เว้นวรรค งดชุมนุมแบบเบิ้มๆในเมืองกรุงชั่วคราว ให้มวลชนพักเหนื่อย ออมพลัง รอดูท่าที “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะลาออกภายใน 3 วัน ตามเส้นตายที่เรียกร้องไว้หรือไม่
ม็อบราษฎรพร้อมเคลื่อนพลยกระดับม็อบเบิ้มๆ ถ้าข้อเรียกร้องไม่สัมฤทธิผล
ไม่สนคำร้องขอ “ลุงตู่” ให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว หาทางออกให้ประเทศยามวิกฤติ
ในภาวะที่ “บิ๊กตู่” นำร่องให้เห็นก่อน สั่งยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ กทม.
ถอนฟืนจากกองไฟ ลดอุณหภูมิร้อนการเมือง
คู่ขนานไปกับการเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ วันที่ 26-27 ต.ค.2563 ระดมสมอง 4 ฝ่าย ได้แก่ ครม. ส.ส.รัฐบาล ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว. หาหนทางขึ้นจากหล่มความขัดแย้ง
หันมาใช้กลไกสภาคลายความเกลียดชังของคนในชาติ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าการเมืองในระบบจะเอาอยู่หรือไม่ ในภาวะที่ม็อบราษฎรกำลังเครื่องร้อนเต็มที่ ไม่ใส่เกียร์ถอย ตั้งท่าตะเพิด “ลุงตู่” สถานเดียว
ตามรูปการณ์เวทีเฉพาะกิจส่อเค้าสัมฤทธิผลยาก เพราะยังไม่ทันเริ่มหารือก็ล่อกันเละ ฝ่ายค้านดาหน้าถล่มรัฐบาล ไม่นำข้อเรียกร้อง 3 ข้อของผู้ชุมนุมมาหารือจริงจัง
ต่างฝ่ายต่างไม่ประนีประนอมในวงหารือ คงแก้ไขอะไรไม่ได้มากมาย โดยเฉพาะระเบิดลูกใหญ่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ถูกนำมาถอดสลักอยู่ในหัวข้อที่จะพูดคุย
โจทย์ใหญ่ของมวลชนนอกสภาไม่ถูกนำเข้ามาไขคำตอบ เพื่อสะท้อนการแก้ปัญหาในที่ประชุมสภา
ยิ่งตามขั้นตอนเป็นแค่เวทีปรึกษาหารือ ไม่มีการลงมติเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ดูแล้วคงเป็นได้แค่ขั้นตอนพิธีกรรม ยื้อเวลาลดแรงเสียดทาน
โอกาสเจอทางออกในเวทีสภาคงไม่บรรลุผล
...
บรรยากาศการเมืองถูกเร่งไฟ เพิ่มความตึงเครียด เพราะเป็นไปได้ยากที่ “ลุงตู่” จะลาออกตอบสนองข้อเรียกร้องผู้ชุมนุมภายในเส้นตายที่กำหนด
แนวโน้มสถานการณ์ชุมนุมของม็อบราษฎรจ่อยกระดับ เดินไปสู่จุดเสี่ยงเผชิญหน้ากับมวลชนอีกฝั่งที่เริ่มติดเครื่อง จัดอีเวนต์โชว์พลังกันถี่ๆ กระจายไปทุกพื้นที่เช่นกัน
อารมณ์กองเชียร์ 2 ฝ่าย ถูกปลุกปั่นให้คุกรุ่น โอกาสเปิดศึก “ม็อบชนม็อบ” มีมากขึ้นตามลำดับ
อย่างที่เห็นฉากคนเสื้อเหลืองไล่ทุบม็อบปัญญาชน ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นหนังตัวอย่างนำร่องความรุนแรง และอาจมีเหตุประจันหน้าระหว่างม็อบ 2 ฝ่าย ตามมาหลังจากนี้อีกหลายช็อต
คนเสื้อเหลืองฝั่งตรงข้ามม็อบชู 3 นิ้ว เตรียมก่อหวอด วางโปรแกรมอุ่นเครื่องหลายพื้นที่ จัดกิจกรรมแสดงพลังข่มเด็ก แสดงจุดยืนปกป้องรัฐบาลและสถาบัน
ต่างฝ่ายต่างมีมวลชนพร้อมชน ไม่มีใครกลัวใคร สวนทางกับท่าทีถอยคนละก้าวของ “ลุงตู่”
ที่ต้องเฝ้าระวังเฉพาะหน้าให้ดีคือ คิวล่อเป้าการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในสัปดาห์หน้า มีแนวโน้มสูงที่ม็อบคณะราษฎรจะไปโชว์พลังเบิ้มๆ ปักหลักปิดล้อมรัฐสภา ที่นายกรัฐมนตรี ครม. ส.ส. และ ส.ว.อยู่ในสภา เสี่ยงเกิดความวุ่นวาย ซ้ำรอยฉากเดือดที่แยกปทุมวัน
เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องควบคุมสถานการณ์ไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง มีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับม็อบ หรือม็อบชนม็อบ ทำให้เหตุการณ์บานปลายเลวร้ายลงไปอีก
ทางออกประเทศที่ดีที่สุดคือ การตั้งโต๊ะเจรจาพาบ้านเมืองออกจากวงจรขัดแย้ง หากปล่อยให้สถานการณ์เดินไปเรื่อยๆ เงื่อนปมก็ยิ่งสะสมมากขึ้น การพูดคุยก็ยิ่งลำบากเป็นเงาตามตัว
“บิ๊กตู่” ถูกรุกไล่หลังพิงกำแพง ถึงเวลาต้องรับฟังข้อเรียกร้องผู้ชุมนุมอย่างจริงจังและจริงใจ
ต้องเร่งเปิดโต๊ะเจรจา เรียกตัวแทนฝ่ายม็อบราษฎร และม็อบเสื้อเหลือง หาหนทางประนีประนอม สร้างทางออกให้ประเทศเดินต่อได้
สิ่งที่ต้องเร่งทำจริงจังคือ ส่งสัญญาณถึง ส.ว.ให้รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คลายความขัดแย้งให้ลดระดับลง และไม่สร้างเงื่อนไขยั่วยุอารมณ์มวลชนเพิ่มเติม ทั้งการจับแกนนำ การปิดสื่อ การดำเนินคดีกับม็อบอีกฝ่าย
ที่ทำผิดกฎหมาย ลดความรู้สึกสองมาตรฐานของกลุ่มผู้ชุมนุม
ขณะที่ฝั่งผู้ชุมนุมก็ต้องยอมลดราวาศอกในข้อเรียกร้องไม่ให้ไปไกลเกิน เพราะบางเรื่องเป็นเรื่องอ่อนไหวเปราะบางที่สร้างความขัดแย้งในสังคม
ต่างฝ่ายต้องช่วยดับชนวนไม่ให้จบด้วยความรุนแรง ป้องกันการปะทะกันของมวลชน 2 ฝ่าย สร้างเงื่อน ไขให้อำนาจนอกระบบ ล้ำเส้นเข้ามาแทรกแซง
วนลูปการเมืองน้ำเน่า เกิดการยึดอำนาจซ้ำรอย เพียงแต่เที่ยวนี้อาจปิดจ๊อบไม่ได้ง่ายๆเหมือนในอดีต
เพราะม็อบอุดมการณ์กำราบไม่ง่ายเหมือนม็อบการเมืองทั่วไป.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน