ไลฟ์สไตล์
100 year

"นายกฯตู่" ไม่ออกตอกกลับทนาย "อานนท์" ปล่อยข่าวไขก๊อกก่อน 25 พ.ย.ยันใช้ม.112

ไทยรัฐฉบับพิมพ์21 พ.ย. 2563 05:01 น.
SHARE

“นายกฯตู่” ลั่นไม่ลาออก เย้ย “อานนท์” ปูดข่าวอาจลาออกก่อน 25 พ.ย. หวังปลุกมวลชนร่วมชุมนุมใหญ่ ลั่นรับไม่ได้พวกละเมิดสถาบัน บังคับใช้กฎหมายเข้มข้นรวมถึง ม.112 โฆษกรัฐบาลยันผู้นำมุ่งมั่นทำหน้าที่เข้มแข็งต่อไป “ปารีณา” ขึ้น สน.ทองหล่อแจ้งความฟันปลุกปั่นแพร่ข้อมูลเท็จ ก้าวไกลฉะอย่าดึงฟ้าต่ำลากสถาบันมาเป็นคู่ขัดแย้ง “ตั้ง อาชีวะ” โผล่การันตีการ์ดอาชีวะไม่ถอนตัวจากม็อบราษฎร “โตโต้” โวยถูกสอดแนมลอบติดจีพีเอสใต้ท้องรถ “ปิยะ” จ่อประเคนข้อหา 14 แกนนำเหตุปะทะหน้ารัฐสภา เปิดกล้องวงจรปิดยันชายเสื้อสีชมพูเป็นการ์ดฝั่งม็อบราษฎร คาดยิงปืนนัดแรกลื่นพลาดกระสุนหันเข้าหาฝั่งตัวเอง ตร.จัด 6 กองร้อยรับมือม็อบนักเรียนเลว

สถานการณ์ทางการเมืองไทยทวีความร้อนแรงแหลมคมมากขึ้นทุกที หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ประกาศบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับทุกมาตราอย่างเข้มข้น ขณะที่นายอานนท์ นำภา แกนนำคณะราษฎร 2563 ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจลาออกก่อนวันที่ 25 พ.ย.จนถูก น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ แจ้งความดำเนินคดีข้อหาเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ปลุกปั่นให้สังคมสับสนโฆษก รบ.ยันนายกฯไม่คิดลาออก

ข่าวแนะนำ

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธถึงกรณีนายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎร โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม อาจลาออกก่อนวันที่ 25 พ.ย.ว่า ภารกิจทุกอย่างของ พล.อ.ประยุทธ์ยังคงดำเนินการตามปกติ และนายกฯ

ยังมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำหน้าที่เพื่อประชาชนอย่างเข้มแข็ง ขณะเดียวกันช่วงเย็นวันที่ 20 พ.ย.นายกฯจะเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 27 รวมถึงภารกิจอื่นๆยังคงดำเนินไปตามปกติ ขอยืนยันว่านายกฯไม่มีการพูดคุยถึงประเด็นอื่นๆ แต่อย่างใด ขอให้ดูด้วยว่าข้อมูลต่างๆ ที่เผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อย่าเพิ่งตื่นตระหนก และขอให้มีการตรวจสอบข้อมูลด้วย ที่สำคัญต้องดูคนโพสต์ด้วยว่ามีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน “เอ๋” แจ้งดำเนินคดีฐานปูดเท็จปลุกปั่น

เมื่อเวลา 12.50 น. น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ภาพขณะเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและโพสต์ข้อความว่า แจ้งความเพื่อดำเนินคดีอาญากับทนายอานนท์ ข้อหา พ.ร.บ คอม @ สน.ทองหล่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนมาตลอดว่า จะไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น การโพสต์ข้อความว่า พล.อ.ประยุทธ์อาจลาออกและมีการกำหนดช่วงเวลาที่อาจจะลาออกอย่างชัดเจน คือก่อนวันที่ 25 พ.ย. เป็นการจงใจ นำข้อมูลอันเป็นเท็จมาเผยแพร่ในระบบคอมพิวเตอร์ ปลุกปั่น สร้างกระแส ทำให้สังคมเกิดความสับสน เข้าใจผิดจากข้อความดังกล่าว เป็นอาญาแผ่นดิน

“อานนท์” โพสต์ “บิ๊กตู่” ไขก๊อกก่อน 25 พ.ย.

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 09.00 น. นายอานนท์ นำภา แกนนำคนสำคัญของม็อบคณะราษฎร 63 ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว “อานนท์ นำภา” ระบุข้อความว่า “ประยุทธ์อาจลาออกก่อนวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้” ทั้งนี้ หลังจากโพสต์ไปเพียง 1 ชั่วโมง ปรากฏว่ามีผู้เข้าไปแชร์และแสดงความเห็นกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งมีแนวร่วมคณะราษฎรบางส่วนพากันนำกระแสข่าวดังกล่าวไปโพสต์เผยแพร่ต่อๆกันไปอีกด้วย

“บิ๊กตู่” ไม่ออกเย้ยปูดข่าวปลุกมวลชน

เมื่อเวลา 18.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตร และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีนายอานนท์ นำภา แกนนำกลุ่มราษฎร โพสต์ข้อความระบุนายกฯจะลาออกก่อนวันที่ 25 พ.ย. ว่า ที่มีข่าวว่าตนจะลาออกก่อนวันที่ 25 พ.ย. ก็ลองไปถามคนพูดดูว่าเอาข้อมูลจากไหน ตนไม่เคยติดต่อกับเขา และทราบว่าจะมีการชุมนุม 25 พ.ย.นี้ ดังนั้น คิดว่าคงพูดเพื่อหวังระดมมวลชนและประชาชนให้มากขึ้นหรือไม่ และคิดว่าคนที่พูดเรื่องแบบนี้พูดไม่ตรง พูดโดยไม่มีข้อมูลแบบนี้เราจะเชื่อถือได้อีกต่อไปหรือไม่ ตนคงตอบได้เท่านี้

