“จุรินทร์” ย้ำจุดยืน ลั่น ไม่เอาระบอบสาธารณรัฐ ชี้ มาตรา 112 คุ้มครองปกป้องประมุขประเทศไทย โยนกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญดูเลือกตั้ง 200 ส.ส.ร. ยัน ไม่แตะหมวด 1 และ 2
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2563 ที่ท่าอากาศยานจังหวัดภูเก็ต นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวระหว่างลงพื้นที่เพื่อคิกออฟโครงการจ่ายเงินประกันรายได้ยางพารา และลงพื้นที่เปิดงานกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวพังงา-ภูเก็ต ถึงกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎร เรียกร้องให้ยกเลิกการบังคับใช้มาตรา 112 ว่า ทุกประเทศในโลกก็จะต้องมีกฎหมายที่คุ้มครองประมุขของประเทศหรือของรัฐด้วยกันทั้งสิ้น โดยกฎหมายอาญามาตรา 112 ถือเป็นมาตราหนึ่งสำหรับประเทศไทยที่คุ้มครองหรือปกป้องประมุขของประเทศไทยของเราเช่นเดียวกับทุกประเทศในโลก คือสิ่งที่อยากให้ทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ถูกต้อง
ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยเรื่องการที่จะไปเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยเป็นระบอบสาธารณรัฐ หรือคอมมิวนิสต์ เพราะเรามีจุดยืนชัดเจนว่าประเทศไทยต้องปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น นี่เป็นจุดยืนและเป็นสิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับชัดเจนต้องไม่ไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ ทั้งสิ้น
จากนั้น ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีบางฝ่ายเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 200 คน ว่า กรณีนี้เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้กำหนด ขณะนี้การแก้รัฐธรรมนูญผ่านการรับหลักการวาระที่หนึ่งแล้ว และอยู่ในวาระที่สองคือขั้นแปรญัตติ ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับกรรมาธิการที่จะเป็นผู้พิจารณาก่อนนำกลับมาพิจารณาในรัฐสภาใหญ่ แล้วมีมติอย่างใดอย่างหนึ่งในวาระที่สามเรื่อง ส.ส.ร.นั้น เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าในจำนวนประมาณ 200 คน ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดหรือไม่ หรือมาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่แล้วมาจากการสรรหาบางส่วน ซึ่งมีข้อดีข้อด้อยด้วยกันทั้งสองส่วน ถ้ามาจากการเลือกตั้งทั้งหมดก็อาจจะอ้างได้ว่าประชาชนเป็นผู้เลือกมา แต่อาจมีจุดอ่อนได้ถ้าผลการเลือกตั้งที่ออกมากลายเป็นผู้ที่อิงอยู่กับพรรคการเมือง หรือในเส้นสายทางการเมืองได้รับเลือกตั้งมาจำนวนมาก สุดท้ายอาจจะกลายเป็นคล้ายกับสภาผัวสภาเมียเหมือนที่เกิดขึ้นในวุฒิสมาชิกกับสภาผู้แทนราษฎรในอดีตได้
...
“ไม่ได้แปลว่าผมจะมีความเห็นอย่างนั้น มีข้อท้วงติงได้ แต่ข้อดีคือสามารถอ้างได้ว่ามาจากการเลือกตั้งจากประชาชน สำหรับรูปแบบผสมคือมาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่ และมาจากการสรรหาอีกจำนวนหนึ่ง เหมือนกับร่างของพรรคร่วมรัฐบาลคือ ให้มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน 150 คน และมาจากการสรรหา 50 คน ในจำนวน 50 คน ประกอบด้วยตัวแทนของสภาผู้แทนจำนวนหนึ่ง ตัวแทนของวุฒิสภาจำนวนหนึ่ง อีก 20 คน มาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากการสรรหาของที่ประชุมอธิการบดีหรือทางฝ่ายวิชาการ และอีกจำนวนหนึ่งประมาณ 10 คน มาจากตัวแทนนักศึกษา จะช่วยให้เกิดความหลากหลายขึ้นเพราะบางครั้งการเลือกตั้งทั้งหมดนักศึกษาอาจจะไม่ติดสักคนก็ได้ จะทำให้ไม่มีตัวแทน หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญทั่วโลกที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้อาจจะไม่ติดมาก็ได้ สุดท้ายอาจกลายเป็นจุดอ่อน จุดดีคือสามารถที่จะช่วยให้มีความหลากหลายและมีการผสมผสาน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับกรรมาธิการที่จะเป็นผู้พิจารณา ผมเห็นด้วยที่จะต้องมี ส.ส.ร. ยกร่างขึ้นมาใหม่โดยไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 เพราะถ้าไปแตะหมวด 1 หมวด 2 ไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปเป็นสาธารณรัฐ หรือคอมมิวนิสต์ ก็ทำไม่ได้และไม่ควรทำ”