ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    จุดไม้ขีดไฟแห่งความคิดผ่าทางตันประเทศ : สลายชนวนขัดแย้ง

    ทีมข่าวการเมือง19 ต.ค. 2563 07:16 น.
    SHARE

    นับเป็นนักการเมืองอีกคนที่มีบทบาทโดดเด่นระดับแถวหน้าของเมืองไทย เป็นนายกรัฐมนตรีในยุควิกฤติบ้านเมือง เคยยืนหยัดต่อสู้ “ระบอบทักษิณ”

    วันนี้ยืนหยัดต่อสู้แบบเบิ้มๆกับสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบประยุทธ์” โดยรักษาสัญญาประชาคม ลาออกจากการเป็น ส.ส.ที่ทำหน้าที่ติดต่อยาวนาน 27 ปี หลังพรรคประชาธิปัตย์มีมติสนับสนุนการจัดตั้ง “รัฐบาลลุงตู่”

    ปัจจุบันสถานการณ์การเมืองเพิ่มดีกรีติดหล่มความขัดแย้ง ไม่เห็นแสงสาดส่องทางออกปลายอุโมงค์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จุดไม้ขีดไฟแห่งความคิดเสนอผ่าทางตันประเทศไทย

    โดยช่วงที่เป็นนายกฯเกิดวิกฤติบ้านเมือง เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมือง ฝ่ายที่เคลื่อนไหวต้องการให้พ้นจากอำนาจอย่างเดียว ไม่มีประเด็นรัฐธรรมนูญ (รธน.) และสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง เหตุการณ์รุนแรงมากขึ้นเมื่อมีกองกำลัง
    ติดอาวุธเข้ามา เกิดเหตุ มีความสูญเสีย คดีความตามมาเยอะแยะไปหมด

    ขณะที่เหตุการณ์วันนี้มีความแตกต่าง บางพรรคการเมืองถูกจับตามีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือไม่ ผู้ชุมนุมมาจากหลายสถาบันการศึกษา คนเหล่านั้นไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยู่กับพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใด เขาอาจสนับสนุน แต่ไม่ใช่ลักษณะเดียวกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้

    ประเด็นข้อเรียกร้องขยายวงออกไป มีเรื่องสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ปัญหานับจากนี้ไม่ว่าเกิดอะไรต่อไป ถึงการชุมนุมหายไปในช่วงนี้ ประเด็นพวกนี้ยังคงอยู่ ต้องมีการหาคำตอบมันเป็นตัวบ่งชี้ต่อไปในอนาคต จะมีเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมากน้อยแค่ไหน

    พอมีเหตุการณ์ทำให้คนจำนวนมากรับไม่ได้ ก็เป็นแรงกดดันรัฐบาลต้องควบคุมบริหารสถานการณ์ให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องเร่งหาและให้คำตอบเกี่ยวกับประเด็นที่เรียกร้อง

    ขอให้ทุกฝ่ายพยายามเอาเรื่องสถาบันออกไปจากความขัดแย้ง

    อย่าให้เงื่อนไขการเมืองกับเงื่อนไขสถาบันมัดรวมแบบนี้

    รัฐบาลและฝ่ายการเมืองควรเร่งขจัดเงื่อนไขการเมืองออกไป

    เงื่อนไขสถาบันต้องคิดถึงวิธีการทำความเข้าใจกับคนทุกกลุ่ม

    ตอนนี้คนในสังคมสัมผัสถึงช่องว่างกรอบความคิดระหว่างคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้ากับคนอีกรุ่นหนึ่ง ซึ่งอยู่ในกรอบความคิดเดิม มันกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้เกิดการปะทะขึ้น

    สถาบันเป็นจุดรวมจิตใจ ไม่ใช่จุดทำให้เกิดความขัดแย้ง ฝ่ายที่เป็นคนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา แต่สัมผัสได้ว่าคนรุ่นใหม่มีความเห็นในทางที่คล้อยตาม รัฐบาลต้องเร่งหาคำตอบและทำความเข้าใจ

    ไม่ให้ถูกหยิบขึ้นมาเป็นปมนำไปสู่ความขัดแย้ง

    ที่สำคัญใครมีความเห็นทางวิชาการ การแสดงออกเกี่ยวกับสถาบันหรือเกี่ยวกับเรื่องที่มีคนจำนวนมากเทิดทูน เคารพนับถือ ศรัทธา พึงระมัดระวังในรูปแบบวิธีการแสดงออกนอกจากประเด็นข้อกฎหมายแล้ว การใช้รูปแบบแสดงออกถึงการลบหลู่ ดูหมิ่น ล้อเลียน ย่อมทำให้เกิดปฏิกิริยากับคนในสังคม