จำเป็นต้องใช้ ก.ม.ทุกฉบับเข้มข้น

นายกฯกล่าวอีกว่า ส่วนแถลงการณ์เมื่อวานนี้ (19 พ.ย.) ที่ระบุว่าจะใช้กฎหมายเข้มข้นขึ้น เป็นแถลงการณ์เตือนประชาชนให้รับทราบว่ารัฐบาลจำเป็นใช้กฎหมายทุกฉบับ ซึ่งที่ผ่านอาจมีการอะลุ่มอล่วยกันบ้าง แต่ขณะนี้เกินเลยไปมากแล้ว จึงคิดว่าสิ่งที่ตนรับมาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เขายอมรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้ ดังนั้นเราต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่และเป็นเจ้าหน้าที่ที่ต้องทำงานตามหน้าที่อยู่แล้ว ดังนั้น ใครที่ไม่ทำความผิดก็ไม่น่าจะเดือดร้อน แต่คนที่ดูอยู่เขาก็จะไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งก็มีการร้องทุกข์กล่าวโทษในกฎหมายฉบับนี้มาจำนวนมาก จึงต้องฟังเขาด้วยไม่ใช่ฟังข้างใดข้างหนึ่ง ดังนั้นทุกคนต้องกลับมาในเส้นทางปกติดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม วันนี้การบริหารราชการแผ่นดินก็กำลังเดินหน้าเรื่องเศรษฐกิจระดับฐานรากที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์

ม.112 ต้องเอากลับมาใช้ด้วย

เมื่อถามว่า จะมีการใช้มาตรา 112 ด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า “ทำไม ก็เป็นกฎหมายทุกฉบับ สื่อเข้าใจคำว่ากฎหมายทุกฉบับหรือไม่ เข้าใจภาษาไทยหรือไม่ แปลภาษาไทยกันสิคำว่ากฎหมายทุกฉบับ” เมื่อถามย้ำว่า รวมถึงมาตรา 112 ด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวย้ำซ้ำๆ ว่าทุกฉบับ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดำเนินการ เพราะเป็นความคิดเห็นจากประชาชนจำนวนมาก ประชาชนทั้งประเทศที่รับไม่ได้ ทำไมสื่อไม่ไปขยายความกับคนที่ทำความดีบ้างฮึ่มรับไม่ได้พวกละเมิดสถาบัน

“มีคนไปสาดสีโน่นนี่ แต่วันนี้มีเด็กนักเรียน มีประชาชนต้องมาคอยลบและล้างสี ทำไมไม่พูดถึงคนเหล่านี้บ้าง แต่ไปให้ความสำคัญกับคนที่สร้างความไม่สงบเรียบร้อย ทำความผิด ละเมิดสถาบันฯ ผมว่าไม่ถูก สื่อให้ความสำคัญอย่างนี้ไม่ถูก คนดีๆ เขาทำตั้งเยอะแยะ มันควรจะต้องให้เขามาทำไหมทำลายสิ่งของทางราชการ ละเมิดสถาบันอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ผมคนหนึ่งที่ยอมรับไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

“ธนกร” เชียร์เด็ดขาดฟันม็อบฝ่าฝืน

นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เห็นด้วยที่นายกฯออกแถลงการณ์บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดดูแลม็อบที่ฝ่าฝืนกฎหมายรุนแรง ที่ผ่านมานายกฯพยายามประคับประคอง ประนีประนอมเพื่อให้ประเทศเดินหน้า ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจอดทนอดกลั้น แต่คณะราษฎรนับวันยิ่งก้าวร้าวหยาบคาย ก่อความรุนแรง ทำลายข้าวของราชการ จาบจ้วง ไม่ได้ชุมนุมโดยสงบและสันติ นับวันแกนนำยิ่งเหิมเกริม ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ประชาชนทั่วประเทศเริ่มกดดันรัฐบาลว่าทำไมไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เขาทนกันไม่ไหว หนักข้อถึงขนาดปะทะกับอีกฝ่าย หากไม่บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดจะทำให้ปัญหาบานปลายแน่นอน อยากขอร้องน้องๆทบทวนแนวทางการเคลื่อนไหว คิดถึงอนาคตให้มาก ฝากไปยังเครือข่ายอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล วันนี้ยังหน้ามืดใจมัวสนับสนุนม็อบจาบจ้วงสถาบันอีกหรือ อย่าท้าทายพลังแห่งศรัทธา

หยัน “โรม” พลาดรับม็อบเข้าข่าย ม.112

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตรองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึง กรณีนายรังสิมันต์ โรม รองเลขาธิการพรรคก้าวไกล ระบุแถลงการณ์นายกฯเป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาด ที่จะบังคับใช้กฎหมายทุกมาตรา รวมถึงมาตรา 112 เท่ากับรัฐบาลจะดึงให้สถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงว่า นายรังสิมันต์พลาดท่ายอมรับไปในตัวแล้วว่าการชุมนุมต่างๆมีฝ่าฝืนกฎหมายอาญามาตรา 112 ขอขอบคุณยอมรับเอง แถลงการณ์นายกฯไม่ได้เอ่ยถึงมาตราใดมาตราหนึ่งเฉพาะเจาะจง เสมือนนายรังสิมันต์ร้อนตัวจนยอมรับว่าม็อบมีการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 112 จริง

ขู่ก้าวไกลระวังติดร่างแหถูกยุบพรรค

น.ส.ทิพานัน กล่าวอีกว่า รวมถึงการที่หัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.พรรคก้าวไกล มักเข้าร่วมชุมนุมแทบทุกครั้งอ้างไปสังเกตการณ์ แต่พฤติการณ์น่าจะเกินเลย อาจเข้าข่ายความผิดตาม มาตรา 45 พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองกระทำการ หรือส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีโทษยุบพรรคการเมือง ตามมาตรา 92 (3) และหากมีพยานหลักฐานชัดเจนจนมีการดำเนินคดีอาญามาตรา 112 กับแกนนำผู้ชุมนุม อาจทำให้ พรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายถูกยุบพรรคตามมาตรา 92 (2) พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 พรรคการเมืองมีการกระทำอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้

