เบื่อนักทฤษฎี “ชวน” บอกทำดีแต่ไม่มีผลสำเร็จ เผยสถาบันพระปกเกล้าชงชื่อเดิมๆ ทำมาแล้วหลายหน ชี้ต้องใช้คนภาคปฏิบัติเข้ามาเป็นคณะกรรมการสมานฉันท์ ย้ำ 17-18 พ.ย. มีแต่วาระแก้ รธน. “อภิสิทธิ์” สำทับกรรมการสมานฉันท์ต้องเห็นผลเชิงปฏิบัติ รับข้อเสนอม็อบมาพิจารณา ชี้ตัวแปรสำคัญคลี่คลายขัดแย้ง “บิ๊กตู่” ต้องประกาศแก้ รธน.กลางสภา “สุดารัตน์” ยันไม่เอารัฐประหาร ชงทางออกชาติบันได 3 ขั้น สร้างเวทีปลอดภัยให้คู่ขัดแย้งเจรจา-เร่งแก้ รธน.-นายกฯลาออกต้นเดือน ธ.ค. “ชัยธวัช” แฉ ส.ว.จ้องจะคว่ำร่างแก้ รธน. เพราะเตรียมแผนเผ่นหนีม็อบ “คำนูณ” ยอมรับ ส.ว.ส่วนใหญ่ค้านตั้ง ส.ส.ร.-ลดอำนาจตัวเอง “จุรินทร์” กวักมือเรียกม็อบ-ฝ่ายค้านร่วมวงถกสมานฉันท์ ยันไม่ใช้เสียงมากลากไป ด้าน บช.น.จัด 34 กองร้อยรับมือ 3 ม็อบกลางกรุงฯ ยึดหลักไม่กีดขวาง ไม่รุนแรง

จากกรณีการเดินหน้าแสวงหาความปรองดองท่ามกลางภาวะวิกฤติ มีกลุ่มผู้ชุมนุมออกมาเคลื่อนไหวยื่นข้อเรียกร้องถึงผู้มีอำนาจและรัฐบาล กระนั้นการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง เพราะหวั่นเกรงว่าจะไม่เกิดผลเป็นรูปธรรม ล้มเหลวเหมือนที่ผ่านๆมา ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ยังไม่มีความชัดเจน แม้มีแนวโน้มว่าจะได้รับการแก้ไขในเร็วๆนี้

“ชวน” ชี้นักทฤษฎีปรองดองไม่สำเร็จ

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 13 พ.ย. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ว่า ควรมีแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต บางเรื่องอาจจะ ป้องกันล่วงหน้าไม่ได้ แต่บางเรื่องสามารถป้องกันล่วงหน้าได้ ทั้งนี้ ได้ศึกษาคณะกรรมการหลายชุดที่ผ่านมาพบว่าทำงานดี แต่ไม่มีผล เพราะเชี่ยวชาญด้านทฤษฎี ทำให้ต้องเน้นภาคปฏิบัติด้วย คนที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอชื่อมานั้นพบว่าหลายคนเคยทำงานด้านนี้มาแล้วหลายครั้ง ทำมาดีแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้น จำเป็นต้องเอานักปฏิบัติมาร่วมด้วย

...

ต้องใช้คนภาคปฏิบัติเป็นกรรมการ

เมื่อถามถึงท่าทีของฝ่ายค้านที่ยังไม่เห็นด้วยกับรูปแบบคณะกรรมการสมานฉันท์ นายชวนตอบว่า บอกไปแล้วตรงๆว่าการเข้ามาร่วมกันแก้ไขปัญหานั้นไม่เคยห้าม แม้ว่าจะเคยขับไล่นายกฯ เพราะตรงนี้เป็นการทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดความปรองดอง โดยไม่ต้องการให้ลดการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการเชิญผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาร่วม นายชวนตอบว่า ยังไม่ได้ทาบทามอย่างเป็นทางการ แต่มีหลายชื่อที่สถาบันพระปกเกล้า และ นพ.ประเวศ วะสี เสนอเข้ามา มีหลายคนที่ชื่อตรงกัน หลายคนเป็นอาจารย์ที่เคยทำงานลักษณะนี้มาก่อนแล้วหลายครั้ง แต่เราคิดว่าควรมีคนในภาคปฏิบัติเข้ามาทำงานด้วย

ย้ำ 17–18 พ.ย.มีแต่วาระแก้ รธน.

