ไลฟ์สไตล์
100 year

สหรัฐฯเริ่มฉีดวัคซีนต้นเดือนหน้า สิงคโปร์ล้ม travel bubble

ลม เปลี่ยนทิศ25 พ.ย. 2563 05:05 น.
SHARE

กระทรวงการท่องเที่ยวฯ พยายามจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตั้งแต่ ลดเวลากักตัวจาก 14 วัน เหลือ 10 วัน ไปจนถึง travel bubble การจับคู่เมืองหรือคู่ประเทศโดยไม่ต้องกักกันตัว แต่ยังไม่สำเร็จ วันเสาร์ที่ผ่านมา การจับคู่ท่องเที่ยว travel bubble คู่แรกของโลก ระหว่าง สิงคโปร์ กับ ฮ่องกง สองเมืองศูนย์การเงินสำคัญของโลก ก็ต้องพังทลายลงทั้งที่ยังไม่ทันเริ่มต้น ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ฮ่องกงพบผู้ติดเชื้อใหม่ยืนยันเพิ่มขึ้น 43 คน มากที่สุดในรอบ 3 เดือน 13 คน ติดเชื้อโควิด-19 ในท้องถิ่นโดยไม่ทราบว่าไปติดมาจากที่ไหน

คุณหวางอี่คัง รัฐมนตรีคมนาคมสิงคโปร์ สั่งระงับโครงการ travel bubble กับฮ่องกงทันที โดยให้เลื่อนเวลาออกไปอีกสองสัปดาห์เพื่อรอดูสถานการณ์

ข่าวแนะนำ

travel bubble ของสิงคโปร์กับฮ่องกง ให้โควตาวันละ 1 เที่ยวบิน ไม่เกิน 200 คน ผู้เดินทางเข้าประเทศไม่ต้องกักกันตัว แต่ต้องทดสอบ PCR เพื่อแสดงว่าไม่มีเชื้อโควิด-19 ก่อนขึ้นเครื่องบิน เทียบกับ โครงการเทรเวลบับเบิลของกระทรวงการท่องเที่ยวไทย จะรับนักท่องเที่ยวต่างชาติวันละพันคน เดือนหนึ่งก็ 3 หมื่นกว่าคน ถ้าเกิดระบาดขึ้นมา รับรองว่าเอาไม่อยู่แน่นอน นักท่องเที่ยวต่างชาติมาแล้วก็ไป ไม่รู้ไปแพร่เชื้อไว้ที่ไหนบ้าง

แม้จะมีข่าวดีอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า บริษัทยายักษ์ใหญ่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันโควิด-19 ได้แล้ว แต่ผมคิดว่าไทยก็ยังไม่ควรคิดเรื่องเทรเวลบับเบิลหรือลดวันกักกันตัว เพราะวันนี้ ทั่วโลกกำลังกลับมาระบาดใหญ่อีกครั้ง ตั้งแต่ สหรัฐฯ อินเดีย ยุโรป ญี่ปุ่น ฮ่องกง โดยเฉพาะ เมียนมา เพื่อนบ้านไทยที่ไทยใช้แรงงานมากที่สุด มีผู้ติดเชื้อกว่า 8 หมื่นคนแล้ว

วัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่ไทยสั่งซื้อล่วงหน้าจาก แอสตราเซเนกา 6 พันกว่าล้านบาท สำหรับ 13 ล้านคนนั้น เมื่อวานนี้ แอสตราเซเนกา เพิ่งแถลงผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพเบื้องต้นของวัคซีนพบว่า มีประสิทธิภาพเพียง 70% ในการป้องกันโควิด-19 น้อยกว่า วัคซีนของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค ซึ่งมีประสิทธิภาพป้องกันสูงถึง 95% และ วัคซีนของโมเดอร์นา ที่มีประสิทธิภาพป้องกันสูงถึง 94.5%

ผมจึงคิดว่า รัฐบาล และ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีสาธารณสุข ไม่ควรฝากอนาคตของประเทศไทยไว้กับวัคซีนแอสตราเซเนกาเพียงบริษัทเดียว แต่ควรซื้อเผื่อจาก ไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ด้วย ไทยคงไม่ใช่ประเทศต้นๆที่จะได้รับวัคซีนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะซื้อจากใคร ได้กลางปีหน้าหรือภายในปีหน้าก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะโลกเบี้ยวใบนี้มีคนต้องการวัคซีนหลายพันล้านคน

เมื่อวานนี้มีข่าวดีจากสหรัฐฯ คุณมอนเซฟ สลาอุย หัวหน้าโครงการเร่งรัดให้ชาวอเมริกันได้มีวัคซีนโควิด-19 ใช้ภายในสิ้นปีนี้ ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นเปิดเผยว่า สหรัฐฯคาดหวังว่าจะ สามารถฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ให้ชาวอเมริกันกลุ่มแรกในอีกไม่ถึง 3 สัปดาห์ข้างหน้า ประมาณวันที่ 11-12 ธันวาคม ส่วนจะฉีดให้ประชาชนในพื้นที่ใดบ้างขึ้นอยู่กับหน่วยงานสาธารณสุขของแต่ละรัฐ สหรัฐฯตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้กับชาวอเมริกันให้ได้ 70% ภายในเดือนพฤษภาคมปีหน้า แปลความง่ายๆก็คือ ประเทศอื่นที่จะได้ซื้อวัคซีนจากสหรัฐฯก็ต้องรอไปหลังเดือนพฤษภาคมปีหน้า

คุณมอนเซฟ กล่าวว่า ชาวอเมริกันจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติได้ ก็ต่อเมื่อชาวอเมริกันส่วนใหญ่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว ซึ่งจะทำให้เกิด ภูมิคุ้มกันหมู่ (herd immunity) หรือมีประชากรจำนวนมากที่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโควิด-19 ปัจจุบันสหรัฐฯมีประชากร 330 ล้านคน ถ้าฉีดคนละ 2 โดสทุกคน ก็ใช้วัคซีนเพียง 660 ล้านโดส ใน 6 เดือนข้างหน้า ทั้ง ไฟเซอร์ และ โมเดอร์นา มีกำลังการผลิตเหลือเฟือที่จะส่งออกไปขายทั่วโลก

ก็อยู่ที่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรัฐมนตรีสาธารณสุข จะมีความสามารถไปซื้อมาให้คนไทยได้หรือไม่ จะใช้เงินอีกสัก 6 พันล้านก็ไม่มีใครว่าอะไร.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หมายเหตุประเทศไทยลม เปลี่ยนทิศวัคซีนโควิด-19สิงคโปร์travel bubbleนักท่องเที่ยวต่างชาติไฮไลต์ไวรัสโคโรน่า

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 เวลา 14:36 น.