“โตโต้” โวยถูกติดจีพีเอสใต้ท้องรถ

เวลา 16.00 น. นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ จ.กาฬสินธุ์ หัวหน้ากลุ่มมวลชนอาสา we volunteer การ์ดม็อบราษฎร โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว “โตโต้ ปิยรัฐ Piyarat Chongthep” พร้อมโชว์ภาพวัตถุคล้ายกล่องอิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ใจความว่า ด่วน!! ตรวจพบวัตถุคล้ายเครื่องติดตามตัว ระบุตำแหน่ง GPS ติดรถยนต์ส่วนตัว วันนี้นำรถยนต์เข้าตรวจสอบและซ่อมบำรุงรถยนต์ที่ใช้เพื่อการเดินทางทั่วไปของผมคันหนึ่ง จอดไว้ที่ศูนย์ประสานงานของ wevo ย่านวงเวียนใหญ่ ปรากฏว่าทีมช่างได้แจ้งว่าตรวจพบมีวัตถุคล้ายอุปกรณ์ติดตามตัวที่เรียกว่า GPS ติดอยู่ใต้ท้องรถ อาศัยแรงยึดเหนี่ยวจากแม่เหล็ก คาดว่าจะใช้เพื่อติดตามตัวและบันทึกการเดินทาง ทุกครั้งที่รถยนต์คันนี้เดินทาง “โชคดีที่รถคันนี้ไม่ได้ใช้งานประจำ โดยปกติเดินทางโดยสับเปลี่ยนยานพาหนะอยู่บ่อยครั้งจนเป็นเรื่องปกติ ถือเป็นการละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนอย่างอุกอาจอีกครั้งหนึ่ง เชื่อว่าเป็นฝีมือของ จนท.รัฐไทยแน่นอน เชื่อว่ามีวัตถุประสงค์ที่ไม่ดีต่อตัวผมและผู้ใกล้ชิด ที่ใช้รถยนต์คันดังกล่าว อยากเตือนดังๆผ่านไปยังรัฐบาลว่าคนเดินดิน มือเปล่าจะไปไหนมาไหน ไม่ต้องอยากสอดรู้สอดเห็น ถ้าผมจะติดตามคุณทุกหนทุกแห่งบ้าง คุณจะรู้สึกอย่างไร จะลองดูก็ได้นะ

“ตั้ง” ยันอาชีวะไม่ถอนตัวเซฟราษฎร

ส่วนกรณีกลุ่มอาชีวะเพื่อนประชาธิปไตย ทำหน้าที่การ์ดอาสาแนวหน้าและทีมเก็บขยะให้ม็อบราษฎร ประกาศยุติบทบาทไม่เข้าร่วมชุมนุมวันที่ 25 พ.ย.เหตุรับไม่ได้กับการจาบจ้วงเบื้องสูง วันเดียวกัน นายเอกภพ เหลือรา หรือ “ตั้ง อาชีวะ” ผู้ต้องหาหนีคดี มาตรา 112 ปัจจุบันลี้ภัยอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Eakapop luara พร้อมภาพถ่ายสมัยเคลื่อนไหวช่วงปี 57 ในนามกลุ่มฟันเฟืองประชาธิปไตยร่วมกับนายธนชัย เอื้อฤาชา แนวร่วมคนสำคัญของม็อบราษฎร ใจความว่า ขอบอกตรงนี้เลยนะครับ ในฐานะที่ผมก่อตั้ง “ฟันเฟืองประชาธิปไตย” แห่งประเทศไทยขึ้นมา 10 ปีเต็ม จะไม่มีการถอนตัวใดๆออกจากแนวหน้าในการดูแลมวลราษฎรแน่นอน ถึงแม้ตัวผมจะลี้ภัย แต่ก็มีแกนนำรุ่นใหม่รับไม้ต่อไปแล้ว และในขณะเดียวกัน ผมเองก็ไม่ได้ละทิ้งอุดมการณ์ วันนี้ผมก็มีไปโฟนอินที่ชัยนาท และอีกหลายจังหวัดที่เชิญผมไปปราศรัยโดยผ่านการโฟนอินเข้าไปที่เวทีฟันเฟืองประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งพอที่จะไม่เก็บเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้มาทำให้เราถอดใจแน่นอนนะครับ

ใครอ้างถอยไม่ใช่กลุ่มฟันเฟือง ปชต.

กลุ่มที่อ้างว่าจะถอนตัวหรือนู่นนี่นั่น ไม่ใช่กลุ่มนี้แน่นอน จะไม่มีการลดเพดานใดๆ การต่อสู้ครั้งนี้มันต้องไปพร้อมกันกับนักเรียนคนรุ่นใหม่ในทุกระดับการศึกษา อย่าให้ใครเขามาดูถูกเด็กอาชีวะได้ว่าไม่เข้าใจโครงสร้างของปัญหาที่แท้จริง ของประเทศ แต่ถ้าใครจะถอนตัวก็เป็นสิทธิ์ของเขาครับ บังคับกันไม่ได้อยู่แล้ว ส่วนภาพความรุนแรงนู่นครับไปดูฝั่งนู้น สับเราเละเลย “ฟันเฟืองประชาธิปไตย มันจะต้องเกรียงไกรไปพร้อมกับราษฎร” ขอบคุณครับ 2 แนวร่วมถอยแหยงแตะสถาบันฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีแนวร่วมอย่างน้อย 2 กลุ่มประกาศยุติบทบาทด้วยเหตุผลยุทธศาสตร์ข้อเรียกร้องที่เน้นไปในเรื่องสถาบันมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญและขับไล่รัฐบาล โดยรายแรกคือนายณัฐวุฒิ สมบูรณ์ทรัพย์ กลุ่ม People End Game และล่าสุดคือกลุ่มอาชีวะเพื่อนประชาธิปไตย

