• ม็อบราษฎรชุมนุมต่อเนื่องทุกวัน จี้ "บิ๊กตู่" ลาออก
  • จี้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงใน กทม.
  • เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ แก้รัฐธรรมนูญ ตัดอำนาจ ส.ว.

    นาทีนี้คงไม่มีอะไรที่จะถูกกล่าวถึงไปมากกว่าการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนที่ปัจจุบันเรียกขานกันในนาม “ราษฎร” ที่ปัจจุบันเป็นการชุมนุมแบบดาวกระจาย และเป็นออร์แกนิกม็อบ หรือม็อบที่ไม่มีแกนนำ เพราะแกนนำถูกจับไปแล้วหลายต่อหลายคน และประชาชนยังแสดงให้เห็นว่าเป็นการชุมนุมอย่างสันติบน 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และองคาพยพต้องออกไป 2. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และ 3. ปฏิรูปสถาบัน รวมถึงเรียกร้องให้ปล่อยแกนนำและผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวไปด้วย โดยเมื่อประกาศยุติการชุมนุมมวลชนก็ต่างแยกย้ายออกจากพื้นที่ด้วยความสะอาดและเรียบร้อย

...

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนยิ่งออกมาเคลื่อนไหว คือปฏิบัติการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ ในวันที่ 16 ต.ค. 2563 ที่แยกปทุมวัน โดยมีอำนาจหน้าที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ยืนยันว่าปฏิบัติตามหลักสากล ไปจนถึงคำสั่งต่างๆ ที่ออกมาไม่เว้นแต่ละวัน การปิดเส้นทางคมนาคมที่ประชาชนใช้เดินทาง รวมถึงการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนที่ถูกกำหนดในกฎหมายครั้งนี้ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหู หลายกลุ่มหลายองค์กรต้องออกมาประณามการใช้ความรุนแรง แต่อย่างไรก็ตาม เห็นได้ชัดว่าหลังเหตุการณ์ดังกล่าวประชาชนยังคงออกมาทุกวัน แต่จะใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็สลายไป และมีเจ้าหน้าที่บางส่วนคอยดูแลความสงบเรียบร้อย ขณะที่เมื่อมีคนถูกจับจากการชุมนุมก็ยังได้เห็นภาพ ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้านหลายคนเดินทางไปให้กำลังใจ ติดตามและใช้สมาชิกภาพ ส.ส. ช่วยประกันตัวด้วย ส่วนฝ่ายรัฐบาลก็มีจุดยืนว่าเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ และย้ำว่าปกป้องสถาบัน

จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาหลายเดือนจนมาถึงวันนี้ มีหลายพรรคออกมาแสดงจุดยืนของตัวเอง และก็มีหลายคนพยายามเสนอทางออกให้กับเรื่องนี้มากมาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเสนอไปยังรัฐบาล เรามาดูกันว่าใครเสนอแนะทางออกไว้อย่างไร และมีอะไรบ้าง ที่จะช่วยให้สถานการณ์ในขณะนี้คลี่คลายลงได้ในเร็ววัน

คณะประชาชนปลดแอก

1. หยุดดำเนินคดีแก่ประชาชนทุกกรณี
2. ปล่อยบุคคลที่ต้องข้อหาตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม และเกิดขึ้นภายใต้อำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง
3. สภาต้องรับหลักการผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อเป็นการหาทางออกให้แก่ประเทศ และเป็นการยุติปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด

พรรคก้าวไกล

1. พล.อ.ประยุทธ์ ต้องยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และปล่อยประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยทันที
2. พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
3. พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคต้องถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล และเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของวุฒิสภา
4. ต้องมีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีสาระสำคัญคือ การตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากประชาชน ยุติอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรี และลงมติกฎหมายปฏิรูปประเทศ รวมถึงการออกแบบระบบการเลือกตั้งที่สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

พรรคเพื่อไทย

1. ให้ ส.ส. ได้ทำใบรับรองตำแหน่งเพื่อนำไปใช้ประกันตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมในเขตพื้นที่ของตนเอง
2. ขอเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ
3. ขอให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรงทันที เพราะไม่มีความจำเป็น
4. ขอให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมจากการชุมนุมทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข
5. ขอให้นายกรัฐมนตรีลาออก ถ้าหากยังไม่ลาออก พรรคเพื่อไทยจะยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีคนเดียว ในการเปิดประชุมสภาที่จะถึงในช่วงต้นเดือน พ.ย. นี้

