เพื่อไทย เสนอติดอาวุธ 4 ข้อ รับนโยบายเศรษฐกิจของ โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ อาทิ เร่งเจรจาข้อตกลงทางการค้าการลงทุน เขตการค้าเสรี เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันเอกชน 

วันที่ 8 พ.ย. นายจักรพงษ์ แสงมณี กรรมการบริหาร และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ชี้ ไทยต้องเร่งติดอาวุธทางการค้าและการลงทุน 4 ประการ แก่ภาคเอกชน โดยกล่าวว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน และ นายโจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต ถือได้ว่า เป็นการเลือกตั้งที่น่าตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่ง และสุดท้ายผลการเลือกตั้งปรากฏว่า นายโจ ไบเดน สามารถคว้าชัยชนะจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้มาได้ เตรียมขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา

การเข้ารับตำแหน่งของ นายโจ ไบเดน จะมาพร้อมกับนโยบายเศรษฐกิจ และนโยบายต่างประเทศ ที่แตกต่างจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เราทราบกันดีว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 แต่ด้วยนโยบายการเงินและการคลังที่หนักหน่วงของสหรัฐฯ คาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในปี 2564 จะมีโอกาสกลับมาฟื้นตัว ไม่น้อยกว่า 3% พร้อมกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนค่าลง เมื่อเทียบเงินสกุลอื่นๆ ในขณะที่ นายไบเดน มุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศสหรัฐฯ ผ่านการลงทุน เพื่อให้สามารถมีอัตราการเติบโตที่ 3% ให้ได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งย่อมหมายถึงการส่งออกของสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ จะมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวได้สูงถึง 10-12% เลยทีเดียว

แม้ว่านโยบายด้านเศรษฐกิจของ นายไบเดน ดูจะเอื้อประโยชน์ต่อการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้ามากขึ้น แต่โอกาสของแต่ละประเทศก็แตกต่างกันไปตามสิทธิประโยชน์ และข้อตกลงทางการค้าที่มีต่อกัน ในกรณีของไทย การเจรจาข้อตกลงเขตเสรีทางการค้าในกรอบทวิภาคีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ หยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2549 หลังการรัฐประหาร และมาถูกคั่นด้วยช่วงเวลาที่สหรัฐฯ เคยมีบทบาทเป็นผู้นำกลุ่ม TPP ที่เคยประสงค์จะให้ไทยเข้าร่วมกลุ่มกับสหรัฐฯ ในรูปแบบพหุภาคี จนแล้วจนรอด ไทยก็ไม่อาจกลับสู่การเจรจาข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้อีก เนื่องจากไทยอยู่ในช่วงรัฐบาลทหารอย่างยาวนาน และเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทย ที่ไม่เอื้อต่อการกลับเข้าสู่การเจรจากับสหรัฐฯ ยิ่งไปกว่านั้น การเจรจาในเชิงพหุภาคี ไม่ว่าจะเป็นข้อตกลง Trans Pacific Partnership (TPP) หรือ Indo - Pacific Strategy ทางการไทยก็ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆ ได้เช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมา นโยบายด้านการต่างประเทศของไทยขาดความเป็นตัวของตัวเองในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศที่เหมาะสม

...

รวมทั้งการบริหารงานเพื่อการแก้ไขและป้องกันปัญหาด้านการค้าระหว่างประเทศก็ขาดประสิทธิภาพ ตัวอย่างที่มีให้เห็นก็คือการแก้ไขปัญหาต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมาส่งผลให้ไทยต้องถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร หรือ GSP ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ให้สิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีนำเข้าสินค้าไทยถึงสองครั้งในปีนี้ รวมทั้งสิ้น 804 รายการ จากประมาณ 3,500 รายการ ซึ่งไทยส่งสินค้าไปสหรัฐฯ ในปี 2562 มูลค่ากว่า 31,348 ล้านเหรียญฯ

ขณะที่ในช่วงเวลา 9 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค. - ก.ย 2563) ไทยส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ แล้วกว่า 25,358 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นอันดับ 2 รองจากจีน การถูกตัดสิทธิ GSP จากสหรัฐฯ จึงถือเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว

