ฟังความเห็น "ไพบูลย์" และ "นพ.ชลน่าน" ประเมินขั้นแรก ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จะโดนคว่ำหรือไม่ หลังสภาจะลงมติแก้รัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ พรุ่งนี้ (17 พ.ย.)

จากกรณีที่สภาจะลงมติแก้รัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ นั้น ทำให้ต้องจับตาร่างประชาชนที่ร่วมเข้าชื่อ จะโดนคว่ำหรือไม่ โดยมวลชน 2 ฝั่ง นัดชุมนุมพรุ่งนี้ (17 พ.ย.) ที่รัฐสภาปักหลักจนกว่าจะลงมติเสร็จ 

โดยแขกรับเชิญ ในรายการถามตรงๆ กับจอมขวัญ วันนี้ พูดคุยกับ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ถึง ทิศทางการโหวตร่างรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ 

เมื่อถามว่า พลังประชารัฐ ชัดเจนแล้วว่า จะรับ 2 ร่างใหญ่ นายไพบูลย์ ระบุว่า รับ 2 ร่าง คือ ร่างที่ 1 ของฝ่ายค้าน และร่างที่ 2 ของรัฐบาล ส่วนที่เหลือยิบย่อยรายมาตราจะงดออกเสียง เพราะซ้ำกัน มันไปอยู่ในการแก้ทั้งหมด 253 มาตรา ของ ส.ส.ร.

ส่วนร่างของ iLaw เป็นหน้าที่ของประธานวิปฯ ที่จะต้องพิจารณา โดยร่างของ iLaw เป็นร่างที่ 7 โดยหลักต้องให้ผู้เสนอญัตติ ได้อธิบายก่อน แต่ส่วนตัวที่ได้ตรวจสอบ พบว่ามีปัญหาในข้อกฎหมายเยอะ ตนเชื่อว่า ถ้า ส.ว. ไม่เห็นด้วย จะได้ 84 เสียงคงไม่ได้ โดยความเห็นตน มองว่าร่างของ iLaw ย้อนแย้ง รับไป ก็ไปขัดกับร่างที่ 1 และ 2 ซึ่งร่างที่ 1 และ 2 ไม่ให้แก้หมวด 1 และ 2 ที่มีอยู่ 21 มาตรา เป็นเรื่องรูปแบบการปกครอง ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามไม่ให้เสนอญัตติที่มีการเปลี่ยนระบบการปกครอง ญัตตินี้ก็อาจจะตกไปโดยข้อกฎหมาย และที่สำคัญ ปัญหาเกิดจากคนที่ไปยกร่างญัตตินี้ ให้มีปัญหาเอง ไม่ได้เป็นปัญหาของประชาชน

เมื่อถามว่า ประเมินถูกหรือไม่ว่า พรุ่งนี้ ร่างของ iLaw จะไม่ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 1 นพ.ชลน่าน เผยว่า ถ้าฟังจากซีกวิปรัฐบาลที่แถลงว่า จะขอฟังอภิปราย ที่ถือว่าเป็นมรรยาททางการเมือง เพราะยังไม่ได้ชี้แจงในเหตุผลเลย ดังนั้นก็ควรฟังก่อน แต่ที่นายไพบูลย์ เผยว่า ร่างขัดกับรัฐธรรมนูญนั้น ฝ่ายค้านกลับมองตรงข้าม เพราะเรายินดีรับ เพราะกระบวนการทุกขั้นตอน ถ้ามันขัดในเนื้อหาสาระ ญัตตินี้คงไม่ถูกบรรจุแน่นอน อีกทั้ง เราเห็นว่า เป็นเจตนารมณ์ในการใช้อำนาจนิติบัญญัติของประชาชน ที่เป็นเจ้าของอำนาจในการเสนอกฎหมายตรง ถ้าเราไม่สนับสนุน กลไกในการใช้อำนาจเสนอกฎหมายทางตรง ก็จะถูกปิดกั้น และสุดท้ายหลักการที่เขียนมา 11 หลักการ ตนไปศึกษามาพบว่า คนทำมีข้อจำกัด หากแยกร่างได้เหมือน ส.ส. ก็อยากทำ แต่ว่าต้องเข้าชื่อ 50,000 ชื่อ เพื่อเสนอกฎหมาย ดังนั้นการจะขอทีละ 50,000 รายชื่อมันลำบากมาก จึงมีความจำเป็นต้องผนวกหลักการ ให้มาอยู่ในร่างเดียว ซึ่งทั้ง 11 ร่าง 11 หลักการ ไม่มีร่างไหนที่บ่งชี้ว่าไปขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 255 และ 256 