นายชวนยังกล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติว่า ตามขั้นตอนจะต้องหารือกับ ส.ว.อีกครั้งว่าจะมีความพร้อมเมื่อไร ส่วนรัฐสภาจะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ให้เสร็จ 3 วาระในคราวเดียว หรือไม่ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุมรัฐสภา อย่างไรก็ตามในการประชุมรัฐสภาวันที่ 17-18 พ.ย.นี้ ย้ำว่าจะมีเฉพาะการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น ซึ่งได้เตรียมความพร้อมสำหรับการลงมติ รวมถึงการรองรับกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะมาติดตามการประชุมรัฐสภาไว้แล้ว เพราะทาง ส.ว.เองก็กังวลเรื่องนี้ แต่ไม่ได้กำชับอะไรเป็นพิเศษ เพราะทางสภาดำเนินการอยู่แล้ว ส่วนเรื่องข้างนอกสภาก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องดูแล

“มาร์ค” ชี้สมานฉันท์ต้องเห็นผลปฏิบัติ

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาที่ 3 ภาคประชาชน ครป. และ 30 องค์กรประชาธิปไตย จัดเสวนาเวทีสาธารณะภาคประชาชนในหัวข้อ “บทบาทรัฐสภาในการโหวตแก้รัฐธรรมนูญ 7 ญัตติกับจุดเปลี่ยนประเทศไทย” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่ประธานรัฐสภาเดินหน้าตั้งคณะกรรม– การปรองดองสมานฉันท์เพื่อหาทางออกประเทศว่า เบื้องต้นมีเพียงการพูดคุยสอบถามความเห็น แต่ยังไม่ได้เชิญตนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ อย่างไร ก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่าจุดสำคัญมากกว่าการมีคณะกรรมการ คือการเดินหน้าแก้ไขปัญหา คลี่คลายความขัดแย้ง หากจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาก็ต้องทำให้เกิดความมั่นใจว่ากลไกที่มีขึ้นจะทำให้เกิดความเปลี่ยน– แปลง มีข้อสรุปที่สามารถเดินหน้าสู่การปฏิบัติได้และคงเป็นเรื่องยากหากจะให้ผู้ชุมนุมเข้ามาร่วมมือทั้งที่ข้อเรียกร้องต่างๆของเขายังไม่ถูกพิจารณา

จี้ “บิ๊กตู่” ส่งซิกแก้ รธน.คลี่บรรยากาศ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้ยังคงเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาล โดยเฉพาะในวันที่ 17-18 พ.ย. ที่รัฐสภาเตรียมพิจารณารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับ จะเป็นส่วนสำคัญในการลดความตึงเครียดของสถานการณ์ ส่วนข้อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ลาออกนั้น ถือเป็นดุลพินิจของนายกฯ แต่ต้องยอมรับว่าข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมมีความแปลกอยู่ เพราะหากนายกฯลาออกหรือยุบสภา เราก็ต้องกลับไปใช้กติกาเดิม และมีความเสี่ยงที่จะวนกลับมาสู่ปัญหาปัจจุบัน จึงมองว่าการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นจุดผ่อนคลายสถานการณ์ และนายกฯควรแสดงส่งสัญญาณให้ชัดเจนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้บรรยากาศคลี่คลาย แต่หากไม่ลาออก และไม่แสดงความชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดความเสี่ยงทำให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น

“ถ้านายกฯจะทำให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับผ่านสภาก็ทำได้ง่ายนิดเดียว โดยยืนบอกกลางสภาเลยว่า ร่างรัฐธรรมนูญเป็นทางออกของประเทศและให้ไปคุยในรายละเอียดเพื่อให้นายกฯทำงานต่อไปได้ ผมก็อยากดูเหมือนกันว่า ถ้านายกฯพูดแบบนี้ จะมี ส.ว.ไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่” นายอภิสิทธิ์กล่าว

