ถามตรงๆ กับจอมขวัญ พูดคุยกับ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ ทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อประเมินการบังคับใช้กฎหมายนี้อีกครั้ง ท่ามกลางข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมให้มีการยกเลิก
จากกรณี แกนนำม็อบราษฎรหลายคน ได้รับหมายเรียกตามมาตรา 112 จากการชุมนุมแล้วนั้น รายการ ถามตรงๆ กับจอมขวัญ ได้ร่วมพูดคุยกับ ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อถกต่อเรื่องการบังคับใช้กฎหมายนี้อีกครั้ง ท่ามกลางข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมให้มีการยกเลิก
เมื่อถามว่าการใช้ ม.112 มีผลจากใช้นโยบายจากนายกฯ ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เผยว่า จริงๆ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ คือ ม.27 บุคคลย่อมเสมือนกันในกฎหมาย หรือ ม.29 บุคคลไม่ต้องได้รับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ได้บัญญัติเป็นความผิด โดย ม.112 ได้บัญญติไว้อยู่แล้ว และบังคับมีอายุความ 15 ปี ดังนั้นการที่ผู้ชุมนุมไปใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่รัฐธรรมนูญก็ได้บอกไว้ชัดว่าห้ามแสดงความเห็นต่อความมั่นคงของรัฐ
ฉะนั้นความผิดของ ม.112 เขียนไว้ชัดเจนว่าผู้ใดไปหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้าย ซึ่งกฎหมายถูกบัญญัติไว้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพิ่งมาหลังจากที่มีผู้ชุมนุม ดังนั้นเมื่อมีการกระทำที่เห็นประจักษ์แล้ว ถ้าขบวนการยุติธรรมไม่ดำเนินการใน ม.112 แบบนั้นจะเรียกว่าไม่ถูกต้อง
เมื่อถามว่า ในแง่ของคนที่ทำคดี ม.112 มีความถี่ขึ้นลงของการใช้หรือไม่ กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยว่า กฎหมาย ม.112 เป็นประมวลกฎหมายอาญาธรรมดาเหมือนอันอื่นทั่วไป จากที่เคยทำ ม.112 ล่าสุดคือปี 2561 แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีการดำเนินคดี กระทั่งมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการดำเนินคดีนี้หลังจากที่นายกฯ ประกาศประมาณวันที่ 19 พ.ย.ที่ผ่านมา จากนั้นตำรวจก็มีการแจ้งข้อหาดำเนินคดี ม.112 ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ย. จนมาถึงวันนี้มีประมาณ 11 คดี
...
"ทั้งนี้ นิยมพูดกันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย แต่การกระทำเห็นอยู่ว่าคุณให้ความเป็นธรรมกับใคร และไม่ให้ความเป็นธรรมกับใคร อันนี้มันปรากฏอยู่แล้ว" กฤษฎางค์ กล่าว
เมื่อถามว่า ถ้ามองอย่างคนเห็นเหตุการณ์ว่าทำไม ม.112 ไม่ถูกใช้ก่อนหน้านี้ กฤษฎางค์ เผยว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก กฎหมายยังอยู่ไม่ได้ถูกแก้ไข ส่วนปัญหาอยู่ที่ว่าถ้าเอามาใช้เพราะคนทำ ก็ต้องเปิดโอกาสให้ต่อสู้กันอย่างเป็นธรรม เพราะเดิม ม.112 เป็นคดีที่รุนแรง โทษอยู่ที่ 3-15 ปี
ไพบูลย์ เผยต่อว่า การสู้คดีเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ในชั้นของแกนนำที่เคลื่อนไหวอยู่ในตอนนี้ เป็นการปฏิเสธอำนาจกฎหมาย ซึ่งแกนนำเวลาชุมนุมจะคิดว่าตนนั้นยิ่งใหญ่สามารถยึดกุมอำนาจรัฐได้หมด แต่ในโลกความจริงในฐานะที่อยู่ในการชุมนุมด้วยก็เห็นว่าทั้งหมดล้วนโดนคดีหนักๆ ไม่มีใครไม่โดนคดี มันเป็นกฎของแกนนำผู้ชุมนุมว่าต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย
ทางด้าน กฤษฎางค์ เผยว่า กฎหมายนี้ถือเป็นกฎหมายที่มีปัญหา เพราะมันไม่ชัดเจน พูดง่ายๆ ก็คือมีการลงโทษที่สูงเกินไป ไม่สมดุลกับสิ่งที่กฎหมายอื่นบัญญัติไว้ ฉะนั้นหลักของกฎหมายอาญาการจะเขียนกฎหมายสักฉบับไม่ใช่ว่าอยากจะแก้ก็แก้ได้ แต่ต้องมีพื้นฐานเพราะหลักเป็นเรื่องของการแก้ไขไม่ใช่การแก้แค้น ฉะนั้นผมคิดว่า ม.112 ควรจะต้องแก้ไข.