...

เมื่อถามว่า ประเมินเหมือนกันหรือไม่ว่า ร่าง iLaw ยกมือไม่พอที่จะนำเข้าสภา นพ.ชลน่าน เผยว่า ตนคือเสียงข้างน้อย ต้องขอความเห็นใจเสียงข้างมาก เพราะอย่างไรระบบรัฐสภา เป็นระบบเสียงข้างมาก แต่เราซึ่งเป็นเสียงข้างน้อย ประกาศที่จะสนับสนุน และการที่จะตีตกแต่แรก โดยไม่ให้โอกาสเลย ตนเห็นว่าเป็นการตัดสิทธิ์การใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรงของประชาชน ซึ่งเป็นจุดที่ล่อแหลมในสถานการณ์แบบนี้

ถ้าร่าง iLaw ไม่ได้รับการโหวตให้เข้าสู่วาระ 2 คำถามคือ มีการประเมินหรือไม่ว่าจะเจรจากับผู้ชุมนุมอย่างไร นายไพบูลย์ ระบุว่า ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสมาชิก ผลออกมาเป็นอย่างไรก็ว่ากันไป ถ้าผ่านก็ผ่าน ไม่ผ่านก็ไม่ผ่าน ส่วนตน ตนว่า สภาตัดสินใจโดยมติของที่ประชุม ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ผู้ชุมนุมก็ต้องเข้าใจ อีกทั้งผู้ชุมนุมก็มี 2 ฝ่าย ดังนั้นจะเอาเรื่องผู้ชุมนุมมาตัดสินใจไม่ได้ 

ขณะที่ นพ.ชลน่าน เชื่อว่า จะมีผลต่อบรรยากาศมาก แต่ตนเห็นด้วยว่า การตัดสินใจที่จะรับ หรือไม่รับ ของสมาชิกรัฐสภา ต้องมีเหตุผล แต่ในระบบเสียงข้างมาก ดุลยพินิจเป็นส่วนน้อยมาก ที่จะนำมาใช้ในการลงมติ เพราะว่าเราใช้ระบบเสียงข้างมาก เมื่อพรรคมีมติอย่างไร กลุ่มมีมติอย่างไร ก็ไปตามนั้น เพราะฉะนั้นดุลยพินิจของบุคคล เป็นไปได้น้อยมาก แม้กระทั่ง ส.ว.ที่ไม่มีพรรคการเมือง แต่ดูจากที่มาที่ไปแล้วเหมือน ส.ว. จะมีเจ้าของ จะจริงหรือไม่ ก็อยู่ที่ผลของการลงมติ 

อย่างที่สอง ในมุมของตน เป็นเหมือนราดน้ำมันเข้ากองไฟ ถ้ารัฐสภาจะช่วยคลี่คลาย ให้ทุกอย่างก้าวไปได้ตามจังหวะ การรับหลักการดีที่สุด แล้วค่อยไปดูในรายละเอียดกันในวาระ 2 ได้ไม่ได้อย่างไร ยังมีเวลาอยู่

