ซีกรัฐบาลดาหน้าขวางโละ ม.112 “ไพบูลย์” เฉ่งใช้ไม่ได้ ยิ่งกว่านิรโทษกรรม หวังฟอกผิด ตัวเอง “เสรี” ลั่นยกเลิกไม่ได้เด็ดขาด สังคมอยู่ไม่ได้ ปชป.ไม่เอาด้วย“จุรินทร์” ยันต้องมีไว้ปกป้องประมุข “เทพไท” ค้าน ฟื้น ก.ม. คอมมิวนิสต์ ติงอย่าถอยลงคลองไปมากกว่านี้ พท.ฉะรัฐบาลอย่าสองมาตรฐาน ใช้เป็นเครื่องมือการเมืองเชือดคนเห็นต่าง “ก้าวไกล” นัด 15 ธ.ค. โหวตชี้ขาดจุดยืน ฝ่ายค้านโหมโรงศึกซักฟอก “สุทิน” โอ่ขุดแผนอุบาทว์ปราบปรามประชาชน-โกงงาบงบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นเขียง “อนุดิษฐ์” คุยจ่อกระชากหน้ากากไอ้โม่งสวาปาม 3 แสนล้าน “เพนกวิน” ประกาศยุบการ์ดอาสา สลายก๊กจัดสตาฟฟ์ใหม่ ลบภาพ ขัดแย้ง ตั้งตนเป็นอิสระ

จากกรณีกลุ่มราษฎรเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถูกฝ่ายรัฐบาลและแนวร่วมคัดค้านอย่างหนัก ระบุเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่เหมาะสม มุ่งหวังลบล้างความผิดของตัวเอง ขณะที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอื่นที่มีอยู่ต่อผู้กระทำผิดในการชุมนุม โดยไม่ใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง

“ไพบูลย์” อัดใช้ไม่ได้ชงเลิก ม.112 ฟอกผิด

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีกลุ่มราษฎรเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมทั้งเปิดเว็บให้ประชาชนลงชื่อว่า การกระทำดังกล่าวไม่เหมาะสม อยากให้ประชาชนจับตา เพราะเป็นการไปยกเลิกกฎหมายที่ตัวเองกระทำความผิด ตรงนี้ยิ่งกว่าการนิรโทษกรรมและยังเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์อีกด้วย ถือว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะมายกเลิกมาตรา 112 กฎหมายอาญามาตรา 112 มีมานานแล้ว ถ้าไม่คิดจะทำความผิดมาตรา 112 ก็ไม่มีความผิดอยู่แล้ว ไม่ใช่พอพวกตัวเองทำความผิดเข้าข่ายมาตรา 112 แล้วจะมาให้ยกเลิก แบบนี้มันไม่ถูกต้อง อีกหน่อยถ้าไปทำผิดกฎหมายอะไรอีกคงต้องออกมาขอให้ยกเลิกเพื่อตัวเองและพวกพ้องแบบนี้ไปเรื่อยๆ มันใช้ไม่ได้

...

“ธนกร” ซัดคนชั่วคิดล้มล้างสถาบัน

นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกลุ่มราษฎรเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 พร้อมทั้งเปิดเว็บให้ประชาชนลงชื่อว่า เชื่อว่าพี่น้องคนไทยทั่วประเทศคงไม่เห็นด้วย เพราะขนาดมีมาตรา 112 อยู่ แกนนำกลุ่มราษฎรยังจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่เข้าใจว่ามาตรา 112 เป็นอุปสรรคอะไรกับการพัฒนาประเทศ หรือทำอะไรให้คณะราษฎรไม่สบายใจ เพราะคนปกติเขาไม่มีใครคิดไปจาบจ้วงสถาบัน มีเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่ไม่รู้จักบุญคุณแผ่นดิน ถ้าไม่มีความสุขหรือไม่อยากอยู่ประเทศไทยคงไม่มีใครว่า ส่วนกรณีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ระบุว่ามาตรา 112 เป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมืองไม่เป็นความจริง มีแต่คนชั่วเท่านั้นที่คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ บางคนติดคุกมาแล้วยังไม่สำนึก ทั้งที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษด้วยซ้ำ วันนี้บ้านเมืองประสบปัญหาจากโควิด-19 หลายด้าน รัฐบาลพยายามทำงานเต็มที่ ขอให้ทุกฝ่ายร่วมแรงร่วมใจกันทำงานให้ประเทศดีกว่าการมาซ้ำเติม

ยกคนส่วนใหญ่ของ ปท.ไม่เอาด้วย

นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ระบุมาตรา 112 อยู่ในหมวดความมั่นคงฯ เรียกร้องให้ยกเลิกว่า คนส่วนใหญ่ทั้งประเทศไม่อยากให้ยกเลิกมาตรา 112 ถ้าไม่มีการทำผิดกฎหมายก็ไม่มีสิ่งใดต้องกลัว จะมีแต่คนเช่นนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และพรรคพวกเท่านั้น ถึงกล้ามาเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 เพราะอยากจะกระทำความผิดโดยการหมิ่นประมาทดูหมิ่นจาบจ้วงก้าวล่วง แต่ไม่อยากถูกลงโทษ ไม่ยอมรับกฎหมายบ้านเมือง มั่นใจว่าสิ่งที่ประชาชนที่รักสถาบันปกป้องสถาบัน ต้องการมากที่สุดคือเอามาตรา 112 มาดำเนินคดีกับคนจาบจ้วง ดูหมิ่นสถาบันให้เข้าคุกให้หมด ประชาชนผู้รักสถาบันขอขับไล่ให้นายปิยบุตรและครอบครัวออกนอกประเทศ ไปอยู่ประเทศอื่น

“เสรี” ลั่นยกเลิกไม่ได้เด็ดขาด

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. กล่าวถึงกรณีม็อบราษฎรเรียกร้องให้ยกเลิกมาตรา 112 ให้ยุติการดำเนินคดี ล้างมลทินและชดเชยเยียวยาผู้ถูกดำเนินคดี คืนความยุติธรรม ให้กระบวนการประชาธิปไตย เดินหน้าต่อได้ ว่า ปัจจุบันสถานการณ์ม็อบ มีพฤติกรรมชัดเจนเรื่องจาบจ้วง ดูหมิ่น เหยียดหยาม อาฆาตมาดร้าย จึงชัดเจนอย่างยิ่งว่าจะยกเลิกมาตรา 112 ไม่ได้โดยเด็ดขาด ข้อเรียกร้องม็อบที่มีออกมาในช่วงนี้ เพราะคุณไปกระทำผิด ดังนั้นต้องรับผิดชอบการกระทำ ไม่ใช่พอโดนคดีก็มาเรียกร้องเพื่อตัวเองแบบนี้ ก่อนที่จะกระทำต้องรู้แล้วว่าโทษของความผิดมีความร้ายแรง แต่คุณพูดว่ามันเลยความกลัวไปแล้ว ทั้งพูด ทั้งขีด เขียน ประกาศ โฆษณา แสดงความอาฆาต มาดร้ายไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าผิด

ฉะทำผิดมาขอเลิก ก.ม.สังคมอยู่ไม่ได้

เมื่อถามว่า การยกเลิกหรือไม่ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ที่กลุ่มราษฎรเรียกร้องจะมีผลต่อการเดินหน้าตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์หรือไม่ นายเสรีกล่าวว่า หลักของการสมานฉันท์ไม่ได้แปลว่าใครทำผิดกฎหมายแล้วไปยกเลิกความผิด ถ้าอย่างนั้นคนไปฆ่าคนตาย ลักทรัพย์แล้วบอกว่ามาสมานฉันท์กันเถอะ อย่างนี้สังคมอยู่ไม่ได้ เป็นคนละเรื่องกับการสร้างความสมานฉันท์ มีการมาชุมนุมหมิ่นสถาบันเบื้องสูง พอถูกดำเนินคดีมาบอกว่าทำไมไปละเมิดสิทธิ์ สิ่งที่คุณทำไม่ได้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพให้ผู้อื่นด้วยแต่เพื่อตัวเอง และออกมาจาบจ้วงดูหมิ่นใส่ร้ายอาฆาตมาดร้าย พอจะถูกดำเนินคดี มาบอกว่าทำไมไม่ล้างมลทิน อีกหน่อยคนทั้งประเทศจะทำอะไรก็ได้ พอทำแล้วถูกดำเนินคดี มาบอกทีหลังว่ายกเลิกและสมานฉันท์กันเถอะ ต้องแยกแยะ

