให้ จ.ระยอง จัดเป็นความเสี่ยงสูง ถูกประกาศเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด หรือ “พื้นที่สีแดง” ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 28 ธ.ค.2563 เป็นต้นไป ที่เป็นจังหวัดที่ 2 ถัดจาก จ.สมุทรสาคร ในการระบาดระลอกใหม่นี้

      เรื่องนี้เจ้าของท้องที่อย่าง สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ทนไม่ไหวต้องโพสต์ผ่านเพจ หมอตี๋-สาธิต ปิตุเตชะ จดหมายเปิดผนึกที่ระบุบางส่วนว่าการแพร่กระจายเชื้อแบบ “ซุปเปอร์สเปรดเดอร์” ในบ่อนที่ จ.ระยองนั้นเกิดผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ปัญหาคือ “ผู้ติดเชื้อรายแรกๆ” ไม่ให้ข้อมูลความจริง

      ผู้ว่าฯ จ.ระยองต้องไล่ตามค้นหาผู้ติดเชื้อที่เกิดขึ้นเร็วจนตัวเลขผู้ติดเชื้อสูงขึ้นเป็นอันดับ 2 ของประเทศ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจากการปล่อยปละละเลย หรือจะจงใจหาประโยชน์ แต่สุดท้ายทำให้ผู้คนใน จ.ระยอง และประเทศไทย ได้รับผลกระทบมหาศาล ทั้งตัวเลขเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตแบบปกติสุข

      สิ่งที่ต้องทำวันนี้ คือ หยุดควบคุมโควิด-19 ให้ได้ก่อน แต่ก็ไม่ปล่อยให้ปัญหาบ่อนการพนันที่เกิดจากคนไม่รับผิดชอบต่อสังคมไม่กี่คน สร้างความเสียหายใหญ่หลวงให้สังคม และประเทศไทยอีกต่อไป

      เชื่อว่า...ปัญหาบ่อนการพนัน เป็นมะเร็งร้าย ใน สตช.นำมาซึ่งการ ซื้อขายตำแหน่ง ทำให้กระบวนการยุติธรรมขั้นต้นบิดเบี้ยว และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

      ในฐานะ รมช.สาธารณสุข ทำหน้าที่ร่วมกับทุกภาคส่วนในการควบคุมการระบาดเชื้อโควิด-19 และดูแลรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อยากเชิญชวนไปยังท่านนายกฯที่เคารพถึงเวลาที่ต้องเอาจริง และจริงจังกับแหล่งแพร่ระบาดเชื้อโควิด- 19 มีชื่อว่า “บ่อนถาวร” ที่มีอยู่เกลื่อนทั่วประเทศให้หมดไป...

      เช่นเดียวกับ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาฯ ม.รังสิต มองว่า เมื่อเกิดสภาวะโรคระบาดรุนแรงขึ้น “ตำรวจทั่วโลก” มักให้ความสำคัญ “สถานที่ประกอบการกระทำผิดกฎหมาย” ที่มีลักษณะเป็นแหล่งเพาะเชื้อสุ่มเสี่ยงต่อการระบาดของโรคอยู่เสมอ

      แต่ด้วย “ตำรวจไทย” อาจไม่เข้าใจตระหนักถึง “ปัญหาแหล่งมั่วสุม” ตามแหล่งประกอบการที่ผิดกฎหมาย ในช่วงเกิดการระบาดโรคร้ายแรงนี้ย่อมส่งผลให้กระจายเชื้อได้รวดเร็ว โดยเฉพาะ “บ่อนการพนัน” ถือว่าเป็นแหล่งแพร่ เชื้อโควิด-19 ได้แบบ “ซุปเปอร์สเปรดเดอร์” ทำให้เกิดผู้ติดเชื้อจำนวนมากตามมาก็ได้

      ด้วยการปล่อยปละละเลยอย่างเช่น “บ่อนการพนันระยอง” ทำให้การแพร่ระบาดเกิดขึ้นได้รวดเร็ว และสุดท้ายส่งผลกระทบต่อ “ตำรวจ” ต้องเสื่อมเสียภาพลักษณ์กลายเป็นเรื่อง “ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง” เพราะเจ้าหน้าที่บางส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มผลประโยชน์จาก “บ่อนการพนัน” ให้ปิดตาข้างเดียวนี้

      ตัวอย่าง...สะท้อนให้เห็นว่า “ผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ตระหนักของโรคระบาด” กรณี UNODC แจกเข็มฉีดยาใหม่ ที่ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย ในการป้องกันการระบาดของเชื้อเอชไอวี แต่ตำรวจไม่เข้าใจในการป้องกันโรคระบาด ก็มีการไล่จับกุมคนแจกเข็มฉีดยานี้ เพราะมองเป็นการสนับสนุนการใช้สารเสพติด แถมเรียกรับเงินอีกด้วย

      เหตุนี้ “ตำรวจ” ต้องตระหนักเข้าใจหลักการใช้กฎหมายให้สอดคล้องตามหลักสาธารณสุขด้วย เพราะ “โรคระบาดในแหล่งสถานที่กระทำผิดกฎหมาย” มีความเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ถ้าไม่มีความเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายจริงๆ ปล่อยให้มีการเปิดบ่อนพนันก็ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดให้รุนแรงได้เสมอ

      เรื่องนี้ “นายกรัฐมนตรี” คงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ในฐานะผู้กำกับดูแล สตช.โดยตรง ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 ให้มีอำนาจโดยตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และเป็นประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ให้มีอำนาจแต่งตั้ง หรือถอดถอน ผบ.ตร.ได้ด้วยซ้ำ

