วงเสวนา “แด่นักสู้ผู้จากไป ประชาธิปไตยแบบไหน ที่จะไม่ลอยนวลพ้นผิด” ชี้ อุ้มฆ่า-ลอยนวล เหตุ รัฐรวมศูนย์ไม่เป็นประชาธิปไตย ด้าน "ธนาธร" ยัน สังคมต้องไม่เพิกเฉย ขณะ "หลานครูเตียง" ย้ำ ประนีประนอมไม่ได้ ปลุกคนรุ่นใหม่ออกสู้


วันที่ 15 พ.ย. ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร องค์กร Protection International และเครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ (PPM) จัดนิทรรศการภาพถ่ายแด่นักสู้ผู้จากไป และขบวนการต่อสู้ที่ยังยืนหยัด พร้อมเวทีเสวนา “แด่นักสู้ผู้จากไป ประชาธิปไตยแบบไหน ที่จะไม่ลอยนวลพ้นผิด”

นางสอน คำแจ่ม ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ภรรยาของกำนันทองม้วน คำแจ่ม แกนนำคัดค้านการสร้างเหมืองหิน "ดงมะไฟ" ที่ถูกลอบสังหารเมื่อปี 2542 ยืนยันถึงสิทธิ์ในการต่อสู้เพื่อครอบครัวและชุมชน แม้สูญเสียผู้นำครอบครัวไปแล้ว และมีภาระต้องดูแลลูกทั้ง 4 คน แต่ก็จะต่อสู้แม้โดดเดี่ยวเดียวดาย และลูกสาวคนโตที่เรียนอยู่ ปวส. ต้องเสียสละทิ้งการเรียนมาช่วยแม่ทำมาหากิน ด้วยการรับจ้างทั่วไป และทำงานก่อสร้าง เพื่อเลี้ยงน้องอีก 3 คน และหวังให้น้องๆ ได้เรียนสูงๆ

นางสอน ยืนยันด้วยว่า ต้องการให้ "ดงมะไฟ" มีความเจริญกว่าเดิมและจะถอยไม่ได้แล้ว เพราะถ้าถอย ผู้ที่กระทำผิดทั้งสังหารสามีของตน และคุกคามทรัพยากรโดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม ก็จะ "ลอยนวลพ้นผิด" จึงอยากให้ผู้มีอำนาจหน้าที่นำตัวคนกระทำผิดมารับโทษตามกฎหมาย แต่ก็รู้สึกอบอุ่นและดีใจที่มีเครือข่ายภาคประชาชนหลายเครือข่ายร่วมต่อสู้และให้กำลังใจกันและกัน

นางอังคณา นีละไพจิตร ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เมื่อการอุ้มหายอุ้มฆ่าเกิดขึ้น ไม่ได้กระทำกับแค่เหยื่อเท่านั้น แต่มีกระทบต่อคนรอบข้างมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในเรื่องความกลัว ซึ่งผู้หญิงหลายคนที่สูญเสียผู้นำหรือคนในครอบครัว กว่าจะเข้าก้าวข้ามความกลัวแล้วลุกขึ้นมาเรียกร้องความเป็นธรรมได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

...

นางอังคณา มองว่า ศาลไทยพิจารณาจากตัวอักษรมากกว่าข้อเท็จจริงหรือความจริง จากที่ศาลฎีกาตัดสินโดยมองว่า ตนและครอบครัวไม่ใช่ผู้เสียหาย ในกรณี ทนายสมชาย นีละไพจิตร ผู้เป็นสามีและหัวหน้าครอบครัว ถูกอุ้มฆ่า เพราะทางครอบครัวไม่สามารถหาหลักฐานมายืนยันต่อศาลได้ว่า ทนายสมชายเสียชีวิตจริง

นางอังคณา ระบุด้วยว่า จะไม่สามารถออกกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนได้ ภายใต้รัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนนั้น ประชาชนต้องมีส่วนร่วม โดยเฉพาะญาติผู้สูญเสีย และรัฐบาลต้องรับฟัง เพราะการอุ้มฆ่าที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องยากมากที่จะนำคนผิดมาลงโทษ

ด้าน นางสาวจุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ โฆษกคณะประชาชนปลดแอก ทายาท "ครูเตียง ศิริขันธ์" เหยื่ออุ้มฆ่า ย้ำข้อเรียกร้อง "คนเท่ากัน" ซึ่งรวมถึงการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ด้วยนั้น เป็นข้อเรียกร้องหลักๆ ของขบวนการเคลื่อนไหวเยาวชน เป็นหลักการขั้นพื้นฐานและทุกคนตระหนักได้ ขณะที่ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมามากกว่า 80 ปี แต่ไม่เคยมีประชาธิปไตยที่แท้จริง คนไทยยังไร้สวัสดิการขั้นพื้นฐาน ขณะที่มีอภิสิทธิ์ชนเกิดขึ้นและดำรงอยู่ตลอดมา มีการจัดการกับผู้เห็นต่าง และผู้ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ์โดยรัฐรวมถึงการอุ้มฆ่า

