ที่เห็นและเป็นไป สูงสุดก็ต่ำสุดได้ พรรคการเมืองของไทยนั้นต้องยอมรับว่าประชาธิปัตย์ยืนยงอยู่คู่ประเทศมายาวนานที่สุดพอที่จะประมาณได้ว่ามีความเป็น “สถาบัน” มากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ

“อุดมการณ์” พรรคถือเป็นจุดแข็งจนได้รับการยอมรับ

ทั้งคนที่เป็นสมาชิกพรรคและสังคมการเมืองทั่วไป ต่างมองในจุดนี้เป็นด้านหลักอย่างน้อยๆก็พอจะไว้เนื้อเชื่อใจได้

แต่ในความเป็นพรรคการเมืองนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆเป็นองค์ประกอบด้วยการบริหารจัดการเงินทุน บุคลากร ผู้นำการเมือง และพัฒนาการที่ทันสมัยตามความเปลี่ยนแปลงของโลก

พูดง่ายๆว่าอยู่นิ่งไม่ได้ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพความเป็นจริง

หมายถึงว่ามั่นคงในหลักการ แต่ต้องปรับจูนได้ตลอดเวลา

แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมีผู้นำการเมืองที่มีความสามารถได้รับการยอมรับ แต่ที่เป็นปัญหาอย่างหนึ่ง

คือผู้นำที่ครบเครื่องกล้าตัดสินใจ

เทียบเคียงกับเพื่อไทยซึ่งแม้จะมาทีหลังและพยายามที่จะผลักดันให้ได้รับการยอมรับว่าเป็น “สถาบัน” การเมือง

แต่มีความแตกต่างระหว่าง 2 พรรคการเมืองนี้

“เพื่อไทย” นั้น ต่อยอดมาจากไทยรักไทย พลังประชาชน ภายใต้การนำของนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะ “ผู้นำ” ตัวจริง เสียงจริง

ในพรรคแล้วไม่มีใครใหญ่เท่า

บริบทว่าด้วย “เจ้าของพรรค” ที่มีอำนาจมากที่สุดแม้จะมีกรรมการบริหารก็เป็นเพียงแค่หลักการบริหารทั่วไป

ดูดีมีระบบตามหลักการบริหารองค์กรสากล

ทว่าความจริงแล้วเป็นการบริหารในแบบ “ผู้นำเดี่ยว”มีอำนาจชี้ขาดอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง

...

เป็นสาระตามแนวทาง “ธุรกิจการเมือง” เต็มรูปแบบแต่ด้วยความสามารถมีวิสัยทัศน์และกล้าตัดสินใจบนฐานวิชาการและข้อมูล

อีกทั้งนำ “การตลาด” มาเป็นกลไกเพื่อเข้าสู่ฐานมวลชนได้อย่างตรงเป้าตรงประเด็นคือรู้ความต้องการและสนองต้องการนั้นได้เป็นอย่างดี

เหมือนคน “รู้ใจ” กันและกัน

ความสำเร็จทางการเมืองจากการปักหมุดอันแรกไต่ระดับผ่านมาได้นานพอสมควรถึงขั้นชนะการเลือกตั้งแบบพรรคเดียวตั้งรัฐบาลได้เลย

แต่ถ้าถามหา “อุดมการณ์” การเมืองคำตอบก็คือ “ธุรกิจ” ที่ต้องลงทุนและสร้างผลกำไรหากได้เป็นรัฐบาลกุมอำนาจได้

เท่ากับการดำเนินธุรกิจประสบผลสำเร็จแบ่งผลกำไรอยู่ร่วมกันไปได้ผลัดเปลี่ยนสลับหน้ากันเป็นรัฐมนตีได้อย่างทั่วถึง

เป็นความพึงพอใจซึ่งกันและกัน

ในภาวะที่เป็นจริงวันนี้ “เพื่อไทย” ไม่ได้เป็นรัฐบาล ไม่มีอำนาจรัฐ ธุรกิจการเมืองจึงไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนที่ผ่านมาอะไรที่เคยเป็นเคยอยู่ก็เปลี่ยนไปตามครรลอง

แต่ยังคิดว่าที่เคยลงทุนเอาไว้นั้นคือยังถือสิทธิความเป็น “เจ้าของ” อยู่

จึงเกิดอาการขัดขืนจาก “หุ้นส่วน” ที่ไม่ได้รับการยอมรับในความเป็นเจ้าของร่วม.

“สายล่อฟ้า”