ส.ว.จ่อเชิญ สมช.–หน่วยข่าวมาหารือ

นายจเด็จ อินสว่าง ส.ว.ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีม็อบราษฎรเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมยื่นหนังสือต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ช่วยกดดันยกเลิกมาตรา 112 ว่า เรื่องมาตรา 112 กมธ.วิสามัญฯ ได้หารือกันมาตลอด กรณีล่าสุด กมธ.จะนำเรื่องไปหารือวันที่ 18 ธ.ค. เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น และจะเชิญสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และหน่วยข่าวต่างๆ มาร่วมหารือต่อไป มาตรา 112 มีใช้กันทุกประเทศ อย่างประเทศอังกฤษมีใช้ มีโทษรุนแรงด้วย เพียงแต่ไม่ได้นำมาใช้ ส่วนการไปยื่นเรื่องต่อยูเอ็นให้ยกเลิกมาตรา 112 คงต้องการสร้างกระแสกดดันและสร้างความเด่นดัง แต่ยูเอ็นคงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ใช่ยื่นมาแล้วจะเชื่อทันที หรือกรณี ส.ว.สหรัฐอเมริกาออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา อาจเป็นเพราะได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน คิดแต่เรื่องเก่าๆของประเทศไทย ไม่ได้ดูปัญหาต้นเรื่องทั้งหมด เลยคิดว่ารัฐบาลไม่ให้ความเป็นธรรมกับผู้ชุมนุม

“จุรินทร์”ยันต้องมี ม.112 ป้องประมุข

ที่ท่าอากาศยานจังหวัดภูเก็ต นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎรเรียกร้องให้ยกเลิกการบังคับใช้มาตรา 112 ว่า ทุกประเทศในโลกต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองประมุขของประเทศ หรือของรัฐด้วยกันทั้งสิ้น อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้อง พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยที่จะไปเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยเป็นระบอบสาธารณรัฐหรือคอมมิวนิสต์ เพราะเรามีจุดยืนชัดเจนว่าประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น และเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ

หนุนบังคับใช้ ก.ม.เคร่งครัด

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มาตรา 112 ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อหลักนิติธรรม ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ขัดใจผู้ที่คิดไม่ดีต่อสถาบันฯ มาตรา 112 อยู่ในภาคความผิดลักษณะที่ 1 ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หมวด 1 ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นมาตรการของรัฐเพื่อคุ้มครองสถาบัน จากการหมิ่น ประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย การกระทำความผิดตามมาตรา 112 ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ใช้เป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ไม่ได้กระทบ กระเทือนสาระสำคัญแห่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนยังมีเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นภายในขอบเขตที่ไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ได้ จึงไม่ได้เป็นปัญหาตามที่ผู้ชุมนุมบิดเบือน ด้วยการเชิญชวนให้ ส.ส.เข้าชื่อเพื่อเสนอแก้มาตรา 112 ต่อสภา แต่พรรคไหนใครอยากทำไม่มีใครห้ามได้ พรรคประชาธิปัตย์ เรามีหลักการชัด ยึดมั่นในระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีแนวคิดยกเลิกมาตรา 112 เราสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

“เทพไท” ค้านฟื้น ก.ม.คอมมิวนิสต์

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเรียกร้องให้รื้อฟื้นการใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอีกว่า ไม่ได้เกินความคาดหมาย เพราะตั้งแต่มีการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มคณะราษฎร มีการแสดงสัญลักษณ์ค้อนกับเคียวเป็นตัวอักษรอาร์ที มูฟเมนต์ มีการวิพากษ์วิจารณ์จนนำไปสู่ความเห็นเรื่องการเปลี่ยนประเทศไทย อาจนำไปสู่การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ได้ เป็นความคิดเพ้อฝัน หรือจินตนาการมากเกินไป สัญลักษณ์ค้อนกับเคียวเป็นแค่การออกแบบทำสื่อประชาสัมพันธ์ของผู้ชุมนุม ไม่น่าเชื่อมโยงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถ้าการแสดงตราสัญลักษณ์ดังกล่าวเป็นความผิดต้องห้ามครอบครองค้อนกับเคียว หรือการจัดจำหน่ายเป็นความผิดด้วย