“สุดารัตน์” ชงทางออกบันได 3 ขั้น

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานสถาบันสร้างไทย กล่าวว่า วิกฤติชาติครั้งนี้เป็นเรื่องน่าหนักใจมาก ไม่ใช่แค่วิกฤติเห็นต่างระหว่างฝ่ายการเมือง แต่เป็นความแตกต่างในช่วงวัยของคน ดังนั้นจะต้องแก้ปัญหาด้วยสติและความรอบคอบ บ้านเมืองเราเดินมาถึงขณะนี้ด้วยความขัดแย้งมา 10 กว่าปี รวมถึงวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเปราะบางอย่างมาก เรารับไม่ได้ต่อการที่จะใช้อำนาจ ใช้กำลัง หรือแม้จะจบด้วยรัฐประหาร ส่วนตัวขอเสนอทางออกประเทศด้วยบันได 3 ขั้น โดยขั้นแรกต้องสร้างเวทีที่ปลอดภัยให้ผู้ที่เห็นต่างและนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกัน ในฐานะคู่ขัดแย้ง นายกฯจะทำตัวเป็นกรรมการไม่ได้ และเสนอให้ตั้งคณะกรรมการแสวงหาทางออกของประเทศโดยมีกฎหมายรองรับ ที่จะต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ผู้เห็นต่างยอมเข้ามา โดยผลสรุปของการพูดคุยนี้ต้องนำไปเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อะไรที่เห็นพ้องกัน หน่วยงานต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หากไม่ทำถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ม.157 เชื่อว่าใช้เวลาไม่นาน ไม่เกิน 3-5 เดือน

เร่งแก้ รธน.–“บิ๊กตู่” ลาออกต้น ธ.ค.

คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า ขั้นที่สอง เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณาทั้ง 7 ร่าง ใน 3 วาระ ให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือน ธ.ค.นี้ และจัดให้มีกระบวนการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยให้ ส.ส.ร.ทำงานประมาณ 8 เดือน ไม่ต้องยาวมาก และขั้นที่สาม เมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านวาระที่ 3 ต้นเดือน ธ.ค. โดยเฉพาะประเด็นตัดสิทธิ ส.ว. 250 คน ไม่ให้โหวตนายกฯแล้ว นายกฯในฐานะคู่ขัดแย้งน่าจะพิจารณาลาออก และให้สภาคัดสรรกันใหม่ตามระบบ โดยมีรัฐบาลชั่วคราวเฉพาะกิจจากสภา ไม่ใช่รัฐบาลแห่งชาติ อาจจะมีระยะเวลาแค่ 8 เดือนในการสนับสนุนให้เกิดการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เมื่อร่างจบก็คืนอำนาจให้กับประชาชนเลือกตั้ง ไม่เกินสิ้นปี 2564 ส่วนกรณีที่ตนยังมีชื่ออยู่ในแคนดิเดตนายกฯนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปยกตัวเองหรืออย่างไร แต่พูดในระบบ สิ่งที่คิดว่าทุกฝ่ายจะพอยอมรับได้ เช่น การให้พักการดำเนินคดีกับผู้เห็นต่าง เปิดให้เขาเข้ามาสู่เวทีพูดคุยที่ปลอดภัย

ซัดถ่วงรั้งประเทศอย่างน่ารังเกียจ

นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ยิ่งอยู่ก็ยิ่งทำผิดสัญญาที่เคยรับปากกับสังคม เราจึงเรียกร้องให้ท่านลาออกจากตำแหน่งนายกฯ กรณีล่าสุดที่มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐเข้าชื่อกับ ส.ว.เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการยื้ออย่างน่ารังเกียจ ส่วนการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ก็เป็นแค่การยื้อเวลาอีกแบบหนึ่ง เหมือนฆ่าคนเป็นทั้งประเทศ

นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ประธาน ครป. กล่าวว่า ปัญหาสังคมคือ ส.ว.เพราะมีพื้นฐานทั้ง 250 คน เป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นนำและอำนาจที่มีอภิสิทธิ์ในสังคม

“ชัยธวัช” ชี้สัญญาณคว่ำร่างแก้ รธน.

นายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล เสนอให้มีการโหวตร่างแก้รัฐธรรมนูญ 7 ฉบับในช่วงกลางวัน เพราะเกรงว่าจะมีผู้มาชุมนุมที่รัฐสภาฯ สะท้อนว่าอาจมีร่างใดร่างหนึ่งจะไม่ผ่านในสภาฯแน่นอน รวมทั้งประธานสภาฯถามตัวแทน ครม. รับรองความปลอดภัยได้หรือไม่ ส่วนการไปบอกว่า ส.ส.ร.ห้ามแก้ไขหมวด 1-2 ก็ไม่อยากให้กังวลว่าจะมีใครไปเสนอให้แก้ไขอะไรเกินเลย ขอให้เชื่อว่าจะมีการหาจุดสมดุลได้ แต่การไปปิดกั้นอาจทำให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้รับการยอมรับ และ ส.ส.ร.ที่จะตั้งขึ้นควรมีการเลือกตั้งทางตรงทั้งหมด จะชอบธรรมที่สุด สำหรับข้อถกเถียงปฏิรูปสถาบันกษัตริย์นั้น สภาฯควรสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คุยอย่างมีวุฒิภาวะ จะเป็นวิธี
ที่ดีที่สุด ไม่ให้สถานการณ์นำไปสู่ความรุนแรง ถ้าเราไม่ตระหนักเรื่องนี้จะสายเกินไป

“คำนูณ” รับ ส.ว.ส่วนใหญ่ค้านแก้ รธน.

ด้านนายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว. กล่าวว่า การอภิปรายในเวทีแห่งนี้ของตนเองไม่สามารถพูดแทนคนอื่นได้ แต่จะนำเสนอข้อมูลในนามส่วนตัว วันที่ 17-18 พ.ย. ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้พอสมควร ตนคิดทบทวนตลอดเวลานับตั้งแต่มาเป็น ส.ว. เคยเสนอว่าบ้านเมืองถึงเวลาที่ต้องคิดถึงการสลายความขัดแย้งเป็นรูปธรรมด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมทุกฝ่าย รวมไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้ตั้ง ส.ส.ร.และการลดอำนาจของ ส.ว. ยอมรับว่าความคิดในลักษณะนี้ เป็นส่วนน้อยในวุฒิสภา และเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญและไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่เคยกำหนดให้มีการให้เปิดให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับได้ยกเว้นรัฐธรรมนูญปี 2534 เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นมาแล้ว การแก้ไขมาตรา 256 จะต้องถูกทำประชามติโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว จึงไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

“จุรินทร์” วอนอย่าทำสะดุดอีกแก้ รธน.

อีกด้านหนึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญที่จะมีการบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมวันที่ 17-18 พ.ย.นี้ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ชัดเจนแล้วว่าเราสนับสนุนร่างของพรรคร่วมรัฐบาลและร่างของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และมีความเห็นว่าไม่ควรจะมีอุปสรรคอะไรที่จะมาทำให้การพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญสะดุดต่อไปอีก เมื่อถามว่า มีการยื่นเรื่องให้ประธานรัฐสภาส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างแก้ไขชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ระบุว่า การตรวจสอบสามารถทำได้ แต่ให้ไปทำหลังจากผ่านวาระ 3 และก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ

กก.สมานฉันท์ไม่ใช้เสียงมากลากไป

นายจุรินทร์กล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ 7 ฝ่ายนั้น เหมือนที่ตนและพรรคประชาธิปัตย์เสนอ เกือบเรียกได้ว่าเหมือนกันทุกประการ เจตนารมณ์ที่เสนอไม่ใช่การลงมติในแต่ละประเด็นแล้วใช้เสียงข้างมากบังคับเสียงข้างน้อยให้ยอมตาม แต่เจตนารมณ์คือต้องการให้ทั้ง 7 ฝ่าย หรือ 8 ฝ่ายก็แล้วแต่ไปแสวงหาความเห็นพ้อง ถ้าจะมีเสียงข้างมาก ข้างน้อย ไม่สำคัญขอให้เห็นตรงกัน เห็นพ้องกัน ประเด็นนั้นก็จะได้รับการพิจารณา แล้วถ้าประเด็นใดเห็นพ้องกันแล้ว มีฉันทามติร่วมกันแล้ว 7:0 แล้ว ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ ส่วนอะไรที่ถ้ายังเห็นไม่ตรงกัน ก็จับเข่าคุยกันต่อไป อาจจะมีความเห็นตรงกันเพิ่มเติมมาอีกก็ได้ หรืออะไรที่สุดท้ายแล้วไม่ตรงกันจริงๆ ก็อาจจะขึ้นบัญชียกยอดไปให้คณะกรรมการชุดที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการระยะกลางระยะยาวได้พิจารณาต่อไป จึงไม่อยากให้กังวลว่าไม่อยากเข้าร่วมเพราะกลัวจะใช้เสียงข้างมากมาบังคับ