จาตุรนต์ ฉายแสง

1. ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทันที
2. ยุติการดำเนินคดีและปล่อยตัวผู้ต้องหาในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของนักศึกษา ประชาชน ทั้งก่อนและหลังการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน
3. ยุติการคุกคามประชาชน ให้ความคุ้มครองเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนในการแสดงออกได้เต็มที่ตามรัฐธรรมนูญ
4. ขอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญโดยเร็วที่สุด
5. ขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติเพื่อรับฟังความคิดเห็นสมาชิกรัฐสภา โดยเชิญแกนนำนักศึกษาเข้าชี้แจงด้วย
6. ผลักดันให้รัฐสภารับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างน้อยใน 2 มาตรา คือ 1) มาตรา 256 เพื่อให้มี ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งมาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ และ 2) มาตรา 272 เพื่อตัดอำนาจ ส.ว. ในการเลือกนายกรัฐมนตรีออกไป ป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติจนเป็นทางตัน ในกรณีที่มีการยุบสภาขึ้นก่อนการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่จะแล้วเสร็จ

ฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลก็ต่างออกมาประกาศจุดยืน ดังนี้

พรรคพลังประชารัฐ

1. ยึดมั่นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเทิดทูนสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. มุ่งมั่นที่จะทำให้พี่น้องประชาชนอยู่ดีกินดี มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
3. สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญโดยกระบวนการทางรัฐสภา แต่ต้องไม่กระทบหมวด 1 และ หมวด 2

พรรคภูมิใจไทย

1. ปกป้องเทิดทูนสถาบัน
2. แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ให้ประชาชนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
3. แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์

1. ยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เทิดทูนสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2. การแก้ปัญหาทางการเมืองในปัจจุบันควรใช้แนวทางสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะโดยฝ่ายใดก็ตาม
3. ใช้รัฐสภาเป็นเวทีหาทางออกให้กับประเทศ
4. สนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล โดยแก้มาตรา 256 จัดตั้ง ส.ส.ร. เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยไม่แตะหมวด 1 และ 2

ขณะที่ตัว บิ๊กตู่ เองก็ตอบนักข่าวว่า “ไม่ออก” หลังถูกถามว่าจะทำตามข้อเรียกร้องของม็อบที่ให้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ส่วนการหารือของประธานสภาฯ วิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาล ก็เห็นพ้องว่าควรจะเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อคลี่คลายปัญหา โดยจะส่งเรื่องไปยังรัฐบาลเพื่อพิจารณาในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กระทั่งเมื่อวานที่ผ่านมา (20 ต.ค. 2563) ทางด้านพรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ นำทีมยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง เพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานคร และขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน เพื่อขอให้ศาลคุ้มครองไม่ให้ใช้ประกาศดังกล่าว มาปราบปรามเยาวชนในขณะนี้ นอกจากนี้ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายเกษม ศุภสิทธิ์ อดีตผู้พิพากษา ก็เดินทางไปยังศาลแพ่งเช่นกัน เพื่อยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พร้อมขอให้เพิกถอนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง รวมถึงประกาศทุกฉบับที่เกี่ยวข้องด้วย

และภายหลังการประชุม ครม. ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ออกร่างพระราชกฤษฎีกาเปิดสมัยประชุมวิสามัญแห่งรัฐสภา ในวันที่ 26-27 ต.ค. 2563 เพื่อเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อรับฟังความเห็นของสมาชิกรัฐสภาในการหาทางออกของประเทศ ล่าสุด กลุ่มราษฎรได้ประกาศว่าจะมีการชุมนุมใหญ่ในวันนี้

มาถึงตอนนี้เราทุกคนยังคงต้องติดตามต่อไปว่าการเปิดสมัยประชุมวิสามัญครั้งนี้จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้มากน้อยแค่ไหน จะเป็นหนทางไปสู่ประชาธิปไตยอย่างที่ประชาชนเรียกร้องได้อย่างไร และจะใช่ทางออกของบ้านเมืองอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวังจริงๆ หรือไม่ ...



ผู้เขียน : กิณรีสีอังกาบ

กราฟิก : Taechita Vijitgrittapong