ถามตรงๆกับจอมขวัญ พูดคุยกับ ตัวแทนจาก iLaw และ เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ถึงการบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 อีกครั้ง ท่ามกลางข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมให้มีการยกเลิก
จากกรณี แกนนำม็อบราษฎรหลายคน ทยอยได้รับหมายเรียกตามมาตรา 112 จากการชุมนุมแล้วนั้น รายการ ถามตรงๆกับจอมขวัญ ได้ร่วมพูดคุยกับ อานนท์ ชวสลาวัณย์ ตัวแทนจาก iLaw และ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ถึงการบังคับใช้กฎหมายนี้อีกครั้ง ท่ามกลางข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมให้มีการยกเลิก
อานนท์ ชวสลาวัณย์ ตัวแทนจาก iLaw เผยว่า ก่อนที่จะมีรัฐประหารในปี 2557 ทางเรายังไม่ได้ทำในเชิงสถิติ จะตามคดีเท่าที่ตามได้อยู่ประมาณหลัก 10 คดี แต่ที่พุ่งแล้วทางเราทำสถิติจริงจังคือช่วงในปี 2557 จนถึงปีที่มีการเลือกตั้ง เรานับตั้งแต่ตอนนั้น เป็นคดีที่มีการตั้งข้อกล่าวหาในยุค คสช. อย่างน้อยอยู่ที่ประมาณ 98 เคส ซึ่งบางส่วนอัยการสั่งไม่ฟ้อง บางคดีก็อยู่ในขั้นตอนพิจารณาของศาลทหาร เพราะช่วง คสช. มีการประกาศมาตรา 37 ว่าการกระทำผิดของพลเรือนบางประเภทให้ไปอยู่ในการพิจารณาของศาลทหาร ซึ่งรวมถึงคดี ม.112 ด้วย
เมื่อถามว่า มอง ม.112 มีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตอย่างไร ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่เป็นเรื่องปกติของการบังคับใช้กฎหมายตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ม.112 เพียงแต่เหตุที่จำเป็นต้องใช้มาตรานี้ในของแต่ละยุคสมัยนั้น มีมูลเหตุมาจากการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาและจำเลยทั้งสิ้น ถ้าไม่มีเหตุการณ์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่เป็นมูลเหตุการบังคับใช้ ม.112 ก็มักจะไม่ค่อยได้ใช้ ต้องสังเกตว่าหลังจากที่มีการชุมนุมในพื้นที่สาธารณะ จะมีการพูดจาจาบจ้วง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้มาตรานี้
...
ทางด้าน อานนท์ ชวสลาวัณย์ เผยต่อว่า ม.112 จะเป็นความผิดอาญาต่อรัฐ ซึ่งไม่ใช่การแจ้งความแต่เป็นการร้องทุกข์กล่าวโทษ คือผู้พบเห็นไปบอกตำรวจ โดยจะต่างกับการหมิ่นประมาทส่วนตัวที่เจ้าทุกข์มีสิทธิ์ไปเจ้าความ หรือเริ่มคดีโดยตรงได้เลย แต่ ม.112 นั้นเป็นกฎหมายอาญาแผ่นดิน จากนั้นตำรวจมีหน้าที่รวบรวมหลักฐาน ส่วนการดำเนินการในชั้นสอบสวน
ศรีสุวรรณ เผยต่อว่า เนื่องจากคดีนี้อัตราโทษค่อนข้างสูงที่ 3-15 ปี ศาลมักไม่ให้ประกัน แต่ก็มีบางคดีที่ได้รับการประกันตัว ไม่ใช่แค่เฉพาะ ม.112 แต่รวมถึงคดีอื่นๆ ด้วย ต้องอยู่ที่ดุลยพินิจของศาล แต่ถ้าเหตุการณ์มันคลี่คลายก็เข้าสู่หมวดปกติทั่วไป
เมื่อถามว่า จากการสัมผัส ม.112 ฐานะของนักกฎหมาย เวลามีคนไปแจ้งความคนอื่นว่าผิด ม.112 แทบไม่มีคดีไหนที่ไม่รับเลยหรือเปล่า ศรีสุวรรณ เผยว่า ส่วนใหญ่ถ้าไปแจ้งความ คนที่ไปแจ้งก็จะรวบรวมพยานหลักฐานมาพอสมควร เพื่อไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระยะหลังทุกคดีที่มีการแจ้งความ ม.112 จะไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการหรือสั่งคดี จะต้องเสนอไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินการสั่งคดีก่อนจะไปถึงมืออัยการ ซึ่งช่วงหลังมีการท้าทายกันมากขึ้น จากม็อบที่มีปราศรัย รวมทั้งการโพสต์ในโลกโซเชียล ทำให้นายกฯ ออกมาบอกว่าจะบังคับใช้กฎหมายทุกมาตราอย่างจริงจัง
ขณะที่ อานนท์ เผยต่อว่า เคยมีคนเสนอว่าอาจจะถึงเวลาทบทวนแล้วว่ากฎหมายที่ใช้อยู่ทุกวันนี้อาจจะไม่เหมาะสมแล้ว อย่าง ม.112 เท่าที่ศึกษาดูพบว่า แม้แต่สมัยที่ยังเป็นกฎหมายระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โทษจำคุกยังถือว่าต่ำกว่า เช่น ก่อนการแก้ไขครั้งสุดท้ายก่อนรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ตอนนั้นโทษจำคุกสูงสุดอยู่ที่ 7 ปี แต่หลังจากนั้นก็มีการปรับให้เพิ่มโทษขึ้นเป็น 3-15 ปี
ทางด้าน ศรีสุวรรณ เผยว่า การบัญญติ ม.112 หรือบทลงโทษที่อาจจะเพิ่มมากขึ้นในปี 2519 มันมีที่มาที่ไป โดยคิดว่าบริบทในสังคมของแต่ละยุคสมัยนั้นมันสะท้อนเหตุปัจจัยที่มาทั้งสิ้น แต่อย่าลืมว่าการบัญญติกฎหมาย ม.112 มันมีที่มาจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีมาตั้งแต่ 2475 ในรัฐธรรมนูญฉบับคณะราษฎรบัญญติไว้ว่า องค์พระมหากษัตย์ทรงเป็นพระประมุขที่ใครจะไปก้าวล่วงหรือฟ้องร้องไม่ได้ มาถึงปัจจุบันก็กล่าวไว้เช่นกัน ไม่ต่างกัน ถ้าเราไปทำให้กฎหมายข้อนี้อ่อนลงหรือมีบทลงโทษที่ต่ำ จะทำให้คนไม่ยำเกรงต่อการกระทำความผิดดังกล่าว.