การชุมนุมประท้วงรัฐบาลในไทย ร้อนถึงระดับ “โลกบาล” ทั้งสหประชาชาติและสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยตั้งตัวเป็น “ตำรวจโลก” กระทรวงการต่างประเทศต้องส่งหนังสือชี้แจงถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ผ่านคณะผู้แทนถาวรไทย ณ นครเจนีวา แต่อธิบดีกรมสารนิเทศไม่ได้เปิดเผยคำชี้แจง

แต่เคยมีรายงานข่าวว่าเจ้าหน้าที่ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยูเอ็น ออกมาท้วงติงการสลายการชุมนุมในกรุงเทพฯ โดยกล่าวว่า ทั้งๆที่การชุมนุมส่วนใหญ่เป็นการชุมนุมโดยสงบ และย้ำว่าประชาชนมีเสรีภาพในการชุมนุม ตามอนุสัญญาที่รัฐบาลไทยลงนาม ต่อมามีรายงานข่าวเกี่ยวกับมติของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาสหรัฐฯ

รายงานข่าวระบุว่าคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของวุฒิสภาสหรัฐฯ พร้อมด้วย 7 ส.ว.จากพรรคเดโมแครต ซึ่งมีนางลัดดา แทมมี่ ดักเวิร์ธ เชื้อสายไทยรวมอยู่ด้วย มีมติสนับสนุน ขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในไทย ซึ่งต้องเผชิญกับความรุนแรง และการควบคุมจากรัฐบาลไทย และย้ำพันธะของสหรัฐฯต่อประชาธิปไตย

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงว่า กรณีวุฒิสภาสหรัฐฯเป็นการดำเนินการของ ส.ว.บางรายเท่านั้น ที่อาจได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ไม่ใช่ข้อกังวลของรัฐสภาสหรัฐฯ และยืนยันว่าประเทศไทยยึดมั่นหลักประชาธิปไตย แต่การชุมนุมหลายกรณีไม่สงบ อาจลุกลามกลายเป็นความรุนแรง รัฐบาลจึงต้องใช้มาตรการที่เหมาะสม

สะท้อนถึงความเห็นที่ต่างกัน ระหว่างฝ่ายที่ยึดอำนาจนิยม กับฝ่ายที่ยึดหลักประชาธิปไตย ชัดเจนที่สุดคือคำยืนกรานของตำรวจไทย ที่อ้างว่าทำทุกอย่างตามหลักสากล แต่ฝ่ายประชาธิปไตยยืนยันว่า ถ้าเป็นการชุมนุมโดยสงบอย่างในวันที่ 16 ตุลาคม ตำรวจจะฉีดน้ำแรงสูงผสมสารเคมี เพื่อสลายการชุมนุมไม่ได้

...

หลักสากลระบุว่า ถ้ามีการก่อจลาจลจึงจะฉีดน้ำหรือแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมตามหลัก “การใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน” การบังคับใช้กฎหมายแรงเกินไปก็คือการใช้ความรุนแรง เช่น ใช้ทั้ง พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง กฎหมายอาญามาตรา 116 ฐานก่อความปั่นป่วน และมาตรา 112

การควบคุมการชุมนุมทางการเมือง ใช้รัฐธรรมนูญบทที่ว่าด้วยเสรีการชุมนุมโดยสงบ กับ พ.ร.บ.การชุมนุมก็พอแล้ว เพราะ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะก็มีความรุนแรงอยู่ในตัว เป็นกฎหมายที่ออกมาตั้งแต่ปี 2558 ในยุคเผด็จการ คสช. เพื่อใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมและบั่นทอนเสรีภาพการชุมนุมของประชาชน.