นอกจากประเด็นการค้าแล้ว ยังมีประเด็นด้านการลงทุนทั้งจากภายในและต่างประเทศให้เร่งแก้ไขโดยเร่งด่วนอีกด้วย การที่คณะทูตของสหรัฐฯ และอีก3 ประเทศสำคัญ คือ อังกฤษ เยอรมนี และออสเตรเลีย ในฐานะกลุ่มพันธมิตรหอการค้าร่วมต่างประเทศ หรือ FCA ได้เขียนบทความ Turbocharging Thailand's post-Covid recovery ในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยเป็นข้อเสนอ 10 ข้อต่อการฟื้นเศรษฐกิจไทยหลังจากโควิด-19 ซึ่งข้อเสนอแนะ 10 ข้อดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการของระบบราชการไทยและเรื่องความโปร่งใส ที่นักลงทุนต่างชาติต้องประสบ นับเป็นการส่งเสียงดังอย่างมากว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ขาดความใส่ใจที่จะดูแลระบบราชการให้อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจแก่ผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

นับเป็นเรื่องน่าเสียดาย และเสียหายเป็นอย่างมากต่อโอกาสที่จะมีการลงทุนภาคเอกชนมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI) ได้ศึกษาวิเคราะห์ทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่ไม่จำเป็นหรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพ โดยการศึกษาประมาณการว่าจะสามารถลดภาระอุปสรรคต่างๆ แก่ผู้ประกอบการภาคเอกชน คิดเป็นมูลค่าต้นทุนได้ถึง 130,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งผลการศึกษาเสร็จสิ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 แล้ว แต่รัฐบาลกลับไม่นำผลการศึกษานี้ไปใช้ จนต้องถูกประจานจากนานาชาติ

แม้ว่าทำเนียบขาวจะได้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ จากพรรคเดโมแครต ที่มีแนวโน้มจะมีนโยายที่เอื้อประโยชน์ทางการค้าต่อนานาชาติ และมีแนวโน้มว่านโยบายต่างประเทศจะสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้น บรรยากาศที่ดีในการลงทนของภาคเอกชน ควรจะเริ่มมีให้เห็น แต่หากรัฐบาลไทยนิ่งเฉยต่อโอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ โดยไม่รีบติดอาวุธให้ธุรกิจของไทยโอกาสก็จะหลุดลอยไป

อาวุธสำคัญที่รัฐบาลต้องใส่ใจ 4 ประการ คือ

1. เร่งเจรจาข้อตกลงทางการค้าการลงทุน ทั้งทวิภาคี และพหุภาคี โดยเร่งเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรีทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป เพื่อลดอุปสรรค และสร้างความได้เปรียบทางการค้าการลงทุน ซึ่งเมื่อการเจรจาสำเร็จเสร็จสิ้น ย่อมเป็นแท่นกระโดดสำคัญของธุรกิจทั้งการค้าและการลงทุนของไทย

2. รัฐบาลมีหน้าที่ทำงานใกล้ชิดกับธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มีนโยบายการเงินที่สนับสนุนผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ ตั้งแต่การเตรียมแหล่งสินเชื่อให้เพียงพอแก่ภาคธุรกิจที่คาดว่าจะได้อานิสงส์ ไปจนถึงการมีเสถียรภาพ และระดับของค่าเงินบาทที่เอื้อต่อบรรยากาศทางการค้าและการลงทุน

3. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ภาคเอกชนด้วยการยกเลิก และปรับปรุง กฎหมาย และการอนุญาตที่ไม่เหมาะสมให้อำนายความสะดวกและลดต้นทุนแก่ผู้ประกอบการตามที่ TDRI เสนอแนะ

4. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทั้งในภาครัฐและเอกชน เพื่อประสิทธิภาพและความโปร่งใส

“โอกาสกำลังเข้ามา แต่ประเทศอื่นก็มองเห็นโอกาสนี้เช่นกัน”