ประวัติศาสตร์ไทย ต้นสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อกษัตริย์พระราชบิดาสวรรคต เจ้าอ้ายพระยา กับเจ้ายี่พระยา พระราชโอรส ก็ยกทัพจากเมืองลูกหลวงมาทำยุทธหัตถีกัน สองพระองค์ตายบนคอช้าง

เจ้าสามพระยา จึงได้ขึ้นครองราชย์ โดยไม่ต้องเปลืองแรงรบ

นักการทหาร ที่ใช้กลยุทธ์ “นั่งบนภู ดูเสือสู้กัน” เป็นเช่นนี้ ก็เพียงแต่รอเวลา จนกว่าฝ่ายหนึ่งจะเพลี่ยงพล้ำ แล้วจึงใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นั้น

คนอายุรุ่นผม นั่งบนภูดูสมรภูมิการเมืองไทย ไม่รักไม่ชังข้างใคร ก็ต้องรอ...รอว่าเมื่อไหร่สงครามจะจบลง เศรษฐกิจที่สะดุดหยุดชะงักแรมปี จะได้เดินหน้า จะได้โอกาสลืมตาอ้าปากกับเขาสักที

ผมเผลอตัวว่านั่งบนภู ไม่หนาวเพราะถูกฉีดน้ำไล่ ไม่ร้อนเพราะกรำแดด คิดว่าโก้มาก

แต่เมื่อเปิด “สายธารแห่งปัญญา” คัมภีร์เก่าที่ค้นเจอในหีบหนังสือวังจิ่งหยวนกง ในพระราชวังโบราณกรุงปักกิ่ง มีชื่อหงอิ้งหมิง คนสมัยราชวงศ์หมิง เขียน (บุญศักดิ์ แสงระวี แปล สำนักพิมพ์ ก.ไก่ พ.ศ.2535)

อ่านเรื่อง รบกันบนยอดเขาหอยทาก แล้วจึงรู้ว่า แค่นั่งบนภูนั้น กระจ้อยร่อยนัก

เรื่องเล่าเรื่องนี้ เล่าต่อๆกันมากว่าสองพันปีแล้ว

นักปราชญ์ดินแดนเหลียง ชื่อไต้จิ้นเหยิน ได้ข่าวว่าอ๋องแคว้นเว่ย เตรียมยกทัพมาโจมตีแคว้นอื่น ก็เดินทางไปหา ไม่พูดตรงๆเรื่องผลร้ายของสงคราม แต่เขาเลือกเล่านิทานให้เว่ยอ๋องฟัง

กาลครั้งหนึ่ง โบราณกาลนานมาแล้ว บนยอดเขาข้างซ้ายของหอยทาก มีแคว้นซู่ ส่วนยอดเขาหอยทากข้างขวามีแคว้นหมาง สองแคว้นนี้ทำสงครามแย่งชิงดินแดนกันเรื่อยมา

แคว้นที่รบชนะ ก็ไล่ฆ่าฟันคนในแคว้นที่รบแพ้ตลอด 15 วัน มีคนตายไปหลายหมื่น

...

สองเมืองบนยอดเขาหอยทาก รบกันมีคนตายเป็นหมื่น เว่ยอ๋องฟังแล้วก็ไม่เชื่อ

“ฟ้าดินมีสี่ทิศ ท่านอ๋องคิดว่ามีขอบเขตหรือไม่...” ไต้จิ้นเหยินถาม “ไม่” เว่ยอ๋องตอบ

“เมื่อเป็นเช่นนั้น ความคิดจิตใจของเราจะสามารถท่องไปในจักรวาลอันไร้ขอบเขต ตรงกันข้าม รอยเท้าของเราจะไปได้ก็เพียงแค่พื้นที่ห้อมล้อมไปด้วยสี่มหาสมุทร

เพราะฉะนั้น โลกที่เราอยู่เมื่อเทียบกับจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ก็เล็กแสนเล็กใช่หรือไม่?”

“ถูกทีเดียว” เว่ยอ๋องพยักหน้า

“ภายในสี่มหาสมุทรมีแคว้นเว่ย เดิมอยู่เหอคง แต่ถูกแคว้นฉินบีบจนต้องมาอยู่ในแดนเหลียง”

ไต้จิ้นเหยินกล่าวต่อ “จักรวาลนั้นใหญ่โตนัก แต่แดนเหลียงของ ท่านอ๋องเล็กนิดเดียว มีอะไรแตกต่างกับแคว้นจิ๋วๆสองแคว้นบนยอดเขาหอยทากเล่า”

“ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย” เว่ยอ๋องจำนนด้วยเหตุผล เลิกล้มสงครามรุกดินแดนแคว้นข้างเคียง

ก่อนจะเล่านิทานเรื่อง รบกันบนยอดเขาหอยทาก หงอิ้งหมิง เกริ่นนำว่า สมัยโบราณ คนเราเงยหน้ามองฟ้า ก็ว่า “ฟ้าเหมือนฝาชีครอบแผ่นดิน” ต่อมาก็มองว่า “ฟ้าดินเหมือนไข่นก ฟ้าหุ้มดินเหมือนเปลือกไข่หุ้มไข่แดง”

เวลาผ่านไป คนเราก็ใช้สายตาและใช้สติปัญญาพิจารณา จึงรู้ว่า ท้องฟ้าอันไพศาลนั้น ไม่ได้มีแต่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ยังมีดวงดาวใหญ่น้อยอีกมากมาย ดวงดาวที่โคจรรอบพระอาทิตย์มี 9 ดวง โลกเราเป็นหนึ่งในดาวเหล่านั้น

ถึงตอนนั้น คนเรามองขึ้นฟ้า ก็ร้องอุทานด้วยความตื่นเต้นว่า “ใช่ เหนือฟ้ามีฟ้าอยู่จริงๆ”

ความลับในจักรวาล จึงมาถึงจุดที่คนเรายิ่งรู้สึก ตัวเองเล็กลงทุกที ชีวิตคนเมื่อเทียบกับวันเวลาในจักรวาล ไม่ผิดอะไรกับประกายไฟแว่บหนึ่ง เมื่อหินเหล็กไฟสองก้อนกระทบกัน

แก่งแย่งแข่งขันในแสงวาบของหินเหล็กไฟ จะมีเวลาให้สักเท่าใด? ต่อสู้ช่วงชิงกันบนยอดเขาหอยทาก โลกนี้ใหญ่นักหรือ?

กิเลน ประลองเชิง