กก.ฉะอย่าดึงสถาบันมาเป็นคู่ขัดแย้ง

นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ออกแถลงการณ์ว่าจะบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับและทุกมาตราว่า สะท้อนท่าทีการไม่ประนีประนอมและแข็งกร้าวต่อข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ของกลุ่มราษฎร ต้องการจะสืบทอดอำนาจโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น รวมถึงพร้อมจะปะทะและสร้างสถานการณ์อะไรก็ได้ เป็นวิธีการก่อความรุนแรง ที่ไม่ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้นอีกเหมือนปี 2553 รัฐบาลควรจะถอยได้แล้ว มาตรา 112 ไม่ควรถูกนำมาใช้อีกแล้ว ข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ได้ต้องการจะล้มสถาบัน แต่ฝ่ายรัฐบาลมักจะบอกว่าเป็นการล้มสถาบัน รัฐบาลไม่ควรนำสถาบันมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง แต่ควรจะทำให้สถาบันอยู่เหนือการเมือง และอยู่ร่วมกับประชาชนทุกกลุ่มที่มีความเห็นต่างกันได้ การใช้กฎหมายปรามผู้ชุมนุมยิ่งสร้างบาดแผลให้ประเทศ หากนายกฯไม่ทบทวนอะไรก็เกิดขึ้นได้

“สงคราม” ซัดยาแรงราดน้ำมันใส่กองไฟ

นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ หัวหน้าพรรคเพื่อชาติ กล่าวว่า แสดงให้เห็นชัดว่ารัฐบาลไม่เคยรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มเยาวชนมาตั้งแต่ต้น หากพล.อ.ประยุทธ์รับฟังจะไม่เกิดความขัดแย้งแน่นอน 6 ปีที่ผ่านมา หาก พล.อ.ประยุทธ์จริงใจ ทำงานเพื่อประเทศชาติจริง และรับฟังเสียงประชาชนจริง พล.อ.ประยุทธ์จะได้ยินเสียงของคนตกทุกข์ได้ยาก เสียงคนตกงาน สุดท้ายคือเสียงผู้ประกอบการที่สะท้อนว่าไม่ไหวแล้ว ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออก ให้คนอื่นมาทำหน้าที่ เพราะประชาชนเชื่อว่าประเทศไทยยังมีคนเก่งกว่าท่านมาก การประกาศใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ต่างจากการราดน้ำมันเข้ากองไฟ มันจะเผาคนราดเข้าสักวัน ไม่เกิดประโยชน์อะไร หากจริงใจแค่เปิดใจรับฟังข้อเรียกร้องของกลุ่มเยาวชน ข้อไหนรับได้ก็รับ ข้อไหนรับไม่ได้ไม่ต้องรับ อันไหนต้องใช้เวลาว่ากันไป สุดท้ายอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ทบทวนตัวเอง หากยังอยู่ในตำแหน่งแล้วประเทศเสียหาย เศรษฐกิจพังพินาศ อยากถามว่าท่านต้องการอำนาจไปเพื่ออะไร

พท.ขยี้นายกฯผลักไส ปชช.เป็นศัตรู

น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ออกแถลงการณ์ยกระดับการใช้กฎหมายเข้มข้นกับผู้ชุมนุมว่า เป็นการผลักดันให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงมากยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ รัฐบาลแสดงออกอย่างเปิดเผยว่ากลุ่มผู้ชุมนุมและผู้เห็นต่างคือศัตรูของรัฐบาลไม่ใช่ประชาชนคนไทย โดยไม่สนใจข้อเรียกร้องของประชาชน หาก พล.อ.ประยุทธ์เตรียมนำกฎหมายอาญาที่มีความรุนแรงเอาผิดม็อบราษฎรตามที่คนบางกลุ่มเรียกร้อง เท่ากับสร้างเงื่อนไขการกระทำของตัวเองเพื่อผลักไสประชาชนให้เข้าใกล้หุบเหวแห่งความสิ้นหวัง ท่าที พล.อ.ประยุทธ์พิสูจน์แล้วว่าไม่ได้เป็นนายกฯของคนไทยทุกคนตามที่ชอบกล่าวอ้าง แถลงการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้สถานการณ์บานปลาย และการไม่ระบุกฎหมายมาตราไหน ถือว่าอันตรายอย่างมากในสถานการณ์เปราะบางเช่นนี้ปิดตายทุกทางออกเพิ่มเงื่อนไขรุนแรง

น.ส.อรุณีกล่าวอีกว่า สิ่งที่ผู้ชุมนุมและประชาชนจำนวนมากทวงถามเวลานี้คือความยุติธรรมจากพล.อ.ประยุทธ์ในการสืบหาผู้ที่พกพาอาวุธปืนและการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภาในวันที่ 17 พ.ย. รวมถึงกรณีที่มีภาพปรากฏคนเสื้อเหลืองในม็อบบางคนที่อาจรู้จักกับรัฐมนตรี ในสถานการณ์เช่นนี้การทำให้ข้อเท็จจริงปรากฏจะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรม พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสจะผ่าทางตันหาทางออกให้ประเทศหลายทางแต่ไม่เลือก ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้อีกครั้งว่าคนชื่อประยุทธ์กำลังปิดตายทุกทางออก และกำลังสร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรงมากขึ้น

ยิ่งใช้ ม.112 แย่ลงกว่าเดิมจนคุมไม่อยู่

นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมนำกฎหมายอาญามาตรา 112 กับแกนนำกลุ่มราษฎรว่า ในหลวงทรงตรัสว่าจะไม่ใช้ มาตรา 112 มาดำเนินการทางการเมือง เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพิจารณาให้รอบคอบสมควรนำมาใช้หรือไม่อย่างไร การประกาศใช้มาตรการเข้มข้นทางกฎหมายทุกฉบับทุกมาตราของพล.อ.ประยุทธ์ เชื่อว่าจะแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ความขัดแย้งตอนนี้ดีขึ้น เพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีมายาวนาน การแก้ไขต้องใช้หลายวิธีการ ไม่ใช่ใช้กฎหมายอย่างเดียว ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนบอกเองว่าจะถอยคนละครึ่ง วันนี้นายกฯกลับประกาศสิ่งที่เรียกว่าชกเต็มตัว ย้อนแย้งกับสิ่งที่ท่านพูดไว้ จึงมองว่ายังไม่จำเป็นจริงที่จะหยิบยกมาตรา 112 มาใช้ นายกฯอย่าไปเชื่อแรงยั่วยุจากคนอีกฝั่งว่าต้องใช้มาตรา 112 มาจัดการผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆมันจะทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นรัฐบาลอาจควบคุมไม่อยู่