แนะใช้ ก.ม.อาญา อย่าถอยลงคลองอีก

“โลกยุคปัจจุบัน การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ได้ล่มสลายไปแล้ว ทั้งสหภาพโซเวียตหรือเยอรมันตะวันออก แม้แต่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้นแบบการปกครองรูปแบบคอมมิวนิสต์เปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ระบอบทุนนิยมแล้ว ไม่ควรปลุกผีคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอีก ประเทศไทยออก พ.ร.บ.ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ค.2543 ผ่านมา 20 ปีแล้วไม่ควรรื้อฟื้นกฎหมายคอมมิวนิสต์กลับมาใช้อีก ถ้ามีการกระทำใดสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดต่อความมั่นคงของชาติควรใช้ประมวลกฎหมายอาญาดำเนินการต่อผู้กระทำผิดได้ทันที อย่าให้ประเทศชาติต้องถอยหลังเข้าคลองไปมากกว่านี้อีกเลย” นายเทพไท กล่าว

พท.ฉะ จนท.ใช้เป็นเครื่องมือการเมือง

นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาเห็นว่าการใช้มาตรา 112 เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ โดยใช้เหตุผลทางการเมืองมาประกอบการตัดสินใจ แล้วใช้มาตรานี้เป็นเครื่องมือ เพื่อสร้างอำนาจให้ตนเองปิดปากคนเห็นต่าง ทั้งที่มีกฎหมายมาตราอื่นๆที่จะใช้ดำเนินการได้ แต่กลับเลือกใช้มาตรานี้เป็นหลัก จึงไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 112 ของเจ้าหน้าที่มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ถ้าไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหวในประเด็นนี้อีก ทำได้ง่ายๆเพียงแค่รัฐบาลเลิกนำมาตราดังกล่าวมาจัดการกับผู้ชุมนุม หากใครทำผิดอะไรให้แจ้งข้อกล่าวหาอื่นตามกฎหมายที่มีจะดีกว่า ไม่เช่นนั้นการเคลื่อนไหวในประเด็นนี้จะไม่จบสิ้น

จี้รัฐบาลใช้ ก.ม.ตรงไปตรงมา

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากรณีผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า อยากให้รัฐบาล โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ต้องควบคุมบังคับใช้กฎหมายปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยมุมมองและทัศนคติที่เป็นธรรมต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มราษฎร ที่ประกอบด้วยนักเรียนนักศึกษา เยาวชนอนาคตของชาติ ไม่มีทัศนคติอันเป็นลบต่อกลุ่มผู้ชุมนุม หรือกล่าวหาว่ามีกลุ่มคนอยู่เบื้องหลัง กลุ่มคนรุ่นใหม่แสดงพลังนักศึกษาเป็นธรรมชาติ ถ้าตั้งโจทย์ผิดคิดว่ามีคนอยู่เบื้องหลังอาจบานปลาย เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม การดำเนินการที่ฝ่าฝืนกรอบกฎหมายต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาตามฐานความผิด อย่าใช้กฎหมายมาตราใดมาตราหนึ่งมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง ต้องไม่สองมาตรฐาน ไม่ใช่คนสีเสื้อหนึ่งทำได้ อีกกลุ่มหนึ่งไม่สามารถทำได้ ต้องเข้าใจว่าเยาวชนเหล่านี้ต้องการนำเสนอเพื่อการพัฒนาให้ดีขึ้น ผู้เกี่ยวข้องควรเปิดพื้นที่รับฟังบนพื้นฐานความสุจริต การส่งสัญญาณของนายกฯจะบังคับใช้กฎหมายทุกมาตราทุกฉบับอย่างเข้มข้น นานาชาติไม่สบายใจ ถูกตีความเป็นสัญญาณใช้ความรุนแรง ท่าทีเหล่านี้ไม่เป็นผลดีกับประเทศ ที่สำคัญเจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ลืมว่าการชุมนุมเป็นสิทธิที่มีตามรัฐธรรมนูญ

หยัน รบ.บ้าจี้ตามพี่ศรีจะเสื่อมเอง

นายอนุสรณ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์กรพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เรียกร้องให้นำกฎหมายคอมมิวนิสต์ มาดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นสิทธิของนายศรีสุวรรณจะตั้งข้อสังเกตหรือร้องเรียน เพราะร้องทุกเรื่องอยู่แล้ว แต่ สังคมตั้งคำถามว่ารัฐบาลสืบทอดอำนาจเคยกลัวขันแดง ปฏิทินนายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ วันนี้นายศรีสุวรรณกำลังจะหลอนรัฐบาลให้กลัวเครื่องหมายค้อนเคียว ที่กลุ่มราษฎรพยายามสื่อสารว่าไม่ใช่ปลุกระดมชนชั้นแรงงานมาต่อสู้ อาจเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือของนายศรีสุวรรณที่ร้องทุกเรื่อง และอาจทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลหากบ้าจี้ดำเนินการตามที่นายศรีสุวรรณเสนอว่ากลัวกระทั่งสัญลักษณ์การชุมนุมในแต่ละครั้งที่เขาเปลี่ยนแปลงตลอด และนายศรีสุวรรณต้องตอบคำถามให้ได้ว่าที่ออกมาให้ความเห็นครั้งนี้ ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร

ก้าวไกลโหวตชี้ขาดจุดยืน 15 ธ.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 15 ธ.ค. พรรคก้าวไกลจะประชุมเพื่อหารือและกำหนดท่าทีของพรรค ต่อกรณีม็อบราษฎรเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมยื่นหนังสือต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ช่วยกดดันยกเลิกมาตรา 112 เมื่อวันที่ 10 ธ.ค. โดยเบื้องต้นเห็นว่าไม่ควรใช้มาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง นอกจากนี้มีเเนวโน้มว่าการหารือในที่ประชุมพรรคจะมีการใช้เสียงของ ส.ส.เพื่อโหวตเป็นมติชี้ขาดว่าจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อเสนอของม็อบราษฎรครั้งนี้ หลังจากได้ข้อสรุปแล้ว พรรคก้าวไกลจะมอบหมายให้นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล เป็นผู้แถลงข่าวเพื่อประกาศจุดยืนของพรรคก้าวไกลเกี่ยวกับข้อเสนอม็อบราษฎรอย่างเป็นทางการต่อไปโดยเร็วที่สุด

“สุทิน” ขุดแผนอุบาทว์ปราบ ปชช.ขึ้นเขียง

อีกเรื่อง นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ขณะนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคกำลังเร่งสรุปประเด็น และหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องที่จะอภิปรายให้ชัด ตอนนี้ถือว่าประเด็นมีเพียงพอแล้วแม้แต่รัฐบาลรวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม หากเห็นข้อมูลจะต้องตกใจ เช่นข้อผิดพลาดเกี่ยวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลคิดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับดำเนินการผิดพลาด มีการทุจริตแทนที่จะกระตุ้นกลับดึงเศรษฐกิจให้ถดถอยลง รวมถึงเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลไปแอบทำอะไรใต้ดิน คิดแผนปราบปรามประชาชนด้วยวิธีอุบาทว์ หากเปิดขึ้นมาคนจะเชื่อได้ว่าเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมอย่างยิ่ง จะทำให้รัฐบาลขาดความชอบธรรมทันทีทั้งในประเทศและต่างประเทศ และยังมีหลายเรื่องที่รัฐบาลกำลังปูพื้นฐานประเทศไปสู่วิกฤติ จนยากที่จะหาทางออกได้ ข้อมูลเหล่านี้ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังปีใหม่ เชื่อว่าข้อมูลต่างๆแม้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการยกมือของ ส.ส.รัฐบาลได้ แต่รัฐบาลจะยิ่งขาดความชอบธรรม จนไม่สามารถอยู่ต่อได้

โวลากคอไอ้โม่งโกงงบฯกระตุ้น ศก.

