อุณหภูมิเย็นเยือก เหมยขาบเกาะยอดหญ้าบนยอดดอย ฉากความสวยงามยามฤดูหนาว เย้ายวนนักท่องเที่ยวให้ไปสัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติในห้วงเวลาแห่งความสุข ฉลองส่งท้ายปี
ขณะที่อีกมุมหนึ่ง ก็ “เย็นยะเยือก” ไม่แพ้กัน กับบรรยากาศชวนขนหัวลุก ภายใต้สถานการณ์ไวรัสมรณะ โควิด-19 แหกด่านชายแดนไทย–พม่า จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่
ทะลุเข้ามาถึงใจกลางเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร
ล้อกับตัวเลขการติดเชื้อที่ดีดขึ้นรายวัน โดยเฉพาะสถานการณ์ติดเชื้อ “ภายในประเทศ” ที่โผล่มากระตุกขวัญจากที่เป็นศูนย์ รักษา “คลีนชีต” มากว่าครึ่งปี
โดนตีด่านแตก ไวรัสมรณะบุกทุกทิศทุกทาง
ด้านหนึ่งก็ชายแดนภาคเหนือ พื้นที่อ่อนไหวเสี่ยงอันตรายสุดจากการลักลอบข้ามแดนผิดกฎหมาย ต้องยกระดับเข้มสุด กองทัพหน่วยฝ่ายความมั่นคงและทีมงานสาธารณสุขต้องคุมเข้มกันแทบทุกตารางนิ้ว
เปิดให้คนไทยที่ประสงค์กลับประเทศเข้าทางด่านผ่านแดน ต้อง “กักตัว” ตามมาตรการ ศบค.
สกัดพาหะนำเชื้อรายใหม่ ไม่ให้เล็ดรอดสายตา
แต่ก็ยังต้องรอลุ้นพวกลักลอบเข้าเมืองก่อนหน้านี้ที่ไม่รู้จำนวนแน่นอน มีพวกหลบซ่อนอยู่อีกหรือไม่ อย่างน้อยก็ในห้วง 14–28 วันอันตราย ระยะปลอดภัยจากการติดเชื้อ
สถานการณ์ด้านชายแดนภาคเหนือยังเปราะบาง
อีกด้านยังน่าตกใจกว่า กับตัวเลขการติดเชื้อภายในประเทศเกิดจากบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำงานอยู่ใน Alternative State Quarantine (ASQ) โรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ กทม.
...
จ่อแซงหน้า ตัวเลขสูงกว่าด้านชายแดน
“สถานกักกันโรคแห่งรัฐทางเลือก” พื้นที่ซึ่งเคยปลอดภัยตามแผนยุทธศาสตร์รับมือโควิด–19 ของ ศบค.พบรูโหว่เบ้อเริ่มเทิ่มจากพฤติการณ์ “การ์ดตก” ของบุคลากรทางการแพทย์
มันยิ่งกระตุกขวัญ สั่นสะเทือนความมั่นใจวูบวาบ
ต้องไล่เช็กไทม์ไลน์ ตามพฤติการณ์ผู้ติดเชื้อที่เดินทางโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าบีทีเอส ลุยตรวจพวกที่อยู่ข่ายสัมผัสใกล้ชิดอีกนับร้อย
ฉากสถานการณ์ “ไวรัสมรณะรีเทิร์น” บีบหัวใจ
เร้าอาการแพนิค กระตุ้นอาการตื่นกลัวผู้คนในสังคม อารมณ์แบบที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและ รมว.สาธารณสุข ต้องรีบทำพิธี “เรียกขวัญ” เป็นการใหญ่
ประสานเสียงยืนกราน ไม่ใช่การระบาดโควิดรอบสอง
โดยเฉพาะ “เสี่ยหนู” ต้องบินด่วนลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย จัดอีเวนต์โชว์มาตรการเข้มสกัดไวรัสโควิด–19 แหกด่านชายแดน กระตุ้นความมั่นใจแผนการรับมือของรัฐบาล
ประคองสถานการณ์ท่องเที่ยวที่เสี่ยงพังพาบ