      ถ้า “นายกฯ” ได้มีการกำหนด “นโยบายห้ามมีบ่อนการพนัน” ย่อมส่งผลให้ ผบ.ตร.ยึดเป็นแนวทางหลักถ่ายทอดสู่ “ตำรวจทุกพื้นที่” ให้ต้องยึดปฏิบัติตามที่ห้ามไม่ให้มีบ่อนการพนันขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงเกิดโรคระบาดนี้ต้องมี “คำสั่งเด็ดขาดห้ามมีบ่อนทุกชนิด” เพื่อเป็นการตัดวงจรจุดเสี่ยงแหล่งกระจายเชื้อนี้ทันที

      หากมีการระบาดของโรคแล้วอาจต้องเร่งพิจารณาปิดสถานประกอบการสุ่มเสี่ยง หรือปิดกั้นพื้นที่ที่เป็นแหล่งแพร่กระจายโรคให้เร็วที่สุด ไม่ให้คนเข้า-ออก เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      ทว่า...“เรื่องการพนัน” อยู่คู่กับมนุษยชาติมามากกว่าพันปี ถ้าหากไม่ต้องการแก้ไขปัญหาก็ทำให้เข้าระบบถูกกฎหมาย แต่ต้องเป็นไปตามความต้องการ “คนไทย” ผ่าน “ผู้แทนราษฎร” เข้าไปร่างกฎหมายใน “รัฐสภา” ออกเป็นกฎหมายต่อไป เพื่อจะได้ควบคุมปัญหาบ่อนการพนันในประเทศไทย

      แต่ตอนนี้ “การพนัน” ในสังคมไทยยังเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ต้องมีมาตรการป้องกันปราบปรามเข้มงวด เพื่อไม่ให้ลักลอบเล่นพนันกันขึ้นเด็ดขาด ด้วยการตั้ง “หน่วยงานกลาง” ที่เป็นองค์กรอิสระให้อำนาจในการดูแลปราบปรามเกี่ยวกับการพนันเฉพาะ ที่ไม่ต้องมา “ลูบหน้าปะจมูก” จะทำอะไรเด็ดขาดก็ต้องมาเกรงใจคนนั้นคนนี้

      เพราะที่ผ่านมา “ฝ่ายปกครองเข้าทลายบ่อนการพนัน” ก็มักมีการโยกย้าย 5 เสือโรงพัก ที่รับผิดชอบและเกี่ยวข้องไปประจำกองบังคับการ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น มักเป็นการลงโทษระดับต้นไม่มีผลใดๆ เมื่อกระแสสังคมผ่านหายไป “นายตำรวจถูกโยกย้าย” ก็กลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม

      หนำซ้ำ...“ฤดูกาลโยกย้ายตำแหน่ง” กลับได้รับการ “พรีเซนต์โปรโมต” ให้ได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ “ตำรวจผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ขาดขวัญกำลังใจ” ด้วยเหตุนี้ถ้าพื้นที่ใด “มีบ่อนการพนัน” นอกจากโยกย้ายแล้วยังต้องนำ “กระบวนการทางอาญา” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

      อีกทั้งต้องสืบสวนด้วยว่า “ทรัพย์สินได้มานั้น” มีส่วนเกี่ยวกับ “บ่อนการพนันหรือไม่” เพื่อเป็นการตรวจยึดทรัพย์กันต่อไป ถ้าดำเนินการได้ตามนี้เชื่อว่า “ไม่มีบุคคลใด” กล้าปล่อยปละละเลยเป็นแน่ เพราะ “บ่อนการพนัน” เป็นเงินนอกระบบหมุนเวียนมหาศาล ที่ไม่ต้องลงทุนมากแต่ได้ผลกำไรดีเกินคาดด้วยซ้ำ

      แม้มี “ความเสี่ยงสูง” แต่ก็มีช่องทางลดความเสี่ยงนี้ได้ด้วย “การจ่ายเจ้าหน้าที่บางคน” เพื่อให้หลับตาข้างเดียว และได้รับผลประโยชน์ได้ อย่าง “คุ้มค่า” สิ่งนี้ทำให้ “คนทำผิด” ต่างวิ่งเต้นยอมจ่ายกันอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าเพิ่มความเสี่ยงเปิดบ่อนพนันให้สูงยากกว่าเดิม เช่น ในการจับกุมสาวให้ถึง “เจ้าของตัวจริง และผู้เกี่ยวข้อง”

      เพื่อการดำเนินคดีขั้นสูงสุดเด็ดขาด และใช้กฎหมาย “การฟอกเงิน” เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการยึดทรัพย์ทั้งหมดคิดว่า “ปัญหาบ่อนการพนัน” ในสังคมไทยก็อาจจะเบาบางลงก็ได้

      ย้ำต่อว่า...“การพนัน” คือ “เนื้อร้าย” คอยกัดกินเลือดคนไทย ถ้ายังพากัน “ปากว่าตาขยิบ” เหตุการณ์เลวร้ายก็ยังวนเวียนอยู่ในสังคมไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ส่งผลต่อปัญหาอาชญากรรมไม่จบสิ้น...

      อ่านเพิ่มเติม...

      อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

        วิดีโอแนะนำ

        "แพท ณปภา" ประกาศติดโควิด-19 "น้องเรซซิ่ง" ไม่ติด
        02:44

        "แพท ณปภา" ประกาศติดโควิด-19 "น้องเรซซิ่ง" ไม่ติด

        แท็กที่เกี่ยวข้อง

        โควิด-19สถานการณ์โควิดสกู๊ปหน้า 1บ่อนการพนันบ่อนระยองนักพนันติดโควิดในบ่อน

        คุณอาจสนใจข่าวนี้

        thairath-logo

        ApplicationMy Thairath

        ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
        วันศุกร์ที่ 28 มกราคม 2565 เวลา 03:54 น.
        ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
        เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์