“อนุทิน” ยัน ภท.รอยกมือแก้ รธน.

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการลงมติในวันที่ 17-18 พ.ย.ว่า พรรคภูมิใจไทยรอโหวตอย่างเดียว ยืนยันว่าภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าใครจะศึกษาอะไรเราก็โหวตตามนี้ เราตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว รอวันยกมือ เมื่อถามย้ำว่าจะโหวตแบบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า ไม่ทราบ ไม่ได้คุยกัน แต่พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนของเราอยู่แล้ว ภูมิใจไทย ส.ส.ทุกคนแถลงไว้หมดแล้วให้ประชาชนตัดสิน เพราะเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคภูมิใจไทยจะลงมติไปในแนวทางเดียวกันหมดใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า “พรรคภูมิใจไทยเราม้วนหางไปพร้อมกัน เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปพร้อมกัน”

17–18 พ.ย.พิสูจน์จริงใจแก้ รธน.

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การประชุมรัฐสภาวันที่ 17-18 พ.ย. เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถือเป็นบทพิสูจน์และทดสอบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะรัฐบาลแถลงเป็นนโยบายเร่งด่วนข้อที่ 12 ต่อรัฐสภา ผ่านมา 2 ปี ยังไม่มีความคืบหน้า การสมคบคิดในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ก.ย. เสนอจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 6 ฉบับที่เสนอเข้ามา ก่อนจะมีการลงมติรับหลักการ สังคมประเมินว่าคือกลยุทธ์ในการเตะถ่วงซื้อเวลา รวมถึงการร่วมลงชื่อและเสนอให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วันที่ 17-18 พ.ย. ประชาชนจะตัดสินว่าทฤษฎีสมคบคิดยังคงดำรงอยู่หรือไม่ โอกาสสุดท้ายที่ พล.อ.ประยุทธ์จะแสดงความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อพี่น้องประชาชน

แร็ป RAD ปล่อย MV เพลง “ปฏิรูป”

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มศิลปินแร็ป RAP AGAINST DICTATORSHIP หรือ RAD เจ้าของเพลงแร็ป “ประเทศกูมี” หนึ่งในวงดนตรีหลักที่ขึ้นแสดงสดในเกือบทุกเวทีการชุมนุมของม็อบราษฎร นำโดยนายเดชาธร บำรุงเมือง หรือ ฮ็อค นายปรัชญา สุรกำจรโรจน์ หรืออาร์ท และนายณัฐพงศ์ ศรีม่วง หรือนัท ได้ออกมิวสิกวิดีโอเพลงใหม่ ชื่อว่า “ปฏิรูป” พร้อมคำอธิบายความหมาย สำหรับ MV ของเพลงนี้ถ่ายในการชุมนุมม็อบราษฎร เมื่อวันที่ 8 พ.ย. ทั้งมีการใช้ภาพจริงของการฉีดน้ำสลายชุมนุมที่ราชประสงค์ และการฉีดน้ำใส่การ์ดม็อบราษฎรเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ด้วย ด้านเนื้อหาของเพลงกล่าวถึงความไม่เท่าเทียมในสังคมและข้อเรียกร้องต่างๆของม็อบราษฎร ที่เป็นเหตุให้มีประชาชนออกมาชุมนุมบนถนน ไฮไลต์คือท่อนฮุกของเพลงที่ใช้คำว่า “ออกไป ออกไป” จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าเพลงแร็ปนี้จะถูกใช้ในการสร้างความฮึกเหิมให้ผู้ชุมนุมม็อบราษฎรคู่กับเพลงประเทศกูมีในการชุมนุมครั้งต่อๆไป

บช.น.ใช้ 34 กองร้อยคุมม็อบ 14 พ.ย.

