หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหม ไม่พ้นจากตำแหน่ง กรณีที่ถูกพรรคฝ่ายค้านร้อง เนื่องจากอาศัยอยู่ในบ้านพักทหาร หลังจากเกษียณราชการมาหลายปี มีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้ปฏิรูปองค์กรอิสระ ปฏิรูปกองทัพ และตุลาการ
เลขาธิการพรรคก้าวไกลแถลงว่า ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย เป็นการยืนยันอีกครั้งว่า ระบบกฎหมายและ การเมืองผิดปกติ หลังการรัฐประหาร และต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับองค์กรอิสระต่างๆ ขณะที่แกนนำของกลุ่มผู้ชุมนุมกล่าวว่า องค์กรอิสระเป็นเป้าหมายของการปฏิรูป คำตัดสินของศาลก็สามารถวิจารณ์ได้
อันที่จริง ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ “องค์กรอิสระ” แต่คนส่วนใหญ่มักจะเหมารวม เนื่องจากเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ตามรัฐธรรมนูญ 2540 มีองค์กรตรวจสอบเกิดขึ้นมากมาย องค์กรอิสระได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ ป.ป.ช. เป็นต้น ส่วนที่เป็นศาล ได้แก่ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ
ยังมีอีกศาลหนึ่ง ซึ่งเป็นที่หวาดผวาของนักการเมือง เนื่องจากเป็นระบบศาลเดียว ตัดสินเสร็จจับยัดคุกทันที ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาใดๆ นั่นก็คือ ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สาเหตุสำคัญที่มีองค์กรใหม่ๆเกิดขึ้นมาก เนื่องจากระบบการตรวจสอบปกติ ไร้ประสิทธิภาพ ไม่น่าเชื่อถือ
เจ้าหน้าที่รัฐไม่กล้าจับผู้สมัคร ส.ส.พรรครัฐบาล ปล่อยให้ซื้อเสียงกันอย่างโจ๋งครึ่ม เพราะเกรงใจลูกพี่ที่เป็นรัฐมนตรี ส.ส. ไม่กล้าตรวจสอบการทุจริตรัฐมนตรีที่เป็นลูกพี่และอยู่พรรคเดียวกัน คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 2540 จึงให้ตั้ง กกต.ขึ้นมา ดูแลการเลือกตั้ง กกต.จับดะทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน เพราะเป็นองค์กรอิสระ
...
ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ก็จับนักการ เมืองขี้โกง ส่งฟ้องศาลฎีกาคดีอาญา มีรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีติดคุก (ถ้าหนีไม่ทัน) องค์กรอิสระได้รับความเชื่อถืออย่างสูง แต่เสื่อมลงไปในระยะหลังๆ เพราะถูกการเมืองแทรกแซง จนขาดอิสรภาพ ขณะนี้ เสียงเรียกร้องปฏิรูปองค์กรอิสระให้มีความกล้าหาญ และความเที่ยงธรรม
การปฏิรูปการเมืองไทยน่าจะสำเร็จยาก ถ้าไม่ปฏิรูปวัฒนธรรมการเมืองควบคู่กันไป ถ้าปล่อยให้ระบบอุปถัมภ์ “เพื่อนพ้องน้องพี่” เฟื่องฟู ขอให้ดูองค์กรการเมืองภาคประชาชน “ไอลอว์” ที่เสนอให้ “ล้างบาง” องค์กรอิสระ เพื่อสรรหาและเลือกกันใหม่ แต่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของไอลอว์ถูกควํ่ากลางรัฐสภา.