เมื่อถามว่า มีโอกาสจะไปคุยกันในวาระ 2 หรือไม่ นายไพบูลย์ ระบุว่า สำหรับตน จะไปใช้ดุลยพินิจแบบนั้นไม่ได้ เพราะสิ่งที่ทำได้คือ การนำเสนอในสภา ว่ามีปัญหาอะไร และชี้ให้ประชาชนได้เข้าใจว่ามีปัญหาเพราะอะไร และปัญหาต้องมองไปที่คนเขียนร่างด้วยว่า จงใจเขียนให้มีปัญหา ไม่ใช่แค่ญัตติ แต่ตัวคนเขียนก็มีปัญหาด้วย ที่มีข้อกล่าวหาไปรับทุนต่างชาติ บอกว่าเป็นมูลนิธิ แต่ตนยังหาข้อมูลไม่เจอ ซึ่งจะเป็นประเด็นที่ตนจะพูดในสภา ว่ามูลนิธินี้อยู่ตรงไหน และมูลนิธิต้องไม่ยุ่งกับการเมือง ซึ่งทุกอย่าง อยากให้รอฟังพรุ่งนี้ 

เมื่อถามว่า เสนออย่างไรดีที่สภาพอจะทำได้ นพ.ชลน่าน เผยว่า ตนอยากเรียกร้องไปยังเสียงข้างมาก ให้มาช่วยแก้ปัญหา การรับร่าง iLaw เข้าไป ไม่ถือเป็นความเสียหายเลย ที่นายไพบูลย์ บอกว่าต้องไปคุยในรายละเอียดตนก็เห็นด้วย ว่าฝ่ายค้านเห็นอย่างไร ฝ่ายเสนอเห็นอย่างไร ซึ่ง iLaw เป็นองค์กรเอกชนที่ทำอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน เพื่อสิทธิมนุษยชน ดังนั้นการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ก็เป็นงานของเขา ซึ่งตนไม่ใช่ iLaw

ต่อข้อถาม อะไรที่กังวลสำหรับเนื้อหา นพ.ชลน่าน ระบุว่า ตนมี 2 ประเด็น คือ ร่างภาคประชาชน สิ่งที่ฟังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่รับไม่ได้ คือ เขามองว่าร่างนี้ไปเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อีกประเด็นคือ เรื่องของ ร่าง iLaw มีหลายหลักการ และไปเกี่ยวเนื่องกับหลายองค์กร เช่น ไปกำหนดที่มาการสรรหาขององค์กรอิสระ บางคนมองว่า ไปเปิดช่องให้พา นายทักษิณ และ น.ส.ยิ่งลักษ์ณ์ กลับเข้ามา ซึ่งข้อกังวลเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องจริง ในหลักการไม่มี และสิ่งที่อยากฝากมากที่สุดคือ ตนอยากให้เสียงข้างมาก 1. ผ่าน 3 ร่าง มาตรา 256 คือ ร่างรัฐบาล ร่างฝ่ายค้าน และร่างประชาชน 2. อยากให้ผ่าน เรื่อง มาตรา 272 3.ระบบเลือกตั้ง ถ้าผ่าน 3 ข้อนี้กับอีก 5 ร่าง ตนว่ามันจะเดินคู่ขนานได้ ตนเห็นต่างที่ว่ามันไม่ได้ย้อนแย้ง ซึ่งอยากให้ฝ่ายเสียงข้างมากพิจารณา

ขณะที่ นายไพบูลย์ ระบุว่า ร่างของประชาชน ที่เสนอรายชื่อมานั้น ต้องขอชม มีข้อดีคือ ประชาชนร่วมกันเข้าชื่อมา ส่วนที่เหลือในเรื่องข้อกฎหมาย และสาระ ตรงนี้ขึ้นอยู่กับผู้ทำญัตติ ซึ่งตนขอตำหนิว่า เป็นการจัดทำที่ไม่ได้คำนึงถึงความเป็นไปได้ หรือสภาวะการเมือง ซึ่งทำให้ประชาชนที่เข้าชื่อต้องสูญเปล่า ญัตติที่รับไม่ได้ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ และล่วงละเมิดเกี่ยวกับหมวด 1 และ 2 พออภิปรายกันยาวๆ แล้วจะเห็น