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจ นครบาล (บช.น.) พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. กล่าวว่า การชุมนุมวันที่ 14 พ.ย.จะมี 3 กลุ่มใน 3 พื้นที่ โดยกลุ่มนักเรียนเลวนัดกันช่วงบ่ายที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการต่อเนื่องยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย อยู่ในท้องที่ สน.นางเลิ้ง และ สน.สำราญราษฎร์ กลุ่ม 2 กลุ่มผู้หญิงปลดแอก จัดงานเฟมินิสต์ปลดแอก บริเวณแยกคอกวัว ตั้งแต่เวลา 16.00-19.00 น. อยู่ในพื้นที่ สน.ชนะสงคราม และกลุ่มที่ 3 MOB FEST ได้แจ้งขออนุญาตจัดชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เริ่มเวลา 14.00-24.00 น. อยู่ในพื้นที่ สน.สำราญราษฎร์และ สน.ชนะสงคราม โดยจัดกำลังไว้ทั้งหมด 34 กองร้อย หรือประมาณ 5,100 นาย ในเบื้องต้นจะไม่วางเครื่องกีดขวาง บางจุดจะจัดแนวเจ้าหน้าที่ตำรวจเตือน ยึดหลักสิทธิเสรีภาพใช้มาตรการไม่รุนแรงเป็นหลัก

เล็งจับม็อบราษฎรสาส์น 17 ราย

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวว่า ส่วนการชุมนุมเมื่อ 8 พ.ย. กิจกรรมราษฎรสาส์น มีการดำเนินคดี 2 ส่วน คดีของ สน.สำราญราษฎร์ ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมฯมีผู้ต้องหา 14 คน และคดีของ สน.ชนะสงคราม พ.ร.บ.ความสะอาด มีเจ้าหน้าที่สำนักเทศกิจเขตพระนครร้องทุกข์ พิสูจน์ทราบตัวผู้กระทำผิดได้แล้ว 3 คน เป็นคนนำตู้ไปรษณีย์แดงเข้ามาในพื้นที่ เมื่อคดี พ.ร.บ.ความสะอาดเรียบร้อย จะส่งหลักฐานไปยัง สน.สำราญราษฎร์ตรวจสอบข้อความในจดหมาย ประกอบคดีความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯต่อไป สำหรับกรณีการนำรถ ขสมก. มากีดขวางได้หารือกับตัวแทน ขสมก.เป็นผู้อนุญาตทุกครั้ง หากใครเป็นผู้กระทำให้เกิดความเสียหายผู้นั้นจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย

“บิ๊กป้อม-ณัฏฐพล” ยันฟังเด็กอยู่แล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึง กรณี MOB FEST ได้ส่งจดหมายเชิญ ครม. ส.ส.และ ส.ว.ให้มาร่วมรับฟังปัญหาของราษฎรในวันที่ 14 พ.ย. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยว่า ก็แล้วแต่ ครม. เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐจะส่งตัวแทนไปรับฟังหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เราฟังกันอยู่แล้ว

ขณะที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า กลุ่มนักเรียนเลวจะชุมนุมที่หน้ากระทรวงตนอยากให้น้องๆรับทราบว่า ศธ.ได้เปิดรับฟังข้อร้องเรียนของเด็กๆทุกคนแล้ว เดินหน้าแก้ปัญหาหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแก้ไขระเบียบทรงผม ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตนขอยืนยันว่า ก่อนมีการชุมนุมของกลุ่มนักเรียน ศธ.วางนโยบายต่างๆเพื่อสร้างอนาคตให้ทุกคนมีความมั่นคง