นางสาวจุฑาทิพย์ ยืนยันว่า คนรุ่นใหม่ต้องการ "การพูดคุยและประชาธิปไตย" แต่ไม่มีพื้นที่ และ "ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนประนีประนอมไม่ได้" จึงมีเพียงผู้มีอำนาจเท่านั้นที่อ้างคำพูดสวยหรูว่า "ประณีประนอม" และการที่กลุ่มตนชวนคนรุ่นใหม่ออกมาเรียกร้อง จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากๆ

ส่วน นายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ หัวหน้าพรรคสามัญชนและที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่ผาจันได กล่าวว่า หลักการเคลื่อนไหวและข้อเรียกร้องภาคประชาชน ขมวดได้ 3 ประเด็นคือ ประชาธิปไตยกินได้, ประชาธิปไตยที่ใช้กฎหมายยึดโยงกับหลักนิติรัฐนิติธรรม และประชาธิปไตยของประชาชนที่มีการกระจายอำนาจการปกครอง แต่ปัญหาคือ ระบบราชการไทย ที่แม้กฎหมายคุ้มครองพื้นที่ต้นน้ำ แหล่งโบราณสถานต่างๆ แต่ในภาคปฏิบัติก็มีกฎหมายอีกส่วนให้ข้อยกเว้น

ซึ่งเหมือน "ใบอนุญาตฆ่าชุมชน" คือ การไม่บังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องตามตัวบทที่มีอยู่ มีการงดเว้นละเว้นต่างๆเพื่อต้องการให้นายทุนเข้าไปคุกคามและตัดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงทำให้ "ฉนวนที่จะป้องกันความรุนแรงหายไป"

ขณะที่ การละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 นั้น ยืนยันว่า การฟ้องส่วนราชการเพื่อเอาโทษนั้นยากแสนยาก กระทั่งใช้ทั้งชีวิต คดีที่เกี่ยวข้องก็อาจจะยังไม่จบ เพราะกลไกของรัฐคุ้มครองข้าราชการที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มาเสมอ และยังกล่าวถึงการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและองค์กรอิสระที่ไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น

นายเลิศศักดิ์ กล่าวด้วยว่า "น่าเศร้าและน่าสมเพชสิ้นดี ที่โลโก้ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือ กสม. มีชฎาครอบ"

ด้าน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า กล่าวว่า การอุ้มหาย-อุ้มฆ่า เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์ และไม่ค่อยถูกพูดถึง จึงยากเสนอว่า สังคมไม่ควรเพิกเฉยต่อเรื่องเหล่านี้ รวมถึงการตระหนักถึงความสำคัญของผู้ที่ออกมาปกป้องสิทธิ์ด้านต่างๆ เพราะการอุ้มฆ่าและการลอยนวลผลผิดเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ "เพราะเราเพิกเฉยกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น" ขณะที่ช่องว่างระหว่างประชาชนกับราชการและนักการเมือง สร้างระบบอุปถัมภ์ขึ้น จึงเกิดการอุ้มฆ่าและการลอยนวลพ้นผิด

นายธนาธร ยืนยันว่า เรื่องเหล่านี้สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ โดยเห็นว่า ถ้าไม่มีการผูกขาดอำนาจ และถ้าอำนาจรัฐสภาอยู่ใกล้กับประชาชนเมื่อไร ก็จะมีลู่ทางจัดการปัญหาเหล่านี้ได้โดยต้องต่อสู้ทั้ง 1.เชิงประเด็น ในทุกกรณีปัญหา 2.เชิงระบบ ที่ต้องปฏิรูประบบราชการ เรียกร้องรัฐสวัสดิการ และ 3.ต้องสู้เชิงวัฒนธรรม โดยต้องกลับมาเริ่มต้นปลูกฝังค่านิยมพลเมืองกันใหม่ ว่าประเทศนี้ประชาชนเป็นเจ้าของร่วมกัน และการเมืองเป็นเรื่องของคนทุกคน ซึ่งสามารถต่อสู้ได้ทุกพื้นที่ เพื่อไม่ให้วัฒนธรรมอนุรักษนิยมรุกคืบเข้ามาได้ด้วย.