เฉ่งหมายเรียกเด็ก ม.ปลายเติมเชื้อไฟ

น.ส.ธีรรัตน์ สําเร็จวาณิชย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียก นักเรียนชั้น ม.4 และม.6 ฐานความผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรณีออกมาเรียกร้องสิทธิเรื่องทรงผมนักเรียนและขึ้นเวทีในนามนักเรียนเลว หลังจากมีแถลงการณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ให้บังคับใช้กฎหมายทุกมาตราอย่างเข้มข้นกับผู้ชุมนุมว่า ขอให้รัฐบาลไตร่ตรองให้ดีว่าการสั่งการให้ตำรวจปฏิบัติเช่นนี้ทำแล้วได้อะไร นี่ไม่ใช่วิถีแห่งการประนีประนอม และไม่ใช่ทางออกของปัญหา กลับยิ่งจะนำมาซึ่งความไม่พอใจให้ผู้ชุมนุมและเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น การเปลี่ยนแนวปฏิบัติแจ้งความจับเยาวชน จะเป็นรอยด่างพร้อยในชีวประวัติการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองเสียมากกว่า

ชง กมธ.ตร.เรียก ผบ.ตร.แจงสลายม็อบ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎรกล่าวว่า ในการประชุม กมธ.ตำรวจสัปดาห์หน้า จะเสนอให้เรียก ผบ.ตร.และ ผบช.น.มาให้ข้อมูลต่อ กมธ.ถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายในการชุมนุมของม็อบราษฎรที่บริเวณหน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ผู้ชุมนุม และมีเหตุการณ์ม็อบปะทะม็อบ ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และทรัพย์สินราชการได้รับความเสียหาย จึงอยากสอบถามข้อมูลจาก ผบ.ตร.และ ผบช.น.ถึงวิธีการสลายการชุมนุมว่า ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนสากลหรือไม่ และเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างมวลชนที่เกิดขึ้น ใครเป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพื่อสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าใครจะต้องมีส่วนรับผิดชอบบ้าง

เสธ.อู้หนุนใช้ ก.ม.เคร่งครัดสยบม็อบ

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว. กล่าวถึงกรณี นายกฯประกาศบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับอย่างเข้มข้นดำเนินการกับผู้ชุมนุมที่ทำผิดกฎหมายว่า เห็นด้วยกับแนวทางของนายกฯที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เท่าที่ฟังเสียงจากหลายฝ่ายก็เห็นด้วย ถ้าปล่อยให้ผู้ชุมนุมทำผิดกฎหมายต่อไปเรื่อยๆ บ้านเมืองยิ่งวุ่นวาย สิ่งที่เรียกร้องเกินจากคำว่าสันติไปแล้ว ไม่อยู่ในลู่ทาง มีการทำลายทรัพย์สินราชการ ใช้ถ้อยคำล่วงละเมิดสถาบัน ถ้ายังปล่อยให้เป็นเช่นนี้เกรงว่าจะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างม็อบ 2 ฝ่ายเพราะอีกฝ่ายรับไม่ได้

เตือนห้ามใช้ ม.112 ย้อนหลัง

“ยิ่งหากล่วงละเมิดสถาบันมากๆ อาจจำเป็นต้องนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาบังคับใช้กับผู้กระทำผิด แต่ขอให้ดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดหลังจากนี้ อย่าไปเล่นงานกับผู้ทำผิดก่อนหน้าที่นายกฯจะประกาศมาตรการออกมา ที่ผ่านมาที่ประชุมรัฐสภาเห็นชอบรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ช่วยสนองตอบข้อเรียกร้องผู้ชุมนุมระดับหนึ่ง ขอให้อดทนรออีก 1 ปีกว่าๆจะได้รัฐธรรมนูญใหม่และได้เลือกตั้ง การเรียกร้องควรลดราวาศอกลง หากมีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น พาประเทศไปสู่ทางตัน อาจเกิดการรัฐประหารที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้นได้” พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าว

เครือข่าย “เชียร์ลุง” บิ๊กคลีนนิ่ง ตร.

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อเวลา 10.00 น. สมาชิกเพจเชียร์ลุงและเพจภาคีประชาชนเทิดทูนพระมหากษัตริย์ และเครือข่ายกว่า 100 คน ร่วมกันทำความสะอาด และทาสีกำแพงรวมถึงป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหม่ หลังจากที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมสาดสี ทำลายทรัพย์สินของทางราชการได้รับความเสียหาย พร้อมทำการ big cleaning ให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ น.ส.วริศนันท์ ศรีบวรธนกิตติ์ แอดมินเพจเชียร์ลุง และภาคีเครือข่าย กล่าวว่า หลังจากเห็นความเสียหายเกิดขึ้นบริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงนัดหมายรวมตัวกันมาทำความสะอาดและลบถ้อยคำ ข้อความที่ไม่เหมาะสม ตามกำหนดเดิมจะมาในวันที่ 21 พ.ย. แต่เนื่องจากมีการชุมนุมของอีกกลุ่มหนึ่งจึงเลื่อนมาวันนี้แทน ส่วนการซ่อมแซมป้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีหน่วยทหารช่างมาลบลอกสีที่ได้รับความเสียหายออกและจะซ่อมแซมเบื้องต้นก่อน

“ตั๊น” มึนดราม่าถีบป้าย สตช.ตามหลอน

วันเดียวกัน น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กชี้แจงกรณีดราม่าหลังกลุ่มเห็นต่างจากกลุ่มราษฎรไปช่วยกันทาสีลบข้อความหมิ่นเหม่จาบจ้วงสถาบัน จากการชุมนุมกลุ่มราษฎรรวมตัวชุมนุมที่แยกราชประสงค์ และเคลื่อนขบวนไปสาดสีใส่รั้วและป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วมีการขุดประเด็นพาดพิงการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่มีคนหน้าคล้าย ตั๊น จิตภัสร์ กฤดากร ใช้เท้าถีบป้าย ตร. ว่า“ก่อนจะพิมพ์ ก่อนจะเชื่อ อ่านความจริงกันก่อนนะคะ หยุดตกเป็นทาสของ fake news ค่ะ” พร้อมโพสต์เอกสารของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ลงวันที่ 20 ก.ค.63 และเอกสารของกองบังคับการตำรวจ