“บิณฑ์-ชาดา” ร่วมปกป้องสถาบัน

เมื่อเวลา 16.30 น. ที่มูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย คณะกรรมการมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมสมาชิกชมรมมุสลิมสังกัดกรุงเทพมหานคร และชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธใส่เสื้อเหลือง ร่วมกันจัดกิจกรรมรวมพลังชาวไทย รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ปฏิญาณตนปกป้องสถาบัน เปล่งเสียงทรงพระเจริญอย่างกึกก้อง ชาวไทยมุสลิมทำพิธีดุอาอ์ ขอพรให้บ้านเมืองสงบมีสันติสุขตลอดไป ก่อนร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี โดยมีนายสามารถ มะลูลีม ประธานคณะกรรมการมูลนิธิฯ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.ภูมิใจไทย ในฐานะกรรมการมูลนิธิฯ และ
นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ดารานักแสดง เข้าร่วม

นายชาดากล่าวว่า บูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ให้เกียรติและสิทธิเสรีภาพแก่ชาวไทยมุสลิมมีสิทธิ เสรีภาพทำทุกอย่างภายใต้กฎหมาย ที่สำคัญในรัชสมัยในหลวง ร.9 พระองค์ท่านทรงสละพระราชทรัพย์จัดทำคัมภีร์อัลกุรอานฉบับภาษาไทยให้ได้เรียนรู้ดียิ่งขึ้น ทรงสร้างมัสยิดต่างๆจำนวนมาก เช่นเดียวกับรัชกาลปัจจุบัน พระองค์ท่านทรงให้เกียรติดูแลชาวไทยมุสลิมได้อาศัยแผ่นดินไทยอย่างสันติร่มเย็น

นายกฯถกผู้นำโขง-เกาหลี-ญี่ปุ่น

ส่วนความเคลื่อนไหวการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 37 และการประชุมที่เกี่ยวข้องทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นเจ้าภาพ เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ร่วมประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับสาธารณ รัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ครั้งที่ 2 มีผู้นำเวียดนาม กัมพูชา ลาว เมียนมา ไทย และนายมุน แช-อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เข้าร่วม จากนั้นเวลา 11.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ ร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นครั้งที่ 12 นายซูกะ โยชิฮิเดะ นายกฯ ญี่ปุ่น เข้าร่วม โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ควรเร่งดำเนินการด้านเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้รวดเร็วและยั่งยืนโดยใช้วิกฤติโควิด-19 วางรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ และยกระดับมาตรฐานในทุกด้าน

โชว์วิชั่นยกระดับ 3 ด้านให้ยั่งยืน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไทยเสนอความร่วมมือ 3 ประการ 1.ด้านสาธารณสุขเพื่อให้บรรลุระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เข้าถึงยาและวัคซีนอย่างเท่าเทียม ราคาสมเหตุสมผล เป็นสินค้าสาธารณะของโลก 2.สร้างความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอย่างไร้รอยต่อ ยืดหยุ่นและยั่งยืน โดยไทยมีโครงการ อาทิ โครงการสะพานไทยเชื่อมโยง EEC กับเขตพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) และ Land Bridge เชื่อมถนนท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามันกับอ่าวไทย และ 3.ส่งเสริมการพัฒนาระดับรากหญ้าอย่างยั่งยืน ซึ่งไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพร่วมกับญี่ปุ่นจัดเวทีกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง-ญี่ปุ่น เรื่องเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนครั้งที่ 1 ขึ้นที่ประเทศไทย นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ร่วมพิธีลงนามในปฏิญญาร่วมว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างราชอาณาจักรไทยกับออสเตรเลียทางไกลกับนายสกอตต์ มอร์ริสัน นายกฯแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย เพื่อยกระดับความสัมพันธ์ในทุกด้าน