    ขอเปรียบให้เห็นกรณีในต่างประเทศที่มีเสรีภาพการแสงออกไม่มีขีดจำกัด ในที่สุดสมมติไปลบหลู่ศาสนาอื่น สุดท้ายถูกตอบโต้ด้วยความรุนแรง ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น แต่ธรรมชาติของมนุษย์มีแนวโน้มจะทำสิ่งนั้น

    รัฐบาลยังไม่พยายามทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ที่ผ่านมาทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่มีความพยายามปรับเข้าหากันเท่าไหร่

    ขอยกตัวอย่างรัฐบาลตอบสนองการแก้ รธน.ค่อนข้างช้ามาก ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าผู้มีอำนาจเข้าใจประเด็นของผู้เรียกร้อง ไม่ต้องเห็นด้วย แค่เข้าใจ ผู้มีอำนาจทำเท่าที่จำเป็นเพื่อประคองสถานการณ์

    ช่องว่างระหว่างความคิด ความรู้สึกตรงนี้ไม่ได้ลดลง ยิ่งประเด็นสถาบันไม่มีการพูดคุยกันเลย เพราะอีกฝ่ายเลือกรูปแบบการแสดงออก แต่คนจำนวนมากรับไม่ได้ ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาพื้นที่คลายปัญหานี้โดยการพูดคุย

    จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ถึงแม้บริหารสถานการณ์ให้เกิดความสงบได้

    มีข้อเรียกร้องให้นายกฯลาออก หากยุบสภาฯหรือลาออกจะเป็นทางออกของประเทศได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์บอกว่า พอมีการชุมนุมต่อต้าน ส่วนใหญ่จบลงด้วยการเปลี่ยนแปลง แต่เวลานี้ปัญหาทับซ้อนหลายชั้น

    หากนายกฯ ลาออกแล้วจบ ทุกคนก็รู้ว่ามันไม่ใช่

    เช่นสมมติลาออกหรือยุบสภาฯ โดยรธน.ยังไม่ได้แก้ ก็ต้องใช้กติกาที่คนไม่ยอมรับอีก นายกฯลาออกวันนี้ วุฒิสภายังมีสิทธิเลือกนายกฯ ยุบสภาฯวันนี้เลือกตั้งตามกติกาเดิม ก็มีข้อขัดแย้ง ข้อเรียกร้องเหมือนเดิม

    ฉะนั้นการลาออกหรือยุบสภาฯมาว่ากันหลัง รธน.มีความชัดเจน

    แต่ท่านเป็นนายกฯบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์บอกว่า จะเดินไปถึงตรงนั้นได้อย่างไร วันนี้นายกฯลาออกหรือยุบสภาฯ ภายใต้กติกาเดิม คงไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้สักเท่าไหร่

    แม้แก้กติกาตั้ง ส.ส.ร.ก็ไม่ตอบโจทย์ เพราะระหว่าง รธน.ใหม่ยังไม่ออกมา จะอยู่กันอย่างไร

    จุดเริ่มต้นการเป็นนักการเมืองสนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ทำให้ซึมซับว่าทุกคนเป็นเจ้าของประเทศ วันนั้นกับวันนี้ทำไมคล้ายๆกัน นายอภิสิทธิ์ บอกว่า เป็นเรื่องเหลือเชื่อเวลาผ่านไปเกือบ 50 ปี

    การเมืองและประชาธิปไตยย้อนกลับเทียบเคียงตุลา 16 และตุลา 19 ได้ เหลือเชื่อได้ รธน.ก้าวหน้าที่สุดในโลกในปี 40 กลับสู่วงจรรัฐประหารอีกรอบ พอได้ รธน.ปี 60 พยายามเอา รธน.ปี 21 เป็นต้นแบบ ซึ่งถอยไปเกือบ 40 ปี วันนี้ รธน.แบบปี 21 กลับถอยไปสู่ตุลา 16 และตุลา 19

    ในยุคนั้นยังมีวิกฤติเศรษฐกิจด้วย นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ไม่ได้มองแค่ผลกระทบเศรษฐกิจจากโควิด อยากให้คิดกันให้หนักจากสภาพปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นสัญญาณอันตรายมากที่สุด