นครบาล 6 ตอบกลับการติดตามผลการสืบสวน

สอบสวน ยืนยันภาพหญิงสาวคนที่ใช้เท้าถีบป้ายของ ตร.เมื่อครั้งกลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่ม กปปส.รวมตัวไปบุกรื้อป้ายหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ใช่ตนเอง พร้อมยืนยันคดีดังกล่าวไม่พบพฤติการณ์แห่งคดีว่ามี น.ส.จิตภัสร์เข้าไปมีส่วนร่วมในความผิดดังกล่าวและไม่ได้ร่วมกระทำผิดแต่อย่างใด

วอนเลิกบิดเบือนความจริงเสียที

น.ส.จิตภัสร์ระบุว่า เคยไปลงประจำวัน ดำเนินคดีกับผู้แชร์ภาพและข่าวเท็จไปก่อนหน้านี้แล้ว ชัดเจนว่าเป็นความพยายามบิดเบือน ใส่ร้ายทางสังคมออนไลน์ ทางคดีให้เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการไปว่าใครทำและพยายามบิดเบือนโยงมาให้ได้รับความเสียหายเมื่อเอกสารราชการออกมายืนยันชัดเจนว่าไม่ใช่ตน ความจริงคือความจริง อย่าพยายามบิดเบือนอีกต่อไปเลย

นักร้องสามัญชนรายงานตัว สน.

ที่ สน.บางยี่ขัน เวลา 10.00 น. นายชูเวช เดชดิษฐ์รักษ์ นักร้องนำวงดนตรีสามัญชน นายคุณากร มั่นนทีรัย ทนายความจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน เข้าพบ พ.ต.ท.ธีระ เรืองเนตร รอง ผกก. (สอบสวน) สน.บางยี่ขัน เพื่อรายงานตัวตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ให้มารับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันชุมนุมฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรณีการชุมนุมเมื่อวันที่ 20 ต.ค. บริเวณหน้าห้างเซ็นทรัลปิ่นเกล้า นายคุณากรเผยว่า นายชูเวชให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนบันทึกพิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐาน จากนี้จะขอขยายเวลายื่นคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมภายใน 20 วัน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนทำประวัติและพิมพ์ลายนิ้วมือก่อนปล่อยตัว เนื่องจากผู้ต้องหามาตามนัดหมาย จากนี้จะส่งสำนวนให้อัยการสั่งฟ้องต่อศาลแขวงตลิ่งชันในวันที่ 9 ธ.ค.

จัด 6 กองร้อยรับมือ “นักเรียนเลว”

เมื่อเวลา 12.30 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ฐานะโฆษก บช.น. เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมการดูแลการชุมนุมกลุ่มนักเรียนเลวบริเวณแยกราชประสงค์ว่า เบื้องต้นได้มีการจัดเตรียมกำลังกองร้อยควบคุมฝูงชนจำนวน 6 กองร้อย สับเปลี่ยนหมุนเวียนกองร้อยละ 3 ผลัด โดยมีกองร้อยน้ำหวาน หรือกำลังควบคุมฝูงชนเป็นตำรวจหญิงมาดูแลเยาวชนที่มาร่วมการชุมนุมด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้พิพากษาสมทบจากศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมาร่วมสังเกตการณ์ อย่างไร ก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้มีการขออนุญาตยื่นขอชุมนุมกับทางเจ้าพนักงานชุมนุมสาธารณะแต่อย่างใด

ใช้ ม.112 ต้องเป็นมติคณะกรรมการ

เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวการใช้กฎหมายมาตรา 112 กับผู้ชุมนุม พล.ต.ต.ปิยะตอบว่า กรณีดังกล่าวเป็นเหมือนเฟกนิวส์ (fake news) ที่มีกลุ่มเด็กนักเรียนเลวที่ร่วมชุมนุมประมาณ 4 คน มารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ลุมพินีว่ามีการดำเนินคดีมาตรา 112 แต่ที่จริงแล้วดำเนินคดีฝ่าฝืนการชุมนุมตาม พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะเท่านั้น ส่วนกรณีมีเยาวชนไปรับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการชุมนุม ตำรวจประสานอัยการ เจ้าหน้าที่พิทักษ์สิทธิเด็กและเยาวชน ผู้ปกครองร่วมสอบปากคำเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ ไม่ใช้ความรุนแรงกับเด็กและเยาวชนแน่นอน หากมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเฉพาะมาตรา 112 ต้องพิจารณาส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา บช.น.ไม่สามารถดำเนินการเองโดยลำพังได้ ต้องมีการพิจารณาเป็นรูปแบบคณะกรรมการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเป็นผู้กำหนดแนวทางดำเนินคดีลักษณะดังกล่าว

ยันชายเสื้อชมพูการ์ดราษฎรลื่นยิงพลาด

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดของชายใส่เสื้อชมพูที่ใช้ปืนยิงระหว่างชุมนุม ยืนยันว่าอยู่ในกลุ่มของการ์ดกลุ่มผู้ชุมนุมราษฎร ไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง ตามที่มีการอ้างว่าชายสวมเสื้อชมพูเป็นกลุ่มเสื้อเหลือง เนื่องจากพบการพูดคุยกันกับกลุ่มการ์ดของกลุ่มราษฎร นอกจากนี้ ยังมีคนคอยระวังหลังหรือชุด Cover แต่เป็นไปได้ว่าระหว่างที่ใช้ปืนยิงออกไปนัดแรกเกิดลื่น ทำให้วิถีกระสุนพลาดหันเข้ามาหาทางฝั่งเดียวกัน ก่อนที่จะยิงต่ออีก 2-3 นัด ไปยังฝั่งกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลือง

จ่อประเคนข้อหา 14 แกนนำราษฎร

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า ส่วนการดำเนินคดีผู้ชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา คาดว่าจะมีผู้ถูกดำเนินคดีประมาณ 14 ราย ส่วนใหญ่เป็นแกนนำที่ปราศรัยการชุมนุมกลุ่มราษฎร ส่วนกรณีชายเสื้อสีชมพูใช้ปืนยิงระหว่างการปะทะแยกเป็นอีกกรณีหนึ่ง ทั้งนี้ ตำรวจเร่งรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์ทราบตัวผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