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ระบุว่าในยุค คสช.มีวงเงินความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตประมาณ 3 แสนล้านบาทว่า ยุค คสช.ไม่มีตัวแทนประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งทำให้การตรวจสอบฝ่ายบริหารหายไป ไม่แปลกที่ พล.ต.อ.วัชรพลออกมายอมรับว่ายุค คสช.มีเงินแผ่นดินรั่วไหลเกือบ 3 แสนล้านบาท แต่วันนี้หลังมีการเลือกตั้งมีฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล พบว่ามีข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆที่มีความไม่ชอบมาพากล และเข้าข่ายการกระทำทุจริตประพฤติมิชอบในโครงการของรัฐมากมายหลายเรื่อง ถ้าเป็นเรื่องเก่าสภาฯต้องส่งให้ ป.ป.ช.ไปดำเนินการ

กระชากหน้ากากคนสวาปาม 3 แสนล้าน

“แต่กรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นและตรวจพบในรัฐบาลชุดนี้ เฉพาะที่พรรคตรวจสอบพบความไม่ชอบมาพากล และอาจเข้าข่ายทุจริตจากหลายกระทรวงทั้งพรรคหลักและพรรคร่วม อาทิ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ จะต้องรวบรวมข้อเท็จจริงนำไปสู่การหาตัวคนผิดมาลงโทษต่อไป จะใช้กลไกของการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเครื่องมือสำคัญ กระชากหน้ากากไอ้โม่งที่สวาปามเงินแผ่นดินไปกว่า 3 แสนล้านออกมาให้สังคมได้รับรู้โดยเร็วที่สุด ขอเตือนไปยังข้าราชการที่ให้ความร่วมมือกับนักการเมืองทุจริตเงินแผ่นดิน คดีความทุจริตไม่มีอายุความ แม้เกษียณอายุราชการไปแล้ว หากประพฤติเอาใจนักการเมืองท่านต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ต้องรับผิดในที่สุด” น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

พท.หัวชนฝา ส.ส.ร.เลือกตั้งทั้งหมด

น.อ.อนุดิษฐ์ยังกล่าวถึงการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า แต่ละฝ่ายพยายามยึดร่างตัวเองเป็นหลัก ฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยจะสงวนคำแปรญัตติไว้ เพื่อไปเสนอเหตุและผลในที่ประชุมรัฐสภาให้สมาชิกรัฐสภาพิจารณาต่อไป ประเด็นหลักคือ ส.ส.ร.ให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ส่วนที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ระบุควรรับฟังเสียงจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเมืองด้วยนั้น ร่างของฝ่ายค้านเขียนไว้ชัดเจนว่า ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้ง 200 คน แต่การยกร่างเพื่อนำไปสู่การพิจารณาของ ส.ส.ร. จะมาจากคณะกรรมการยกร่างที่ประกอบด้วย ส.ส.ร. 35 คน และผู้ทรงคุณวุฒิตามที่ ส.ส.ร.กำหนดไว้อีก 15 คน ให้มาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ที่มาของ ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะนี้

“นิกร” ย้ำเสียง 3 ใน 5 โหวตเหมาะสม

นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ...(แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญ) รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่า กมธ.เข้าสู่การพิจารณาเนื้อหามาตรา 3 ว่าด้วยการแก้ไขมาตรา 256 ปลดล็อกการใช้เสียงเห็นชอบจากเดิมที่ให้มี ส.ว.ร่วมลงมติ 1 ใน 3 ในวาระแรก และให้ใช้เสียง ส.ส.ฝ่ายค้าน ร้อยละ 20 ร่วมลงมติเห็นชอบวาระ 3 การแก้จำนวนเสียงยังเห็นต่างระหว่าง 3 ใน 5 หรือตามร่างของพรรคร่วมรัฐบาล และมากกว่ากึ่งหนึ่งตามร่างของฝ่ายค้าน มี ส.ว.เสนอให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ทำให้ กมธ. รอสรุปไว้ก่อน เพื่อพิจารณาให้รอบด้าน คิดว่ากฎหมายแม่ไม่ควรแก้ง่ายจนเกินไป ขณะที่การใช้เสียง 2 ใน 3 หรือ 500 คนจาก 750 คน อาจเป็นปัญหา ต้องใช้เสียง ส.ส.ทั้งหมดของสภาฯ และกรณี ส.ส.เป็นประธานสภาฯ ต้องงดออกเสียงอาจทำให้เป็นปัญหา จึงเห็นว่าเสียง 3 ใน 5 จึงเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมต้องหารือให้รอบด้าน ก่อนจะกลับมาตัดสินใจอีกครั้ง ทั้งนี้ยืนยันว่าการลงมติจะไม่ใช้เสียง กมธ.ข้างมากลากไปแน่นอน

