ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    สุพิศาล เตือน ตร.ระวังโดนฟ้องกลับ ย้ำ ไม่จำเป็นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

    ไทยรัฐออนไลน์18 ต.ค. 2563 16:05 น.
    SHARE

    พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ชี้ สถานการณ์ขณะนี้เป็นปกติ ไม่จำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เตือน ตร.ระวังโดนฟ้องกลับได้

    วันที่ 18 ต.ค.2563 พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกประกาศ 6 ฉบับ สถานการณ์ฉุกเฉินฯ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สัญญาบัตร ค้นได้ทุกที่และสามารถเรียกบุคคลมารายงานตัว

    พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าวว่า ไม่เห็นด้วย ต่อการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯ ของรัฐบาล เป็นการลุแก่อำนาจในการใช้กฎหมายจัดการกับประชาชนเพราะการที่รัฐบาลอ้างเหตุ เชื่อมต่อกับเหตุการณ์ ที่เกิดจากข้อบกพร่องของการถวายความปลอดภัยในเส้นทางเสด็จฯ และอ้างเรื่องการป้องกันในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    “ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ และผู้ติดตามข่าวสารย่อมเห็นชัดเจนแล้วว่า กลุ่มผู้ชุมนุมที่ออกมาประท้วงเป็น นักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ ที่ออกมาแสดงสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม แม้กระทั่งยังพยายามหลีกเลี่ยงและเลื่อนเวลาที่ได้กำหนดไว้เดิม เพื่อไม่ให้ทับกับเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน อันแสดงถึงเจตนาของกลุ่มผู้ชุมนุมและแกนนำอย่างชัดเจน แต่กองกำลังของเจ้าหน้าที่ที่ทำการอารักขาทำไมจึงหละหลวม และปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น รวมทั้งการอ้างถึงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นที่รับรู้กันว่า ขณะนี้โดยความเสียสละของพี่น้องประชาชนและบุคลากรทางสาธารณสุข ทำให้ไม่มีการแพร่ระบาดภายในประเทศแล้ว ทั้งหมดจึงเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างจากทางรัฐบาล เป็นการลุแก่อำนาจเท่านั้น จึงไม่เห็นด้วยในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่แรก” พลตำรวจตรีสุพิศาล กล่าว

    พล.ต.ต.สุพิศาล ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า เมื่อรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ได้ออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับนี้ยังได้มอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และได้มีการออกข้อกำหนด ในอำนาจดังกล่าวเพื่อกำจัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ตลอดจนทำลายหลักสิทธิมนุษยชนที่ทั่วโลกรับรองไว้ และในข้อกำหนดที่ออกมาทั้ง 6 ฉบับ ถือได้ว่าขัดต่อความรู้สึกและเหตุการณ์จริง ที่รับรู้กันโดยทั่วไป ไม่ว่าในการกำหนดสถานที่ควบคุมที่ห่างไกลจากที่เกิดเหตุ ซึ่งยิ่งเป็นการจำกัดสิทธิที่ของผู้ถูกจับกุม ส่งผลให้ญาติและทนายความ เกิดความยากลำบากในการเยี่ยม ในการติดต่อและดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งการห้ามนำยานพาหนะหรือสิ่งของเข้าไปในพื้นที่ที่ถูกกำหนดมาล่วงหน้า ซึ่งยังไม่มีการก่อเหตุหรือการชุมนุมดังกล่าวเกิดขึ้น จึงเป็นการสร้างผลกระทบของประชาชนในการเดินทางและยังเป็นการกระทบกับสิทธิของผู้ค้ารายย่อย และเจ้าหน้าที่ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ  

    รวมถึงในการแต่งตั้งเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะมีอำนาจค้นหรือเรียกเอกสาร สอบสวน จับกุม ควบคุม ตลอดจนเรียกบุคคลมารายงานตามฉบับที่ 3 กับฉบับที่ 5 นั้น จะพบว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นในการชุมนุมนั้น ถือเป็นเหตุการณ์ปกติ ที่มี พ.ร.บ.การชุมนุมควบคุมอยู่แล้วและมีการรับรองสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว การประกาศมาตรการเช่นนี้ จึงไม่ได้สัดส่วนกับสถานการณ์จริง เป็นการใช้อำนาจที่เกินกรอบของกฎหมาย อีกทั้งยังเกรงว่าการประกาศเช่นนี้ พนักงานที่ได้รับแต่งตั้งจะใช้อำนาจเกินกว่าวัตถุประสงค์และกรอบของกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง จึงขอเตือนเจ้าพนักงานตำรวจให้ใช้อำนาจยึดโยงกับการกระทำ เพื่อป้องกันการฟ้องกลับด้วย

    “ขอให้รัฐบาลยุติการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยทันที เพราะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นปรากฏชัดต่อสายตาคนทั้งโลกแล้วว่า เหตุการณ์ร้ายแรงไม่ได้เกิดขึ้นจริงตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง นอกจากนี้ประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบจากความเดือดร้อนของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังสามารถฟ้องร้องต่อศาลที่สามารถรับฟ้องความเดือดร้อนได้ในเชิงประเด็นที่กฎหมายไม่ได้ยกเว้นไว้ได้ด้วย” พล.ต.ต.สุพิศาล กล่าว

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ชุมนุมชุมนุมแยกปทุมวันชุมนุม 14 ตุลาข่าวม็อบสุพิศาล ภักดีนฤนาถระวังฟ้องกลับข่้าวการเมืองข่าวทั่วไป

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันพฤหัสที่ 22 ตุลาคม 2563 เวลา 01:19 น.