“สามารถ” อัด “พิธา” มีปัญหาด้านแนวความคิด ไม่รู้กลไกขอแก้ไข รธน.60 ไล่กลับไปติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน เตือนอย่าละเลงขนมเบื้องด้วยปาก ยัน “บิ๊กตู่” เป็นนายกฯ ถูกต้องตามกลไก รธน.

เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2563 นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ตนได้รับข้อมูลจากประชาชน อ้างกรณี นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะหัวหน้า ได้อภิปรายในการประชุมร่วมที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา พูดว่าประชาชนไม่มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ทหารกลับมีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จ และตนไม่คิดว่าจะออกมาจากปากของหัวหน้าพรรคก้าวไกล ที่เรียกตัวเองว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจนิติบัญญัติในการแก้ไขกฎหมาย ทั้งนี้ นายพิธา นอกจากครั้งนี้ติดกระดุมผิดเม็ดแล้วยังมีปัญหาด้านแนวความคิดอีกด้วย จึงไม่แปลกใจที่ชาวบ้านบอกให้ นายพิธา ไปติดกระดุมเม็ดแรกใหม่พร้อมกับหัดพูดไทยให้ชัดเจนเสียก่อน

นายสามารถ กล่าวอีกว่า นายพิธา น่าจะรู้อยู่หรือควรรู้อยู่แล้วว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับปี 60 ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ โดยต้องผ่านกลไกของรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว. หาใช่ผ่านทหารไม่ แต่ในอดีตเพราะมักจะมีนักการเมืองแบบ นายพิธา ที่ชอบคิดเข้าข้างตัวเอง ไม่ได้คำนึงถึงประชาชนและประเทศชาติ จึงทำให้เกิดการฉีกรัฐธรรมนูญและปฏิวัติหลายครั้ง กระทั่งครั้งล่าสุดนี้ก็ได้มีม็อบมาล้อมกดดันคุกคามสมาชิกวุฒิสภาและคนเห็นต่าง ตนไม่เข้าใจว่า นายพิธา บอกตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตยแต่ชอบทำตัวแบบเผด็จการ ถ้าใครเห็นต่างก็โวยวายว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามและไม่เป็นประชาธิปไตย จึงขอยกรัฐธรรมนูญ หมวด 15 ให้ นายพิธา รับทราบว่า มาตรา 255 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐจะกระทำมิได้ โดย นายพิธา รู้อยู่แล้วว่าอย่าแตะต้อง หมวด 1-2 แต่ก็ยังไปสนับสนุนร่างไอลอว์ นอกจากนี้ ในส่วน มาตรา 256 มี 9 หัวข้อ ก็ขอให้นายพิธา ศึกษาดูบ้างว่ารัฐธรรมนูญสามารถแก้ได้ โดยใช้กลไกของรัฐสภา

...

นายสามารถ กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ที่อ้างถึงคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) และมาต่อด้วยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งไม่ทราบว่าขณะนั้น นายพิธา ทำอะไรอยู่ จึงขอย้อนประวัติศาสตร์ให้เห็นว่าในสมัยพฤษภาทมิฬนั้นได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อประท้วงรัฐบาล ขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี เพราะผลชนะการเลือกตั้งตอนนั้นเป็นของ นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม แต่ถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำ จึงทำให้ พล.อ.สุจินดา ขึ้นเป็นนายกฯ แทน โดย พล.อ.สุจินดา แถลงจะไม่รับเป็นนายกฯ ซึ่งแแตกต่างจากสมัยปัจจุบันเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับเลือกจากโควตาพรรค พปชร. ถูกต้องตามกฎหมาย และ นายพิธา ก็ลงสนามแข่งขันสนามเดียวกันกับพลเอกประยุทธ์ แต่พรรคในอดีตที่นายพิธาเคยสังกัดถูกยุบไปนั้นได้พ่ายแพ้คะแนนเสียงให้กับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

“ผมขอเตือนสติ นายพิธา ควรอ่านและศึกษาประวัติศาสตร์ให้อย่างถ่องแท้ อย่าจำคนพูดกันมาแบบผิดๆ หรือบิดเบือนให้ประชาชนเข้าใจผิด เพราะหลายครั้งแล้วได้รับข้อมูลว่าหัวหน้าพรรคก้าวไกลไม่ชอบพูดความจริง มักชอบกล่าวอ้างไปเอง ไม่อยากให้นายพิธา ทำตัวเหมือนสุภาษิตไทยว่า ละเลงขนมเบื้องด้วยปาก เพราะเป็นกังวลว่าสมัยหน้าหัวหน้าพรรคก้าวไกลจะไม่ได้มาทำหน้าที่ในสภาให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชน จึงต้องเตือนสติด้วยความหวังดี”