ชงแนวคิด “สามใหม่” ฟื้นเศรษฐกิจ

ต่อมาเวลา 16.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวสุนทรพจน์แสดงวิสัยทัศน์ในรูปแบบเทปบันทึก ในการประชุม ASEAN Business and Investment Summit ประจำปี ค.ศ.2020 (ASEAN BIS) ภายใต้หัวข้อ “การพัฒนาที่ยั่งยืนและการเจริญเติบโตอย่างทั่วถึง” ซึ่งเป็นกิจกรรมคู่ขนาน โดยนายกฯเน้นย้ำการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม สนับสนุนการฟื้นตัวจากโควิด-19 และการเติบโตอย่างครอบคลุมทุกภาคส่วน ลดช่องว่างการพัฒนาและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาติ หรือเอสดีจี ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของอาเซียน โดยนายกฯเสนอแนวคิด “สามใหม่” ประกอบด้วย 1.การพัฒนา “โมเดลเศรษฐกิจใหม่” เน้นรักษาสมดุลระหว่างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความเท่าเทียมทางสังคม และความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม โดยยกตัวอย่าง “BCG Model” ของไทย ที่มีหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นรากฐาน 2.การแสวงหา “พลังเศรษฐกิจใหม่” ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมพัฒนาภาคเศรษฐกิจที่เป็นจุดแข็งของภูมิภาค รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถและการพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อาเซียนและ 3.การสร้าง “ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจใหม่” ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจรายย่อยสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงส่งเสริมความเชื่อมโยงของระบบการค้าดิจิทัลในอาเซียนอย่างครบวงจร เพื่อสนับสนุนการบูรณาการด้านดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเพื่อการเป็น “ดิจิทัลอาเซียน” อย่างแท้จริง

ยกระดับหุ้นส่วนไทย-ออสเตรเลีย

นายสกอตต์ มอร์ริสสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เผยแพร่แถลงการณ์ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย-ไทย ใจความว่า ในวันที่ 13 พ.ย. ข้าพเจ้าและคู่เจรจา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ได้ยกระดับความสัมพันธ์ของสองชาติสู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ที่จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในประเด็นสำคัญๆ ทั้งในด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคง กิจการทางไซเบอร์ การต่อต้านการฟอกเงิน และการรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติ การลงนามปฏิญญาร่วมยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ออสเตรเลียดังกล่าว ในห้วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 37 จะเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือในทางการเมืองและความมั่นคง และในประเด็นเรื่องแม่น้ำโขง ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสิบคู่ค้าลำดับต้นของออสเตรเลีย และเป็นหนึ่งในผู้นำของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ความสัมพันธ์ทางการค้าของเราจะยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เมื่อประเทศของเราทั้งสองฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

บี้กองทัพแจงทหารตาย 3 รายรวด

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพลทหารเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำในค่ายทหารอย่างมีนัยสำคัญ 3 รายในสัปดาห์เดียว ว่า หลังจากร่างกฎหมายยกเลิกการเกณฑ์ทหารถูกตีตกไป ประชาชนรู้สึกผิดหวังแล้วยังต้องหดหู่ใจกับการเสียชีวิตของพลทหารในค่าย พวกเขาจับใบดำ ใบแดง ไม่ได้จับใบมรณบัตรต้องมีการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา พรรคเพื่อไทยได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมาธิการการทหาร สภาฯ เชิญกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลในสัปดาห์หน้า เพื่อจะได้เปิดเผยให้ครอบครัวและประชาชนรับทราบ ขอให้กองทัพมอบหมายผู้ที่มีอำนาจเต็ม และรับผิดชอบโดยตรงเข้าให้ข้อมูลเพื่อทำเรื่องนี้ให้กระจ่างโปร่งใส

ชงตั้งนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ว่า กระทรวงยุติธรรมเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ขอให้พิจารณาการจัดตั้งองค์การมหาชน เพื่อนำมาบริหารจัดการโครงการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ ซึ่งเดิมทีคิดว่าหน่วยงานราชการจะสามารถดำเนินโครงการดังกล่าวได้ แต่เมื่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่าหน่วยงานราชการมีงานเต็มมือ จึงอยากจัดตั้งองค์กรที่ไม่หวังผลกำไรให้มาดำเนินการริเริ่มโครงการนี้ ทั้งนี้ อาจต้องมีเรื่องค่าใช้จ่ายบ้างเล็กน้อย ทางกระทรวงจึงอยากให้ ป.ป.ส.จัดสรรเงินจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด มาใช้ดำเนินการในการสำรวจพื้นที่และจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ โดยยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้งบประมาณเท่าไร แต่คิดไว้ว่าจะใช้ไม่มาก