“วรงค์” ซัด “ธนาธร” หวังปั่นให้รุนแรง

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี ได้โพสต์เฟซบุ๊กถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ว่า จำได้ว่าเคยเขียนจดหมายถึงครั้งหนึ่งว่าทำไมนายธนาธร ช่างไม่สำนึกต่อพฤติกรรมโกหกซ้ำแล้วซ้ำอีก และนับวันม็อบคณะราษฎรที่นายธนาธรสนับสนุน ยิ่งแสดงความหยาบ ความถ่อย สาดสี เทสี สร้างความสกปรก ยั่วยุหยาบคายต่อสถาบันเบื้องสูง ที่อยู่ในศรัทธาของประชาชน จนประชาชนเอือมระอา และการที่ม็อบคณะราษฎร นัดหมายวันที่ 25 พ.ย. ที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พวกเรารู้นะว่าคิดอะไร อย่าหวังเลยว่าจะเอาฤกษ์เอาชัยวันเกิดไปกระทำในสถานที่เชิงสัญลักษณ์ หลายฝ่ายเขารู้ทันหมดว่า การที่นายธนาธรเอาฤกษ์เอาชัยวันเกิด ไปในสถานที่นี้และมีแนวโน้มเพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นมาและมากล่าวหาว่าเบื้องสูงเป็นผู้กระทำ

อ้างเอาฤกษ์วันเกิดก่อเหตุป่วน

“ผมอยากจะเตือนถ้าหากมีสำนึก กิจกรรมวันที่ 25 พ.ย. ที่จะเอาฤกษ์ในวันเกิดคุณ แน่จริงคุณอย่าเอาชีวิตลูกหลานประชาชนไปเสี่ยง คุณเอาคนในครอบครัวคุณออกมาดีกว่า เพราะลูกหลานประชาชน เขาไม่รู้หรอกว่าคุณกำลังจะเอาความสูญเสียของลูกหลานเขา มาสร้างอำนาจต่อรองเอาประชาธิปไตยมาหลอกอำพราง ขอเตือนคุณว่าสังคมไทยเป็นสังคมประนีประนอม สังคมไทยให้โอกาสเสมอสำหรับคนที่ผิดแล้วสำนึกผิด แต่ถ้าไม่สำนึก สุดท้ายคุณจะไม่เหลืออะไรเลย”

“เสี่ยเอก” หาเสียงศึก อบจ.สุรินทร์

ช่วงเช้า ที่บริเวณตลาดสด เขตเทศบาลเมืองสุรินทร์ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือเสี่ยเอกแกนนำคณะก้าวหน้า ร่วมกับนายมานพ แสงดำ ผู้สมัครนายก อบจ. หมายเลข 2 พร้อมผู้สมัคร ส.อบจ. ลงพื้นที่พบปะพ่อค้า แม่ค้า และชาวบ้านที่มาจับจ่ายซื้อของในยามเช้า โดยนายธนาธรกล่าวว่า มาเชิญชวนพ่อแม่พี่น้องชาวสุรินทร์ให้มาออกเสียงใช้สิทธิในการเลือกตั้ง อบจ.สุรินทร์ ครั้งนี้ ขอฝากคณะก้าวหน้า นายมานพ แสงดำ ผู้สมัครชิงนายก อบจ. เบอร์ 2 และนายพงศธร ลักขษร ผู้สมัคร ส.อบจ. เบอร์ 6 เขต 1 เทศบาลเมืองสุรินทร์ เรามีความตั้งใจทำงาน ขอโอกาสให้สุรินทร์มีการเปลี่ยนแปลง เพราะมีการผูกขาดมานานแล้ว โดยนายธนาธรร่วมกับผู้สมัครนายก และ ส.อบจ.เดินแจกใบแนะนำตัวผู้สมัครประมาณ 30 นาที ซึ่งได้รับการต้อนรับจากชาวสุรินทร์ หลายคนขอถ่ายรูปด้วย

ท็อป-ไทด์ปฏิญาณตนป้องสถาบัน

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่วงเวียนน้ำพุ ต.กุดป่อง อ.เมืองเลย นายบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ นายเอกพันธ์ บันลือฤทธิ์ แกนนำกลุ่มปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ประเทศไทย ร่วมกับมวลชนเครือข่ายปกป้องสถาบันจำนวนมาก เข้าร่วมกิจกรรมแสดงพลังปกป้องและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เดินเท้าจากวงเวียนน้ำพุผ่านถนนนกแก้วไปศาลากลางจังหวัดเลย ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร และร่วมกันปฏิญาณตน หน้าพระบรมรูปทรงม้า ร.5 โดยมีนายชัยธวัช เนียมศิริ ผวจ.เลย รับมอบคำปฏิญาณตนฯ จากนั้นกล่าวทรงพระเจริญ และร่วมร้องเพลงความฝันอันสูงสุด และเพลงเราสู้จากนั้นเวลา 18.00 น. ร่วมร้องเพลงชาติและจุดเทียนถวายพระพร เป็นอันเสร็จพิธี เหตุการณ์ทั่วไปสงบปกติ

“ชินวรณ์” เชียร์ “วิรัช” คุม กมธ.แก้ รธน.

อีกเรื่อง นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นคร-ศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ...กล่าวว่า ได้รับหนังสือเชิญให้ประชุม กมธ. ในวันที่ 24 พ.ย. เวลา 09.30 น. แล้ว ครั้งแรกเป็นการเลือกตำแหน่งต่างๆ ยังไม่ได้หารือว่าตำแหน่งประธาน กมธ.จะเป็นใคร คงหารือกันในที่ประชุมทีเดียว เพราะตัวบุคคลตำแหน่งต่างๆมีความพร้อมอยู่แล้ว ส่วนที่มีชื่อนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จะนั่งเป็นประธาน กมธ. คงเพราะเคยเป็นประธาน กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนรับหลักการมาแล้ว ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลมีความเป็นไปได้ นายวิรัชมีความเหมาะสมเป็นประธาน กมธ. ตอนที่เป็นประธาน กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ว.ก็ยอมรับ ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ต้องให้เกียรติพรรคเสียงข้างมากเป็นประธาน กมธ. ส่วน ส.ว. และพรรคการเมืองต่างๆเป็นรองประธาน กมธ.