ที่มา ส.ส.ร.จบไม่ลง-อายุ 18 ปีสมัครได้

นายนิกรกล่าวอีกว่า ประเด็นที่มาของ ส.ส.ร.ที่ร่างพรรคร่วมรัฐบาลและฝ่ายค้านแตกต่างกันของพรรคร่วมรัฐบาลให้ ส.ส.ร.มาจากเลือกตั้ง 150 คนและคัดสรร 50 คน ในฐานะผู้ทำร่างฯไม่ขัดข้องการแก้ไขที่มา ส.ส.ร.ที่มาจากการคัดสรรในส่วนของเยาวชน 10 คน ร่างเดิมกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการ แต่พิจารณารอบคอบแล้วเห็นว่าควรให้ตัวแทนเยาวชนเป็นผู้เสนอ กมธ.เตรียมเชิญตัวแทนเยาวชน เช่น สภาเยาวชน องค์การนิสิตนักศึกษาหรือตัวแทนม็อบให้ความเห็นและร่วมออกแบบที่มา ซึ่งการกำหนดคุณสมบัติ ส.ส.ร.ได้เปิดกว้างให้เยาวชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ลงสมัคร
รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ร.

“จุรินทร์” ให้ผสมผสาน 150+50

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องให้เลือกตั้ง ส.ส.ร.200 คน ยังถกเถียงกันอยู่ถ้ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดอาจอ้างได้ว่าประชาชนเลือกมา แต่อาจมีจุดอ่อนถ้าผลการเลือกตั้งที่ออกมากลายเป็นผู้ที่อิงอยู่กับพรรคการเมืองหรือในเส้นสายทางการเมืองได้รับเลือกตั้งมาจำนวนมาก สุดท้ายอาจกลายเป็นสภาผัวสภาเมีย เหมือนที่เกิดขึ้นในวุฒิสมาชิกกับสภาผู้แทนราษฎรในอดีตได้ ส่วนรูปแบบผสมคือมาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่ 150 คน จากการสรรหาอีก 50 คน เหมือนกับร่างของพรรคร่วมรัฐบาลจะช่วยให้ผสมผสานหลากหลาย เห็นด้วยที่ต้องมี ส.ส.ร.ยกร่างใหม่โดยไม่แตะหมวด 1-2

“จาตุรนต์” เปิดตัวพรรคหลังปีใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีความเคลื่อนไหวจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่คืบหน้าไปแล้วกว่า 70% โดยจดแจ้งตั้งพรรคการเมืองไว้กับ กกต.ไว้เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะใช้ชื่อพรรคที่จดไว้หรือเปลี่ยนใหม่ เตรียมเปิดตัวหลังปีใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างเดินสายพบแนวร่วมทั่วประเทศ พบปะกลุ่มทุน ส.ส.และอดีต ส.ส. ทยอยตั้งสาขาพรรคให้ครบทุกภาค เบื้องต้นมีนักการเมืองที่จะมาร่วมงานด้วย อาทิ นายประภัสร์ จงสงวน นายรุ่งเรือง พิทยศิริ ที่เคยอยู่พรรคไทยรักษาชาติด้วยกัน รวมทั้งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง แม้จะถูกจำคุกตัดสิทธิ์ทางการเมือง แต่จะมาช่วยเป็นผู้สนับสนุน ส่วนผู้สมัคร ส.ส.ได้ทาบทามจากทุกพรรคการเมืองไว้ระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่น่าจะเข้ามาร่วมงานมากพอสมควร เนื่องจากปัญหาขัดแย้งภายในจากการเลือกตั้ง นายก อบจ. ที่ ส.ส. และอดีต ส.ส.หลายคนมีปัญหาไม่ลงตัวกับพรรค