    เพราะช่วงปี 58 และปี 60 เศรษฐกิจยังเติบโตเป็นบวก แต่คนจนเพิ่มขึ้น สะท้อนช่องว่างตรงนี้มันอันตราย คนมองเห็นในเชิงโครงสร้างมากขึ้น แรงต่อต้านที่เกิดขึ้นจากสภาพแบบนี้ เลยทำให้เกิดการต่อต้านกลุ่มคนผู้มีอำนาจ

    เกิดการมัดรวม “นายทุน ขุนศึก ศักดินา” เหมือนปี 16 ปี 19

    รัฐบาลควรคลายสิ่งเหล่านี้ออกให้ได้ ก่อนกลายเป็นการต่อต้าน ในที่สุดคนถูกผลักให้แบ่งขั้วแรงขึ้น ขณะนี้ทั้ง 2 ฝ่ายชี้หน้าฝ่ายหนึ่งเอาประชาธิปไตย ไม่เอาสถาบัน อีกฝ่ายถูกชี้หน้าว่าเอาสถาบัน ไม่เอาประชาธิปไตย ทั้งสองฝ่ายเวลาพูดต่างก็ต้องการทั้งประชาธิปไตยและสถาบัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นความต้องการของคนเกือบทั้งประเทศ

    จังหวะนี้เป็นโอกาสปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างประเทศ นายอภิสิทธิ์ บอกว่าต้องปรับ หากไม่ทำจะมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ผ่านมา 6 ปี ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม ผมวิพากษ์มาตลอดยากที่จะเห็นการปฏิรูป เพราะไม่เคยเห็นวิสัยทัศน์ต้องการปฏิรูปเปลี่ยนทิศทางหรือปรับโครงสร้างไปทิศทางไหน อย่างไร

    ถ้ามีกรอบวิสัยทัศน์อยู่ก็เป็นลักษณะอนุรักษนิยมสูงมาก ค้านกับความต้องการ ความคาดหวัง ความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ การปฏิรูปของผู้มี อำนาจกับการปฏิรูป การปรับโครงสร้างของคนที่เห็นว่าต้องทำ เข้าใจคนละเรื่องเลย

    ควรมีเวทีแลกเปลี่ยนให้เห็นการปฏิรูปในทิศทางเดียวกัน

    เวทีรูปแบบนี้มีน้อยมาก สภาฯก็ควรทำหน้าที่นี้ ที่ยากพอถึงเดือน พ.ย.63 ร่างแก้ไข รธน.ของประชาชนจะเข้าสู่สภาฯ ตอนนี้จับสัญญาณได้ว่าสนับสนุนเฉพาะร่างรัฐบาลหรือร่างที่มีแนวทางเดียวกับรัฐบาล

    ประเทศกำลังเดินสู่ทางตัน นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ไม่มีทางตัน แต่พร้อมหรือยังที่จะสร้างพื้นที่ให้คนพูดด้วยเหตุด้วยผล ฝ่ายผู้มีอำนาจต้องเอื้อมมือเข้าไปมากหน่อย แสดงให้เห็นความเข้าอกเข้าใจที่มาของข้อเรียกร้อง ฝ่ายที่เคลื่อนไหวอยู่ต้องเรียนรู้การกระทำหลายอย่าง พอสังคมจำนวนมากยอมรับไม่ได้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆตามมา

    หากปล่อยไปเรื่อยๆแบบนี้ ย่อมสมหวังเฉพาะคนอยากแตกหักเท่านั้น

    ฝ่ายหนึ่งต้องการล้มล้างเปลี่ยนทุกอย่าง

    อีกฝ่ายหนึ่งต้องการกำจัดคนอีกข้างหนึ่งออกไป

    ไม่เป็นผลดีสำหรับคนส่วนใหญ่ของประเทศ

    กลายเป็นทุกอย่างเดินไปตามที่คนต้องการแตกหัก

    ข้อย้ำอีกครั้งว่าการแตกหักทางความคิดเกิดปะทะกันอย่างชัดเจนในเกือบทุกเรื่อง ประเทศออกได้ 3 ทาง

    เอากันจนแตกหัก

    แก้เปลาะนั้นเปลาะนี้ ประคับประคองกันไป ทำให้ประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนได้เต็มที่

    หาทางออกโดยหาพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนด้วยเหตุและผล.

    ทีมการเมือง

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    วิเคราะห์การเมืองทีมการเมืองระบอบทักษิณระบอบประยุทธ์รัฐบาลลุงตู่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะรัฐธรรมนูญ

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอังคารที่ 20 ตุลาคม 2563 เวลา 23:00 น.