ไม่ปิดทางดึงเนื้อหาไอลอว์มาพิจารณา

นายชินวรณ์กล่าวต่อว่า ส่วนกรอบการทำงานของ กมธ. คาดว่าน่าจะไม่เกิน 45 วัน โดยใช้ร่างรัฐบาลเป็นหลักเพราะเป็นมติที่ประชุมรัฐสภา ส่วนร่างฝ่ายค้านคงต้องนำมาพิจารณาว่ามีส่วนไหนสอดคล้องต้องกันกับร่างรัฐบาลบ้าง สำหรับร่างของภาคประชาชนที่เสนอโดยไอลอว์ถึงแม้จะไม่ผ่าน แต่ถือเป็นความคืบหน้าที่ร่างกฎหมายเสนอโดยภาคประชาชนมาถึงชั้นการพิจารณาร่วมกันของ ส.ส. และ ส.ว. กมธ.คงหยิบยกเนื้อหาที่สอดคล้องกันมาพิจารณาด้วย ส่วนประเด็นหลักที่ต้องการให้มีการแก้ไข ไอลอว์ต้องไปรณรงค์ในชั้นที่มี ส.ส.ร.ต่อไป

ฝ่ายค้านเล็งชิงเก้าอี้ ปธ.คุมเกมรื้อ รธน.

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงการเลือกประธาน กมธ.คาดว่า ส.ส.รัฐบาล และ ส.ว. จะเสนอชื่อนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลทำหน้าที่ว่า การเลือกประธาน กมธ.ขึ้นอยู่กับเสียง กมธ. 45 คน หากเสนอหลายชื่อต้องโหวตกัน ผู้ใดจะเสนอชื่อใครเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภา ที่เสนอนายวิรัชไม่แปลกแต่ต้องรอโหวตนัดแรกวันที่ 24 พ.ย. ก่อน พรรคร่วมฝ่ายค้านจะหารือกันก่อนประชุมครั้งแรก พรรคร่วมฝ่ายค้านก็มีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถที่จะทำหน้าที่ประธาน กมธ.ได้เราอาจเสนอไป ขึ้นกับคณะ กมธ.จะกำหนดหน้าตาและความน่าเชื่อถือคณะ กมธ.ชุดนี้ เพราะ ส.ว.ไม่สังกัดพรรคการเมือง หากพิจารณาตามความรู้ความสามารถ เป็นไปได้ที่ตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านจะได้รับตำแหน่ง ทั้งนี้ รัฐสภาให้ใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลัก ให้แปรญัตติวาระสอง 15 วัน จะเปิดกว้างให้ทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้าน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและ ส.ว.แปรญัตติได้ แต่ถ้ามีคณะ กมธ.คนใดไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ขอสงวนคำแปรญัตติมาอภิปรายในรัฐสภาได้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่มาตรา 256 และการตั้ง ส.ส.ร. หากแก้ไขสำเร็จ ส.ส.ร.จากการเลือกตั้งจะเป็นผู้กำหนดหน้าตาของรัฐธรรมนูญ ตามความ ต้องการของประชาชนได้

“เลิศรัตน์” หนุน ส.ส.ร.มาจาก 2 ทาง

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.กล่าวว่า คนที่จะมานั่งเป็นประธาน กมธ.มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นนายวิรัช รัตนเศรษฐ เจ้าของญัตติพรรคร่วมรัฐบาล ดูแล้วเหมาะสมเชื่อว่าคงไม่มีใครคัดค้าน จะยึดร่างพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลักในการยกร่าง แต่จะไม่ทิ้งร่างของไอลอว์ที่ถูกตีตกไปในชั้นรับหลักการ จะนำเนื้อหาของไอลอว์ที่เสนอให้ ส.ส.ร.พิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จใน 1 ปีมาร่วมเปรียบเทียบกับเนื้อหาของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้าน หาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ที่มา ส.ส.ร.คงต้องยึดจากร่างพรรคร่วมรัฐบาลให้มี ส.ส.ร. 200 คน มาจากการเลือกตั้ง 150 คน และการสรรหา 50 คน น่าจะเกิดประโยชน์ที่สุด ถึงจะมีโควตาสรรหา 50 คน แต่เปิดให้ทุกฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ส.ว. ที่ประชุมอธิการบดี นักวิชาการ นักเรียน นักศึกษามีส่วนร่วมสรรหาบุคคลเข้ามาเป็น ส.ส.ร. ทำให้ ส.ส.ร.หลากหลาย มีความเป็นธรรม ได้ตัวแทนจากทุกฝ่าย ไม่จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

“ชวน” ถก 3 ฝ่ายตั้ง 19 กก.ปรองดอง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ในวันที่ 24 พ.ย. นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา จะเรียกประชุมตัวแทนวิป 3 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และวุฒิสภาเพื่อพิจารณาการตั้งคณะกรรมการปรองดองใน 2 ชุด ประกอบด้วย 1.คณะกรรมการปรองดอง 7 ฝ่าย ที่สภาฯจะเป็นผู้ประสานงาน จะมีคณะกรรมการ ทั้งหมด 19 คน 2.คณะกรรมการปรองดองชุดผู้ทรงคุณวุฒิที่จะเป็นคนกลาง มีสถาบันพระปกเกล้าเป็นฝ่ายประสาน จะมีกรรมการจากผู้มีประสบการณ์ด้านการปรองดองสมานฉันท์ เน้นผู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญภาคปฏิบัติ คณะกรรมการชุดนี้จะไม่มีนักการเมือง แต่อาจเป็นอดีตบุคคลในแวดวงการเมือง คาดว่าจะเริ่มแต่งตั้งบุคคลมาร่วมเป็นกรรมการอย่างเป็นทางการได้ในสัปดาห์หน้า

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวหน้า1ข่าววันนี้ประยุทธ์ จันทร์โอชาอานนท์ นำภาม.112ม็อบราษฎรข่าวการเมืองข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 20:29 น.