“เพนกวิน” ประกาศยุบการ์ดอาสา

เมื่อเวลาประมาณ 13.30 น. นายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ แกนนำราษฎร ได้ส่งข้อความในไลน์กลุ่มสื่อมวลชน นักศึกษา นักกิจกรรมว่า เพื่อบรรยากาศที่ดีในการชุมนุมอย่างสันติ เป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้ของเราตลอดมา ตลอดจนเป็นเกราะคุ้มภัยให้อำนาจรัฐและศักดินายากที่จะเจาะทะลวงเข้ามาทำลายการต่อสู้ของเราได้ กลุ่มราษฎรจึงขอประกาศยุติบทบาทของหน่วยงานการ์ดอาสาทั้งหมดในการชุมนุมของเรา โดยผู้จัดจะจัดทีมงานที่ได้รับการฝึกฝนและมีทักษะอย่างมืออาชีพ มาช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการชุมนุมต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นว่าประชาชนผู้มาชุมนุมอย่างสันติร่วมกัน สามารถปกป้องการชุมนุมของเรา และปกป้องกันและกันโดยไม่ควรต้องยกเป็นภาระของพี่น้องการ์ดดังที่เป็นมาหลายหน

จำแนกทีมการ์ดหลักมี 5 กลุ่ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การ์ดในม็อบราษฎรที่มีบทบาทในพื้นที่ชุมนุม คือ 1.กลุ่ม wevolunteer นำโดยนายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ เคยเป็นทีมการ์ดชุดแรกของม็อบราษฎร ปัจจุบันยุติบทบาทการ์ดไปทำงานด้านอาสาแทน 2.กลุ่มฟันเฟืองอาชีวะ มีแกนนำคนสำคัญของม็อบราษฎรเป็นหัวหอก คือ นายธนชัย เอื้อฤาชา 3.กลุ่มโปรเจกต์เมย์แฮม หรือไฟท์คลับไทยแลนด์ นำโดยนายชนะ วรศาสตร์ 4.ทีมการ์ดภาคีเพื่อประชาชน นำโดยนายเกวลัง ธัญญเจริญ มีเครือข่ายรวม 11 กลุ่มย่อย ในจำนวนนี้มีทีมการ์ดรบพิเศษของนายพลาม พรมจำปา รวมอยู่ด้วย และ 5.ทีมการ์ดเสื้อแดง มีอดีตการ์ด นปช.คือนายสมบัติ ทองย้อย เป็นหนึ่งในทีม

จัดเป็นสตาฟฟ์ลดขัดแย้งตั้งตนอิสระ

แหล่งข่าวในม็อบราษฎรรายหนึ่งระบุว่า ช่วงหลังการชุมนุมของม็อบราษฎร สิ่งที่พบเห็นบ่อย คือมีชายฉกรรจ์ ผู้ทำหน้าที่การ์ดกลุ่มต่างๆ แสดงสัญลักษณ์สวมชุดพร้อมอุปกรณ์ป้องกัน ห้อยบัตรและคาดปลอกแขนเป็นจำนวนมาก กระจายอยู่บริเวณพื้นที่รอบนอกและเดินลาดตระเวนอยู่ในม็อบ นอกจากจะมีปัญหาความขัดแย้งในกลุ่มการ์ดด้วยกันเองแล้ว บางกลุ่มยังประกาศตัวเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับแกนนำม็อบราษฎร ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม ล่าสุดมีเหตุทะเลาะกับประชาชนและสื่อมวลชนที่มาทำข่าวในพื้นที่ ทางแกนนำกลุ่มจะมีการหารือกันและเตรียมปรับโฉมใหม่ให้เป็นไปในรูปแบบของสตาฟฟ์เหมือนการทำกิจกรรมทั่วไปแทน