ไฮซีซันกร่อยทันตา ทัวร์ท้าลมหนาวภาคเหนือยกเลิกกันระนาว
นั่นไม่เท่ากับการทำแผนรีสตาร์ตการท่องเที่ยวภาพรวมสะดุด แนวคิดการเปิดรับทัวร์ต่าง-ชาติที่ความเสี่ยงต่ำเข้าเมืองไทย ติดเครื่องยนต์หลักในการหารายได้เข้าประเทศ
ความหวังยื้อชีพจรเศรษฐกิจ ต้องวูบเพราะโควิดด่านแตก
ตามเงื่อนไขไฟต์บังคับที่จับอาการได้ ผู้นำและทีมงานรัฐบาลต้องประคองสถานการณ์การท่องเที่ยวแบบสุดกำลังเกิด ขืนกระแสตื่นไวรัสมรณะทำพัง
โควิดรีเทิร์นลากเศรษฐกิจดิ่งเหวกู้ไม่ขึ้นแน่
ในมุมฝ่ายบริหาร เชื้อโรคร้ายอันตราย แต่ภาวะปากท้องประชาชนอดตายอันตรายกว่า
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ภายใต้สถานการณ์คับขันว่าด้วยวิกฤติโรคระบาดอันตราย มันต้องฟังจากหมอเป็นหลัก
น้ำหนักมากสุดก็น่าจะอยู่ที่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ออกโรงแถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด–19 และการผลิตวัคซีนป้องกัน
“หมอใหญ่” ยืนยัน สายพันธุ์ที่แพร่ในเมียนมาเป็นคนละสายพันธุ์กับอู่ฮั่นที่ระบาดในช่วงแรก D614 แต่เมียนมาเป็นสายพันธุ์ G614 ตัวเดียวกับที่พบแพร่ระบาดในประเทศแถบตะวันตกและทั่วโลกอยู่ในขณะนี้
สามารถแพร่ได้เร็วกว่าสายพันธุ์เดิม
สถานการณ์ไทยวันนี้ทำให้เห็นว่าจุดอ่อนแม้แต่จุดเดียว อาจส่งผลมหาศาลต่อประเทศและส่งผลกระทบเชิงลบให้กับสังคม จึงขอความร่วมมือคนไทยยกการ์ดขึ้นสูง ใช้วัคซีนที่เรามีคือการปฏิบัติตามคำแนะนำ สวมหน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่างอย่างเคร่งครัด ให้ความร่วมมือลงทะเบียนเข้า–ออกเมื่อใช้สถานที่
ช่วยกันแนะคนรู้จักให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องเพื่อให้เรามีภูมิป้องกันโควิดได้ทันที โดยไม่ต้องรอวัคซีนที่ยังต้องใช้เวลาอีกนานไม่ต่ำกว่าครึ่งปีกว่าจะได้ใช้
ในภาวะชายแดนที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงมากขึ้น ทั้งประเทศเมียนมา มาเลเซีย โดยเฉพาะคนที่ลักลอบเข้ามาเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดการระบาดได้
ศ.นพ.ประสิทธิ์ยังได้ระบุถึงการชุมนุมต่างๆ อยากให้เข้าใจและย้ำเตือน เพราะไม่มีใครชนะหากเกิดการระบาดขึ้น จึงอยากขอให้หลีกเลี่ยง
เบี่ยงไม่พูดเฉพาะเจาะจง แต่คงหมายรวมถึงม็อบไล่รัฐบาล
“หมอใหญ่” ไม่บอกชัดๆแต่ที่แน่ๆมวลชนเด็กรุ่นใหม่ไม่ได้รับการคุ้มครองเหมือนการปกป้องจากรถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา กระบองทหาร ตำรวจ เชื้อโรคไม่มีตา ไม่แยกแยะเด็ก คนแก่ ม็อบชุมนุมพลาดติดโควิดได้ง่ายๆ
เสี่ยงตายไล่ “บิ๊กตู่” ดูแล้วไม่น่าคุ้ม
เรื่องจริงไม่อิงการเมือง คำเตือนแพทย์ไม่เข้าใครออกใคร
และในจังหวะสถานการณ์ฝั่งม็อบราษฎรเองก็ผ่อนคันเร่ง “พักยก” ช่วงฤดูแห่งความสุขส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผู้คนส่วนใหญ่ฝักใฝ่กับการเคลียร์งาน เตรียมสนุกกับเทศกาลเฉลิมฉลอง
ประชาชนคนไทยอยู่ในภาวะเลิกสนใจการเมืองชั่วขณะ
ประกอบกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ติดสอบต่อเนื่องเทศกาลวันหยุดยาว
ตามรูปการณ์ที่ “เพนกวิน” นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ กับ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม หัวขบวนมวลชนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ตีธงประกาศอยากให้ม็อบหยุดพัก
รักษาพลัง ปีหน้าม็อบเบิ้มๆลุยหักดิบแน่
ม็อบพักยก โดยจังหวะลดความเสี่ยงโควิด–19 ระบาดไปโดยอัตโนมัติ เหมือนระฆังช่วย “บิ๊กตู่” เข้ามุมให้น้ำ ได้พักหายใจหายคอจากการโดนแนวร่วมมวลชนรุ่นใหม่ไล่ต้อนโค่นกระดานอำนาจทหารเฒ่า 3 ป.
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า โจทย์ท้าทายผู้นำจะเบาลง
กับภาวะเศรษฐกิจปากท้องที่ไม่หยุดพักปีใหม่
ภายใต้สถานการณ์วิกฤติโรคระบาด ความหวังเดียวของมวลมนุษยชาติอยู่ที่วัคซีนต้านโควิดที่มีแนวโน้มกว่าจะได้ใช้เร็วสุดในกลางปีหน้า
5–6 เดือน อาจรู้สึกเหมือน 50–60 ปี สำหรับรัฐบาลที่ต้องประคองภาระปากท้อง หนักกว่าแบกหินข้ามเขา
มาตรการอัดฉีดน้ำหล่อเลี้ยง กระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้โปรโมชัน “คนละครึ่ง” จ่อเปิด 2–3 รอบ อัดเพิ่มวงเงินบัตรคนจน ลดแลกแจกแถมให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยหมุนฟันเฟือง
หนีไม่พ้นต้องกู้มาปะตูดขาด โปะงบประมาณ ไม่นานก็ “น็อกรอบ”
ขณะที่เครื่องยนต์หลักในการหารายได้จากการท่องเที่ยว สำลักเชื้อโควิด ติดๆดับๆ
ยังไม่นับสัญญาณเข้มๆแนวรบด้านตะวันตก ที่ชาติมหาอำนาจจ่อยกระดับมาตรการกดดันรัฐบาลทหารเฒ่า 3 ป. ผ่านสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ออกกระตุกประชาคมโลก กดดันรัฐบาลไทยให้ฟังเสียงเรียกร้องจากมวลชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ห้ามปราบด้วยวิธีรุนแรง
ส่องัดเกม “แซงก์ชัน” กดทับเศรษฐกิจไทยยิ่งโหลดหนัก
ตามสภาพการณ์ที่หักมุมกับฉากทะลุนิมิตของหลวงปู่เกวาลัน ส่งซิกผ่าน “โหรท็อปบูต” นายวารินทร์ บัววิรัตน์ เจ้าสำนักสุขิโต ฟันธง พล.อ.ประยุทธ์ผ่านด่านคดีบ้านพักหลวง ส่ออยู่ยาว จ่อ “แฮตทริก” สมัย 3
อวยมุกส่งไม้กับทีมไอโอแบบทหาร ตีปี๊บเชียร์ส่ง “ลุงตู่” ไปต่อไม่รอแล้ว
แต่อย่างที่เห็นแนวโน้มด่านเศรษฐกิจปากท้อง ก่อนไปผจญม็อบเบิ้มๆต้นปี 2564
แค่ปีนขวากหนามตรงหน้า ทหารเฒ่ายังแทบรากเลือดเลย.
“ทีมการเมือง”